FASHION

รู้จัก Maxim Sapozhnikov แห่ง Fashion to MAX ดาวเด่นในวงการแฟชั่นที่อยู่เบื้องหลังคอนเทนต์ของโว้กหลายประเทศ

หากคุณเป็นผู้อ่านประจำของโว้กแน่นอนว่าชื่อของ Fashion to MAX เป็นอีกชื่อที่คงผ่านตาอยู่บ่อยครั้งโดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์แฟชั่นใน 4 หัวเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ก ลอนดอน มิลาน และปารีส ซึ่งโว้กยกเครดิตให้ภาพถ่ายต่างๆ ที่ส่งตรงจากรันเวย์แบบเรียลไทม์ รวมถึงบรรยากาศสดๆ จากฟรอนต์โรว์ ไปจนถึงลุคของเหล่าแฟชั่นนิสต้าจากท้องถนน ที่สร้างสรรค์โดยทีม Fashion to MAX ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพาร์ทเนอร์ประจำของโว้ก และไม่ใช่แค่โว้กประเทศไทยเท่านั้นแต่ยังรวมถึงโว้กอีกหลายประเทศทั่วโลกที่ร่วมเป็นพันธมิตรเชิงคอนเทนต์กับทีมโปรดักชั่นมือทอง

 

 

Photography by: @stepanfilenko x @fashiontomax. / #FTMBackstage / @AlbertaFerretti 


ย้อนกลับไปทั้งหมดถูกริเริ่มโดยชายผู้หลงใหลในแฟชั่นเหนือสิ่งอื่นใดอย่าง Maxim Sapozhnikov เขาคือตัวแทนผู้ผลิตคอนเทนต์ที่สามารถเข้าถึงตัวเซเลบริตี้และหลังเวทีแฟชั่นโชว์ยักษ์ใหญ่จนกลายเป็นเบื้องหลังของหัวหนังสือและแบรนด์ระดับโลก "ผมมาจากเมืองยิเคเทอรินเบอร์ก ประเทศรัสเซีย" Maxim แนะนำตัวด้วยบ้านเกิด ก่อนเล่าเรื่องราวเส้นทางการเข้าสู่วงการแฟชั่นว่า "ผมเริ่มเข้าสู่วงการแฟชั่นเมื่อ 11 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเดินทางไปเยี่ยมเพื่อนสมัยเรียนคนหนึ่งที่ที่มิลาน ซึ่งผมตกหลุมรักทุกอย่างในเมืองนั้น หลังจากนั้นก็ตั้งใจว่าจะย้ายไปอยู่ที่นั่นให้ได้ ตอนนั้นผมมีบริษัททัวร์ซึ่งผมส่งต่อให้แฟนผมทำ และหนึ่งปีถัดจากนั้นผมก็ตัดสินใจย้ายไปมิลาน โดยไม่รู้เลยว่าจะไปทำอะไรที่นั่น ผมพูดภาษาอิตาลีไม่ได้ แต่เพื่อนคนหนึ่งแนะนำให้ผมลองไปสัมภาษณ์งานในโชว์รูมแฟชั่น  Studio Zeta หัวหน้าตอนนั้นคือ Riccardo Grassi หลังจากสัมภาษณ์ครั้งแรกผมก็ได้งาน และได้เป็นตัวแทนของแบรนด์แฟชั่นชื่อดัง"

 

 

 Photography by: @stepanfilenko x @fashiontomax / #FTMBackstage / @Fendi 

 

"ภายในเวลาแค่ 1 ปีผมทำยอดขายได้เป็นอันดับ 1 ในตลาดประเทศรัสเซีย ผมเลยเริ่มเปิดบริษัทที่ปรึกษา ช่วยให้แบรนด์ต่างๆ ได้ขยายตลาด และช่วยพัฒนากลยุทธ์ในการคัดสรรสินค้าให้กับร้านมัลติแบรนด์"

 

Photography by: @elegantshooter x @fashiontomax / #FTMStreetStyle / @LarsenThompson @MSGM

 

"จุดพลิกผันเกิดเมื่อ 7 ปีที่แล้ว เพื่อนคนหนึ่งของผมเธอกำลังจะไปนิวยอร์กแฟชั่นวีก เธอถามว่าผมพอจะถ่ายรูปส่งให้เธอเพื่อลงในแพลตฟอร์มออนไลน์ของเธอได้ไหม ซึ่งแน่นอนว่าผมตอบตกลง เชื่อไหมตอนนั้นผมลงทุนซื้อกล้องระดับมืออาชีพ 1 ตัวก่อนจะบินไป ประสบการณ์ที่ผมเคยมีมาห่อนหน้านี้ในวงการแฟชั่นช่วยผมได้มาก เพราะผมรู้อยู่แล้วว่าแบรนด์ต่างๆ ต้องการคอนเทนต์แบบไหน และรู้ว่าพวกเขาต้องการโฟกัสที่อะไร ตอนนั้นผมต้องการจะทำทุกอย่างให้เร็วกว่าคนอื่นๆ อย่าลืมว่านี่ก็ผ่านมาสักพักใหญ่แล้ว ตั้งแต่ช่วงที่อินสตาแกรมเพิ่งจะเริ่มเป็นที่รู้จัก ผมเปิดแอคเคาต์ @fashiontomax และแชร์คอนเทนต์ที่ทำจากแฟชั่นวีกให้กับนิตยสารต่างๆ รวมถึงโพสต์ในแอคเคาท์ของผมด้วย"

