FASHION

ย้อนดู 5 นวัตกรรมเปลี่ยนโลกที่ทำให้แฟชั่นและศิลปะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป!

สิ่งประดิษฐ์และแนวคิดสุดสร้างสรรค์พัฒนาโลกนี้มาโดยตลอด

     “นวัตกรรมเปลี่ยนโลก” คำนี้บ่งบอกความตรงไปตรงมาในตัวอยู่แล้ว ตลอดระยะเวลาการกำเนิดขึ้นของมวลมนุษยชาติมีนวัตกรรมเกิดขึ้นมากมาย สำหรับวงการแฟชั่นและศิลปะมีสิ่งของเปลี่ยนโลกมากมาย สิ่งเหล่านั้นทำให้โลกใบเก่าเปลี่ยนเป็นโลกใบใหม่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรวดเร็ว ความเป็นธรรมชาติ หรือแม้แต่เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงโลกไปตลอดกาล วันนี้โว้กจะพาไปดูว่า 5 นวัตกรรมเปลี่ยนโลกศิลปะและแฟชั่นจะมีอะไรบ้าง

 

ผืนผ้าใบ (Canvas)

Abstraktes Bild (649-2) ศิลปะละเลงสีบนผืนผ้าใบขนาดใหญ่ของ Gerhard Richter / ภาพ: Art 19

     สำหรับงานศิลปะผืนผ้าใบคงเป็นองค์ประกอบที่ศิลปินแทบทุกคนคุ้นเคย จุดเริ่มต้นการสร้างสรรค์ผลงานระดับต่อจากกระดาษก็คงเป็นผืนผ้าใบนี้เอง ทว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งเปลี่ยนโลกศิลปะไปอย่างสิ้นเชิง มีการเพิ่มจำนวน รายละเอียด รวมถึงความนิยมในการสร้างงานศิลปะด้วยตัวเองมากขึ้นก็เพราะผืนผ้าใบ ความเรียบง่ายของกรอบไม้สี่เหลี่ยมขึงผ้าใบมาพร้อมกับน้ำหนักที่เบาหวิวเหมาะอย่างยิ่งในการพกพาเดินทางไปพร้อมกับไอเดียอันพรั่งพรู สมัยก่อนหน้าศตวรรษที่ 14 จิตรกรต้องสร้างผลงานลงบนวัสดุยอดนิยมอย่างแผ่นไม้ ซึ่งไม่สะดวกต่อการพกพา อีกทั้งยังมีน้ำหนักมาก พื้นผิวเองก็ไม่เรียบเนียนเท่ากับผืนผ้าใบอีกด้วย

 

     ราคาเองก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สิ่งนี้ครองใจศิลปินมาจนถึงทุกวันนี้ ช่วงศตวรรษที่ 14 อันปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับผืนผ้าใบนี้ครั้งแรกๆ เชื่อกันว่าทั้งศิลปินและนักสะสมนิยมชมชอบวัสดุนี้มากขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในประเทศฝรั่งเศส ถัดมาอีก 2 ศตวรรษศิลปะจากอิตาลีก็มีปรากฏหลักฐานบนผืนผ้าใบจำนวนมากเช่นกัน และในยุคปัจจุบันแม้เทคโนโลยีจะวิ่งไปไกลเพียงใด แต่ผืนผ้าใบสี่เหลี่ยมผืนนี้ยังคงเป็นหนึ่งในสุดยอดอุปกรณ์ของเหล่าศิลปินจนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะภาพเมื่อกว่า 700 ปีก่อนหรือจะเป็นภาพที่เพิ่งวาดสดๆ ร้อนๆ เมื่อไม่กี่วัน ผืนผ้าใบประเภทนี้จะต้องเป็นตัวเลือกหลักในการวาดลวดลายแน่นอน

 

กล้องถ่ายรูป (Camera)

Window at Le Gras ภาพถ่ายอันเลื่องชื่อของ Nicéphore Niépce ตั้งแต่ปี 1826 / ภาพ: Wikimedia Commons

