FASHION

'แปลรักฉันด้วยใจเธอ Part 2' การกลับมาพร้อมนัยยะ และการรื้อสร้างมายาคติเก่าของซีรีส์วายไทย

"ฉากเป่ายิ้งฉุบซื้อถุงยางอนามัย" ในตอนเปิดเรื่อง ไม่ใช่แค่ฉากเป้ายิ้งฉุบเล่นๆ ของเด็กผู้ชาย 2 คนเท่านั้น...

***บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของซีรีส์***

 

     หลังจากที่เว้นระยะไปนานพอสมควร เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อการถ่ายทำ และออกฉาย ล่าสุดซีรีส์วายเรื่อง “แปลรักฉันด้วยใจเธอ Part 2” ตอนแรกก็ถูกเผยแพร่ลงบนแพลตฟอร์มของ LINE TV ให้ได้ชมกันแล้วอย่างเป็นทางการ ที่แม้ว่าในพาร์ตนี้จะมีหลายอย่างเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นลายเส้นในการกำกับของผู้กำกับคนใหม่ที่มารับช่วงต่อ ไปจนถึงทีมนักแสดงสมทบชุดใหม่ทั้งหมด ทว่าซีรีส์วายที่ถูกขนานนามว่า “สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการซีรีส์วายสัญชาติไทย” เรื่องนี้ ก็ยังคงมีประเด็นให้พูดถึงไม่น้อยไปกว่าพาร์ตแรกเลยแม้แต่นิดเดียว...

     การเปลี่ยนแปลงหนึ่งที่ส่งผลต่อความรู้สึกของคนดูในพาร์ตนี้ และทำให้เราทุกคนต่างค้นพบว่า สิ่งที่ทำให้ซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอแตกต่างจากซีรีส์วายที่มีอยู่ล้นตลาดในช่วงปีที่ผ่านมา นั่นคือฉากหลังที่เป็นจังหวัดภูเก็ต ที่บัดนี้ได้ถูกโยกย้ายเปลี่ยนแปลงกลายเป็นฉากหลังในกรุงเทพมหานครแล้วเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งนั่นเองคือจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้ตัวละครหลักอย่าง เต๋ และโอ้วเอ๋ว ยังจะต้องปรับตัวไปพร้อมๆ กับคนดูด้วย ทว่าการเปลี่ยนแปลงฉากหลังในพาร์ตนี้ก็ไม่ได้ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้น่าตกหลุมรักน้อยลง เพราะแปลรักฉันด้วยใจเธอ Part 2 ก็ยังคงซ่อนนัยยะสำคัญ พร้อมรื้อสร้างมายาคติเดิมต่อกลุ่ม LGBTQ+ ได้อย่างน่าสนใจเช่นเคย

     คงไม่มีอะไรจะเริ่มต้นได้ดีไปกว่า ฉากการซื้อถุงยางอนามัย ของตัวละครหลัก หากดูเผินๆ แล้วฉากนี้ก็คงจะเป็นเพียงฉากเปิดเรื่องทั่วไปที่ไม่ได้มีอะไรพิเศษ เป็นเพียงสถานการณ์เรียกน้ำย่อยหนึ่งเท่านั้น แต่หากว่าได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วจะพบว่า นี่คือฉากสำคัญอีกหนึ่งฉาก ที่กำลังตั้งคำถามท้าทายต่อขนบ “ฉากเซ็กส์” ในซีรีส์วายสัญชาติไทยแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน อีกทั้งยังเข้าอีหรอบ ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ตรงที่ว่า ฉากการเข้าไปซื้อถุงยางอนามัยของตัวละครหลักนั้นเป็นการบอกเล่าถึงฉากเซ็กส์ของทั้งคู่ให้กับคนดูได้รู้โดยทางอ้อม ไม่จำเป็นต้องโฉ่งฉ่าง ตรงไปตรงมา หรือหวือหวาเหมือนกับซีรีส์วายหลายๆ เรื่อง เป็นฉากเซ็กส์ที่ไม่ต้องมีฉากเซ็กส์ หรือการลูบไล้ จูบกอดอย่างดูดดื่มให้เห็น แต่กลับสื่อความให้คนดูเข้าใจได้ไม่ต่างกัน ฉากการซื้อถุงยางอนามัยนี้ไม่เพียงเป็นสะพานให้จินตนาการของคนดูทำงานต่อด้วยตัวเองว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น แต่ยังสร้างความตระหนักรู้ถึงการป้องกันโรคติดต่อ และสุขอนามัยทางเพศ ให้กับคนในสังคมได้อย่างแยบยล และชาญฉลาดไม่น้อย ที่เราไม่ค่อยได้พบเห็นมากนักในซีรีส์วายสัญชาติไทย