 

 

 Maxim Sapozhnikov ที่โชว์ DIOR ครั้งล่าสุด / Photography @stepanfilenko

 

"ผมต่างจากคนอื่นตรงที่ว่า แทนที่ผมจะถ่ายรูปไว้เยอะๆ แล้วต้องมานั่งเลือก คุยกับบริษัท PR คุยกับแบรนด์ แล้วถึงค่อยปล่อยสู่สาธารณะได้ ผมโฟกัสที่การถ่ายรูปที่ดีเพียงแค่ไม่กี่รูปเท่านั้น และเมื่อโชว์จบผมก็ส่งเข้ามาที่โทรศัพท์ตัวเอง ภายในไม่กี่วินาที รูปเหล่านั้นก็ถูกโพสต์แล้ว นิตยสารและแบรนด์ต่างๆ เริ่มมองเห็นงานของผมด้วยวิธีนี้ ไม่นานหลังจากนั้นผมก็พบว่าแค่ถ่ายรูปเฉยๆ คงจะไม่พอ เลยเริ่มทำวิดีโอสั้นๆ ที่ดูเป็นศิลปะ เพื่อเล่าบรรยากาศในงาน เช่น ช่วงเวลาที่สำคัญ ลุคหลักของโชว์ และอื่นๆ เมื่อเวลาผ่านไป  Fashion to MAX ก็ขยายตัวและเริ่มสร้างคอนเทนต์ที่หลากหลายมากขึ้นเช่น แคมเปญโฆษณา ภาพแฟชั่นเซต หน้าปกนิตยสารดิจิทัล และอื่นๆ ซึ่ง ณ จุดหนึ่งผมต้องเลือกว่าจะเป็นช่างภาพอย่างเต็มตัว หรือจะก่อตั้งบริษัท ซึ่งสุดท้ายผมเลือกอย่างหลัง และเริ่มโฟกัสกับการสร้างทีมที่เป็นมืออาชีพ นับว่าเส้นทางของผมเป็นการเดินทางที่น่าตื่นเต้นมากทีเดียว" 

 

 

 

ในฐานะที่ฝ่าฟันและคลุกคลีอยู่ในวงการแฟชั่นมานาน Maxim เล่าต่อถึงมุมมองที่เขามีต่อแฟชั่นยุคดิจิทัลว่า "มันเปลี่ยนไปเยอะมากๆ จำได้ว่าตอนที่ผมเริ่มทำงาน สมัยนั้นทุกอย่างมีตารางที่ชัดเจน ซึ่งล้วนผูกติดอยู่กับปฏิทินแฟชั่นดั้งเดิม แต่ตอนนี้มันกลายเป็นอีกเรื่องไปเลย เราไม่ได้มีแค่สัปดาห์แฟชั่นปีละ 2 ครั้งแล้ว แต่เรามีกิจกรรมอื่นๆ อีกเป็นล้านตลอดทั้งปี สิ่งที่สำคัญอีกอย่างก็คือตอนนี้วงการแฟชั่นไร้พรมแดน จึงมีอีเวนต์เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ได้เกิดอยู่แค่ที่เมืองหนึ่งหรือสองเมืองเหมือนเมื่อก่อน  แน่นอนว่าที่ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะอิทธิพลของโลกดิจิทัลและโซเชียลมีเดีย เมื่อก่อนกว่าผู้คนได้ดูแฟชั่นโชว์ต้องรอดูกันวันถัดไปใน Vogue Runway แต่ตอนนี้ทุกคนสามารถดูออนไลน์ หรือแม้กระทั่งถ่ายทอดสด ดูพร้อมคนในงานเลย สิ่งที่ตามมาคือภายในไม่กี่ชั่วโมงเนื้อหานั้นจะสูญเสียความสำคัญอย่างรวดเร็ว นั่นเป็นสาเหตุที่เราต้องสร้างคอนเทนต์ที่มีทั้งคุณภาพสูงและความเร็วสูงด้วย ซึ่งเป็นหัวใจหลักของ Fashion to MAX"

 

 

 