      แน่นอนว่าข้ามผ่านยุคจิตรกรรมก็ต้องเข้าสู่ยุคศิลปะภาพถ่าย ผลงานหลากหลายรูปแบบถูกถ่ายทอดจากเรื่องราวจริง เหตุการณ์จริง และการบันทึกเรื่องราวต่างๆ มากมาย ภาพวาดกลายเป็นของสวยงามประดับแสดงยศฐาบรรดาศักดิ์หรือรากเหง้าต้นตระกูล แต่สำหรับภาพถ่ายมันกลายเป็นสุดยอดนวัตกรรมที่เปลี่ยนโฉมทุกแง่มุมของศิลปะไปอย่างสิ้นเชิง เดิมทีคนส่วนใหญ่มักรับรู้เรื่องราวผ่านเรื่องเล่าและงานจิตรกรรม จุดนี้จึงเป็นเหมือนแค่การเล่าเปรียบเทียบและให้ผู้ฟังจินตนาการภาพด้วยตัวเอง แต่ภาพถ่ายเปลี่ยนวิธีการนำเสนอข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ไปตลอดกาล เพราะอย่างน้อยมันก็บันทึกให้เห็นอย่างชัดเจนว่าอะไรกำลังเกิดขึ้น ถึงแม้จะไม่ได้บอกเล่าทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ ยังต้องมีบันทึกเรื่องราวและการวิเคราะห์บริบทมาสนับสนุน แต่กล้องถ่ายรูปก็เปลี่ยนมิติของโลกได้อย่างน่าอัศจรรย์ ลองคิดดูว่าภาพพอร์เทรตของวงศ์ตระกูลเปลี่ยนจากภาพวาดเป็นภาพถ่ายกันแทบทั้งหมดก็พอจะจินตนาการได้แล้วว่า กล้องมีอิทธิพลต่อโลกเพียงใด

 

     ต้องบอกก่อนว่าต้นกำเนิดของกล้องนั้นมีบันทึกมาอย่างยาวนาน โดยเริ่มจากกล้องทาบเงาเพื่อช่วยศิลปินในการรังสรรค์งานศิลปะ ต่อมาได้มีการพัฒนาการใช้เทคนิคการสะท้อนเงานี้เพื่อสร้างสรรค์กล้องบันทึกภาพขึ้นมา Nicéphore Niépce คือชายผู้บุกเบิกงานศิลปะด้วยภาพถ่าย งานศิลปะไม่ได้เกิดจากการลงมือตวัดลายเส้นเพื่อผลงานระดับพระกาฬดั่งโลกยุคเก่าแล้ว เพราะเมื่อ นิเซฟอร์ เนียปส์ เปิดโลกด้วยการทดลองสร้างศิลปะด้วยการลั่นชัตเตอร์เป็นยุคแรก ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาภาพถ่ายจึงครองโลกกลายเป็นผลงานที่ทุกคนเข้าถึง สร้างด้วยตัวเองได้ และมีความหลากหลายจนหาจุดสิ้นสุดไม่เจอ แค่ยุคแรกของ นิเซฟอร์ เขาก็ค้นพบการถ่ายภาพแบบเนกาทีฟแล้ว แล้วลองนึกถึงปัจจุบันที่เทคโนโลยีวิ่งไปไกลสุดขีด ข้อจำกัดจะถูกลดลงไปมากเพียงใด นอกจากนี้เรายังไม่รวมกล้องวิดีโอที่สร้างภาพเคลื่อนไหวที่ถือเป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่ครองโลกศิลปะยุคใหม่อย่างเห็นได้ชัด

 

จักรเย็บผ้า (Sewing Machine)

จักรเย็บผ้ายุคแรกๆ ของ Elias Howe ที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ต่อมาได้พัฒนาให้เล็กลงและสามารถเย็บปักชิ้นงานได้ละเอียดหลากหลายมากขึ้น / ภาพ:  Wikimedia Commons

     “จักรเย็บผ้า” เครื่องมือสำคัญในการรังสรรค์เสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ถือว่าเป็นของสามัญ ทั่วทุกพื้นที่ทั่วโลกต่างคุ้นเคยกับเครื่องจักรนี้เป็นอย่างดี ทว่าหากย้อนไปถึงประวัติศาสตร์ช่วงก่อนหน้า การกำเนิดของจักรเย็บผ้าจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าสิ่งนี้เปลี่ยนโลกไปมากเพียงใด แน่นอนว่าศิลปะเครื่องแต่งกายอยู่คู่กับผู้คนมาทุกยุคทุกสมัย แต่สิ่งเดียวที่สามารถเย็บปักถักร้อยได้คือมือมนุษย์ ผู้หญิงสมัยก่อนใช้เวลากว่าค่อนเดือนไปกับการทำงานด้านนี้ เชื่อไหมว่ากว่าจะได้เสื้อเชิ้ตหรือชุดเดรสสักชุดพวกเธอต้องใช้เวลานานถึง 10-14 ชั่วโมง ด้วยความยากลำบากเหล่านี้ทำให้แฟชั่นยุคก่อนแสดงถึงฐานะทางสังคมเป็นหลัก คนปกติทั่วไปจะมีชุดไม่มากนักและใช้ของแต่ละชิ้นนานมากๆ อีกด้วย นับเป็นช่วงที่แฟชั่น ศิลปะบนเรือนร่างของทั้งสตรีและบุรุษเป็นเรื่องของชนชั้นนำทางสังคมที่มีทรัพยากรมากกว่าเท่านั้น