     อีกหนึ่งฉากที่คงต้องพูดถึง ก็เห็นจะเป็น ฉากการ Coming Out ความสัมพันธ์ของตัวละครหลักต่อหน้าตัวละครแม่ หลายคนที่ติดตามซีรีส์เรื่องนี้มาตั้งแต่ต้นก็คงจะรู้ดีว่า ความสัมพันธ์ของเต๋ และโอ้เอ๋ว เปลี่ยนแปลงไปเป็นคนรักกันแล้วเรียบร้อย แต่ก็ยังไม่ได้ถูกเปิดเผยให้ใครรู้มากนัก ฉากการ Coming Out แสนเรียบง่ายเกิดขึ้น เมื่อตัวละครแม่ของเต๋ได้ชิงอ้างความเป็นแม่เพื่อบอกลูกตัวเองว่า ตนรู้เรื่องความสัมพันธ์ของเต๋และโอ้เอ๋วโดยไม่ต้องมีใครมาบอก และก็ยอมรับในความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ตัวละครได้ ซึ่งนับว่าเป็นฉากที่สะกิดใจหลายคนไม่น้อย แม้ว่าหลายคนจะค้านทันทีว่า “ไม่ใช่ทุกคนที่จะโชคดีเหมือนเต๋” หรือ “มันดูง่ายเกินไป” แต่...สิ่งที่ผู้เขียนอยากจะให้ทุกคนลองพิจารณาอีกด้านหนึ่งคือ เป็นไปได้ไหมว่าผู้กำกับซีรีส์เรื่องนี้กำลังรื้อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับสังคมไทย เกี่ยวกับประเด็นการ Coming Out ของกลุ่มคน LGBTQ+ ที่ไม่จำเป็นต้องท้าทาย หรือพิสูจน์ตัวเองอย่างยากลำบากเพียงเพื่อเผยตัวตนของตัวเอง แต่กลับนำเสนอผ่านบทสนทนาเรียบนิ่ง เป็นเพียงการยึดอก สบตากับโลกใบนี้ และยืนยันว่าตนเองคือใครอย่างง่ายๆ เฉกเช่นมนุษย์ทั่วไปที่บอกว่าตัวเองเป็นใครแค่นั้น เพราะแท้จริงแล้วการยอมรับความหลากหลายทางเพศ และการเคารพซึ่งตัวตนของเพื่อนร่วมโลกในยุคนี้ ก็ควรที่จะเป็นเช่นนั้น ควรจะง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปากด้วยซ้ำ

     ปฏิเสธไม่ได้ว่าการกลับมาครั้งนี้ของ “แปลรักฉันด้วยใจเธอ Part 2” ก็ยังคงน่าสนใจ และน่าติดตามไม่น้อย เพียงแค่ตอนแรกที่ออกฉายก็สามารถเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ให้เหล่าคนดูได้ไปขบคิดกันต่ออีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคู่เปรียบเทียบเรื่อง “ขนมโอ้เอ๋ว” และ “น้ำแข็งไส” หรือจะเป็นการแฝงนัยยะเปรียบเทียบผ่านฉากการจูบในอะควาเรียมของตัวละคร ที่แตกต่างกับการดำดิ่งลงไปจูบกันใต้ทะเลในพาร์ตแรก ไปจนถึงการนำเทคนิคทางละครเวทีจริงๆ มาใส่ไว้เป็นเกร็ดความรู้ให้กับคนดูอย่างแนบเนียน และการแสดงของนักแสดงนำที่พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด อย่างไรก็ตามการเป็นผู้ชนะนั้น ไม่ยากเท่าการรักษาตำแหน่งผู้ชนะเอาไว้ ...ก็ต้องมาตามดูกันต่อไปแล้วว่าซีรีส์วายสัญชาติไทยเรื่องนี้จะพาเราไปถึงจุดไหนกันแน่

ข้อมูล : Nadao Bangkok, LINE TV