นอกจากนี้ Fashion to MAX ยังได้รับโอกาสครั้งใหญ่จากแบรนด์ดังอย่าง Valentino ให้ทีมบุกหลังเวทีแฟชั่นโชว์แบบเอ็กซ์คลูซีฟ "เรื่องนี้เล่าแล้วตื่นเต้นมาก ตอนนั้นเราเป็นทีมที่ใหม่มาก เพิ่งเริ่มทำวิดีโอเผยแพร่งานบน @fashiontomax ได้สักพัก นิตยสารและแบรนด์ต่างๆ ก็เริ่มติดตามเรา และหลายครั้งพวกเขารีโพสต์คอนเทนต์เรา แต่เราก็อยากจะไปให้ไกลกว่านั้น Valentino เป็นแบรนด์หนึ่งที่ผมอยากจะทำงานด้วยมาโดยตลอด จำได้ว่าตอนนั้นผมทำงานอย่างใกล้ชิดกับช่างภาพวิดีโอจากออสเตรเลียที่เก่งมากชื่อ Muc Nguyen เราตัดสินใจจะลองทำอะไรที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เราพาทีมบุกไปถ่ายหลังเวที และในอีก 20 นาทีถัดมาเราก็ได้วิดีโอหลังเวทีที่สวยงาม ทันทีที่โชว์เริ่มขึ้นเราก็จัดการเผยแพร่วิดีโอนี้ลงบนแพลตฟอร์มของเราเลย ทำให้มีคนรีโพสต์เยอะมาก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนั้น คือเราทำให้ทีมงานของ Valentino ประทับใจมาก เราประชุมกับทีมของแบรนด์หลังจบงาน ซึ่งข่าวดีคือเราได้เซ็นสัญญารายปีกับแบรนด์ให้มาเก็บภาพในทุกๆ โชว์หลังจากนั้น" 

 

 

 

Maxim ยังเล่าถึงจุดยืนและผลงานถนัดของทีมต่อว่า "เราสร้างคอนเทนต์ทางทัศนะให้กับโซเชียลมีเดียของแบรนด์แฟชั่นและแบรนด์ลักชัวรีต่างๆ เราสร้างวิดีโอจากงานอีเวนต์ แต่เพราะว่าเราทำออกมาให้ดูเป็นศิลป์มาก หลายแบรนด์ก็เลยนำไปใช้ในเชิงแคมเปญด้วย  เราทำงานอย่างใกล้ชิดกับนิตยสารโว้กทั่วโลก งานอีกประเภทหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมมากคือบริการดูแลอินสตาแกรมให้กับแบรนด์ต่างๆ ในช่วงที่มีอีเวนต์สำคัญ เราผลิตคอนเทนต์ให้ทั้งในอินสตาแกรมสตอรี่และในฟีดหลัก ผลงานส่วนใหญ่ที่เราทำจะถูกส่งมอบให้ลูกค้าภายใน 24 ชั่วโมง หรือวันถัดไป ครั้งหนึ่งเราทำงานให้อีเวนท์ของ Bulgari ที่ Capris เราผลิตวิดีโอทั้งหมด 50 ตัวในเวลา 3 วัน และนั่นคือพลังเหนือมนุษย์ที่เรามีที่ Fashion To Max ซึ่งเป็นคุณค่าหนึ่งของเรา ส่วนแผนการขยายตัวมีมากมายเลยครับ ตอนนี้เรากำลังสร้างทีม 3D ส่วนเร็วๆ นี้เราจะมีบริการใหม่ หนึ่งในนั้นคือการทำ 3D เอนิเมชั่นกราฟิก การสร้างหน้ากากและเกมสำหรับอินสตาแกรม นอกจากนี้ผมกำลังจะเปิดตัวเอเจนซี่ใหม่ เพื่อเสาะหามนุษย์ที่มีพรสวรรค์ทั่วโลกมาร่วมงานกับเราด้วย"

 

 Maxim Sapozhnikov ระหว่างช่วงนิวยอร์กแฟชั่นวีก / Photography @byoliren

 

มาถึงจุดนี้เชื่อว่ามีหลายคนที่มองเห็นว่าชายผู้นี้คืออีกหนึ่งตัวอย่างสำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากทำงานในวงการแฟชั่น Maxim ทิ้งท้ายว่า "สิ่งที่ผมอยากจะแนะนำสำหรับคนที่อยากทำงานในวงการแฟชั่นยุคดิจทัลคือ 'จงทำอะไรให้เร็ว' จงมีปฏิกริยาที่รวดเร็วกับทุกสิ่งรอบตัว ทุกวันนี้เราต้องอาศัยความรวดเร็วเป็นหลัก และในขณะเดียวกันคุณภาพก็ต้องสูงที่สุดเช่นกัน คุณต้องทำทุกโปรเจกต์อย่างเต็มกำลัง ไม่ว่าโปรเจกต์นั้นจะได้เงินเป็นกอบเป็นกำหรือทำฟรี ก็ต้องทำสุดความสามารถ สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ คุณภาพงานต้องดีขึ้นทุกวัน และอย่ากลัวการรับงานยากใดๆ ก็ตาม มีสุภาษิตในภาษารัสเซียที่ดีมากกล่าวไว้ว่า “ถ้ากลัวหมาป่าก็ไม่ต้องเข้าป่า” และ “ใครที่ไม่ยอมเสี่ยงก็จะอดดื่มแชมเปญ” (คือถ้าไม่กล้าลงทุนก็ไม่ต้องเอาตังค์)"