 

     พอถึงปี 1790 โลกของเสื้อผ้ากำลังจะถูกพลิกโฉมไปอย่างสิ้นเชิง จักรเย็บผ้าถูกคิดค้นเป็นครั้งแรกโดย Thomas Saint นักประดิษฐ์ชาวอังกฤษ จุดนี้เรียกได้ว่าเป็นประกายแรกในการเกิดฟาสต์แฟชั่นของปัจจุบันเลยก็ว่าได้ เพราะเครื่องทุ่นแรงสามารถจำกัดเวลาทำเสื้อผ้าจากหลายชั่วโมงสู่ไม่กี่นาทีได้ ดังนั้นเมื่อกำลังการผลิตมีมากขึ้น สินค้าเพิ่มตาม จำนวนความต้องการก็สอดรับพอดี ทำให้เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายเป็นเรื่องของทุกคนมากขึ้น เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าถึงแม้เสื้อผ้าของเหล่าชนชั้นนำยังเป็นงานฝีมือแสดงความหรูหราอยู่ แต่ความเหลื่อมล้ำอย่างเห็นได้ชัดปรากฏน้อยลงหากมองผ่านเลนส์ด้านเสื้อผ้า ผู้คนเริ่มสไตลิ่ง เริ่มคิดค้นการผลิตเสื้อผ้าในรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น จุดนี้เป็นรากฐานสำคัญให้เกิดความสร้างสรรค์ เวลาไม่ถูกใช้ไปกับการปฏิบัติเพียงอย่างเดียว และการพัฒนานี้นำไปสู่การเปิดโรงงานทำเสื้อผ้าและต่อยอดจนมาถึงทิศทางแฟชั่นที่วิ่งเร็วเต็มสปีดในยุคปัจจุบัน

 

อินเทอร์เน็ต และ ซอฟต์แวร์ (Internet & Software)

ภาพสเกตช์ดิจิทัลที่เป็นแนวทางใหม่ในการรังสรรค์แฟชั่น / ภาพ: Lyubomir Dochev

     เมื่อพูดถึงแฟชั่นยุคใหม่เราสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าเป็นโลกของยุคดิจิทัล ความรวดเร็วและเทคนิคในการรังสรรค์ผลงานสามารถย้ายหลักปักฐานมาที่โลกดิจิทัลได้เกือบจะสมบูรณ์แบบ โปรแกรมมากมายหลากหลายทำให้ผู้คนสามารถออกแบบหรือคิดค้นชิ้นงานของตัวเองได้อย่างอิสระ การสเกตช์ภาพ แรงบันดาลใจ หรือแม้แต่การศึกษาเองยังถูกรวบตึงไว้อยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์แล้ว ในขณะเดียวกันสิ่งเหล่านี้ก็เปลี่ยนศิลปะด้วยเช่นกัน เราจะเห็นศิลปะแขนงใหม่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา รูปแบบงานออนไลน์กลายเป็นงานชิ้นสวยงามได้ไม่แพ้ภาพวาดจากหลายร้อยปีก่อน แตกต่างกันเพียงมนต์เสน่ห์ที่ให้อารมณ์ความรู้สึกไม่เหมือนกันเท่านั้นเอง

 

     อีกหนึ่งความพิเศษของคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ต่างๆ คือโปรแกรมสามารถปรับแต่งชิ้นงานได้หลากหลายมากขึ้น เท่ากับว่าผลงานที่ออกสู่สายตาผู้เสพศิลปะมีความหลากหลายกว่าเดิมมาก แต่เดิมเราอาจจะแบ่งศิลปินจากรูปแบบการสร้างผลงานเพียงไม่กี่ปัจจัย แต่ในปัจจุบันเราสามารถแบ่งแยกสิ่งเหล่านั้นได้ละเอียดกว่าเดิม และอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือเทคโนโลยีการสร้างสรรค์เหล่านี้ทำให้เราใกล้ชิดกับแฟชั่นและศิลปะมากขึ้น เหมือนกับการย่นระยะเวลาและพื้นที่ลงให้สมกับยุคโมเดิร์นอย่างแท้จริง

 

โทคโนโลยีโลกเสมือนและโลกลำจอง (VR & AR Technology)

การดูโชว์ผ่านแว่น VR ของแบรนด์ Topshop / ภาพ: Courtesy of Brand

     สุดท้ายจะไม่พูดถึงไม่ได้สำหรับ VR & AR Technology หรือเทคโนโลยีโลกเสมือนและโลกจำลอง ก่อนหน้านี้เราพูดถึงอดีตมาจนถึงปัจจุบัน แต่ตอนนี้ VR กำลังจะกลายเป็นอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลาที่โควิด-19 แพร่ระบาดไปทั่วโลก ผู้คนกำลังชินกับวิดีโอหรือภาพนิ่งปกติตามเทคโนโลยีปัจจุบัน ประสบการณ์จริงไม่สามารถสัมผัสได้เอง ระยะห่างที่ดูเหมือนจะแนบชิดกันเมื่อไม่กี่ปีก่อนถูกขยายออกเพราะปรากฏการณ์ระดับโลก VR จึงกลายเป็นเรื่องแนวทางในอนาคต แบรนด์แฟชั่น พิพิธภัณฑ์ หรือแม้แต่สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ล้วนหยิบเอาสิ่งนี้มาเปลี่ยนมิติการเดินทางให้ท่องไปได้กว้างไกลโดยร่างกายไม่ต้องขยับเขยื้อนไปไหน

 

อนาคตของ VR จะมาแทนที่โลกแห่งความจริงได้หรือไม่ สำหรับผู้เขียนมองว่ามันไม่สามารถทดแทนกันได้ แต่มันเป็นมิติใหม่ที่เหมือนพาเราท่องเที่ยวในยามที่ข้อจำกัดด้านต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย โชว์แฟชั่นที่เริ่มปฏิสัมพันธ์ได้ การจัดโชว์โดยจำลองเหมือนเราได้ไปชมติดขอบรันเวย์ ทั้งหมดทั้งมวลกำลังจะเปลี่ยนหน้าแฟชั่นและศิลปะไปตลอดกาล เมื่อความจริงถูกจำลองได้อย่างสมจริง ต่อไปโลกเราจะเต็มไปด้วยการจำลองโลกขึ้นมาจำนวนนับไม่ถ้วน ลองนึกภาพว่าการชมโชว์สักโชว์หนึ่งแล้วหลุดเข้าไปอยู่ในโลกนั้นจะพิเศษแค่ไหน หรือการเสพศิลปะพร้อมสภาพแวดล้อมแบบ AR จะขับอารมณ์ความรู้สึกร่วมได้มากเพียงใด เรามั่นใจว่าเทคโนโลยีดังกล่าวกำลังจะเปลี่ยนโลกให้มีมิติมากกว่าเดิมอย่างแน่นอน

 

      นวัตกรรมต่างๆ ล้วนสร้างผลลัพธ์ตามมาเสมอ บ้างก็ดี บ้างก็ไม่ คงแล้วแต่การใช้ประโยชน์ของแต่ละบุคคลหรือกลุ่มคนเสียมากกว่า แต่จากการศึกษาประวัติศาสตร์ครั้งนี้จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า การกำเนิดของนวัตกรรมบางอย่างสามารถพลิกโฉมโลกได้เลย ความสร้างสรรค์จึงไม่ควรถูกแช่แข็ง การปล่อยให้สิ่งเหล่านี้ลื่นไหลจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาโลกใบนี้ หากเราปิดกั้นกลัวการเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ก็จะไม่เกิดขึ้น โลกก็ค่อยๆ ถูกแช่แข็งและวันหนึ่งมันก็หยุดนิ่งเสียจนไร้การพัฒนา แนวคิดนี้สามารถนำไปปรับใช้เป็นบทเรียนให้กับคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนเป็นพลเมืองของโลก ไม่ใช่แค่ของเขตแดนใดเขตแดนหนึ่งตามแนวแนวคิดของโลกยุคโมเดิร์น เราควรจับมือเดินหน้าไปด้วยกันอย่างมีคุณภาพ