FASHION

Work hard Play hard “ใหม่-ดาวิกา” สวมบทสาว Gucci นำเสนอความน่าตื่นเต้นครั้งใหม่

พบกับการตีความ Gucci คอลเล็กชั่น Ouverture ในรูปแบบใหม่นำแสดงโดย "ใหม่-ดาวิกา"

Alessandro Michele ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์แบรนด์ Gucci เปิดประตูบานใหม่ที่ใครหลายคนวิ่งตามความคิดแทบไม่ทัน เมื่อเขาเปลี่ยนเกมการนำเสนอทั้ง 99 ลุคบนรันเวย์แฟชั่นสู่การเล่าเรื่องราวและเติมเต็มชีวิตชีวาผ่านมินิซีรีส์ทั้งหมด 7 ตอน "Ouverture Of Something That Never Ended" ผลงานการกำกับของ Gus Van Sant ผู้กำกับชื่อดังชาวอเมริกัน คอลเล็กชั่นที่แสดงให้เห็นชัดถึงความวินเทจที่ร่วมสมัย ร่วมด้วยสไตล์ที่ไร้เพศและตัวตนของแบรนด์อันแกร่งกล้า ซึ่งทั้งหมดถูกเล่าผ่านวิถีการใช้ชีวิต เสื้อผ้า และทรงผมที่เข้ากันอย่างกลมกลืน เพราะในโลกของกุชชี่การเดินทางของเส้นแฟชั่นขยับไปไกลมากแล้วในมาตรฐานของแบรนด์ ความเป็นธรรมชาติจึงหลอมรวมเข้ากับความแปลกใหม่ได้อย่างมีชั้นเชิง  

การนำเสนอเสื้อผ้าถูกแทรกซึมไปกับการดำเนินเรื่องในชีวิตประจำวันอย่างเป็นธรรมชาติ กลิ่นอายวินเทจแนวทางที่กุชชี่ชื่นชอบถูกจับมัดรวมกับความร่วมสมัยได้อย่างไม่เคอะเขิน ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่างที่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างพอเหมาะพอควร คอลเล็กชั่นนี้จึงไม่เพียงโดดเด่นในแง่ของการรังสรรค์วิธีการบอกเล่าเท่านั้นหากเสื้อผ้าและดีเทลเอง อเลสซานโดร มิเคเล่ ก็ยังคงเอาอยู่หมัดชกตรงเป้าทุกครั้งไป เห็นได้จากเสื้อผ้าในสไตล์ Androgyny ทั้งกางเกงขาม้า Flare Pants หรือ Wide Legs กางเกงขาบานที่แบรนด์ชื่นชอบอยู่บ่อยครั้ง รวมไปถึงสูทสามชิ้น เสื้อสเวตเตอร์ กางเกงเดนิม Cut-Offs หรือแม้แต่ชุดเดรสก็ตาม  

การเปลี่ยนไพ่ในมือของ อเลสซานโดร มิเคเล่ เป็นจุดออกสตาร์ทให้โว้กประเทศไทยหยิบเอาคอลเล็กชั่นแสนพิเศษนี้มาเป็นส่วนผสมหลักในการนำเสนอแฟชั่นฟิล์มที่ต่อยอดความหนักแน่นในเรื่อง “Gender Fluidity” แก่นแท้แห่งแรงบันดาลใจที่แบรนด์ยึดมั่นถือมั่นมาโดยตลอด พร้อมความสดใหม่และการฉีกกฎของวงการแฟชั่นที่ยังกล่าวเรื่องราวความสนุกสนานและความน่าตื่นเต้นในแบบ “All work is play, let’s keep it that way” อีกด้วย ซึ่งนอกจากจะมีคอลเล็กชั่นใหม่เป็นส่วนผสมชั้นเยี่ยมแล้วอีกหนึ่งส่วนผสมที่ขาดไม่ได้เพื่อเติมเต็มรสชาติให้สมบูรณ์มากขึ้นคือเหล่ากระเป๋าที่เป็น signature ของแบรนด์ทั้ง 4 รุ่นจาก Gucci Beloved Lines ซึ่งงานนี้เรายังเทียบเชิญนางเอกสาวที่พ่วงตำแหน่ง Friend of Gucci อย่าง “ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่” มาร่วมถ่ายทอดความลงตัวของแฟชั่นฟิล์มนี้กัน



แฟชั่นฟิล์มนี้บอกเล่าเรื่องราวของสาวใหม่ในโรงแรมที่ตกแต่งด้วยสไตล์วินเทจกับการฝันไปไกลถึงสถานการณ์อันสนุกสนานและความน่าตื่นเต้นที่อาจเกิดขึ้น จากการพบปะผู้คนและการค้นหาเป้าหมายใหม่ๆ ของเธอเอง โดยมีเพื่อนข้างกายร่วมความสนุกครั้งนี้คือกระเป๋า 4 รุ่นท็อป จาก Gucci Beloved Lines ซึ่งเป็นรุ่น signature ของแบรนด์ที่เป็นส่วนผสมหลักตัวที่สองนั่นเอง ซึ่งกระเป๋ารุ่นท็อปเหล่านี้อ้างอิงความเป็นอดีตและปัจจุบันของแบรนด์ได้เป็นอย่างดี โดย อเลสซานโดร มิเคเล่ มีการรีดีไซน์และขัดเกลาให้เข้ากับยุคสมัยมากยิ่งขึ้นทั้งวัสดุและสีที่เลือกใช้ในแต่ละซีซั่น

  • การเข้าเส้นชัยด้วยฝีเท้าของม้าชั้นดีอย่างกระเป๋ารุ่น Gucci Horsebit 1955 การผสมผสานความเก่าเข้ากับความใหม่ได้อย่างกลมกลืนและไม่เก้อเขิน ศูนย์กลางของสนามแข่งครั้งนี้อยู่ที่ “เหล็กปากม้า” การฉวยเอาแรงบันดาลใจจากสุนทรียศาสตร์การขี่ม้าอังกฤษมาประกอบเข้าด้วยกัน
  • ร่วมด้วยกระเป๋า GG Marmont ที่ถูกนิยามโดยสัญลักษณ์ Double G อันเป็นตัวอักษรย่อของแบรนด์ที่ทำให้คนรู้จักมากที่สุด แรงบันดาลใจจากหัวเข็มขัดที่แบรนด์เคยใช้เมื่อยุค 70s

  • ตามด้วยกระเป๋ารุ่น Jackie 1961 ดีไซน์รูปทรงพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวที่โค้งมนในแบบไร้เพศพร้อมตัวปิดกระเป๋าที่คล้ายกระบอกลูกสูบ เป็นกระเป๋าอีกหนึ่งใบที่สร้างชื่อเสียงให้กับแบรนด์มากที่สุดเลยก็ว่าได้ โดยในแฟชั่นฟิล์มครั้งนี้มาพร้อมกับเฉดสีใหม่อย่างสีขาวตัดกับสีดำ
  • อีกหนึ่งรุ่นอย่าง Dionysus มาพร้อมกับหัวเสือคู่ที่มีรูปร่างเหมือนเดือยโดยอ้างอิงจากบทกวีของเทพเจ้ากรีกที่ตามตำนานกล่าวกันว่าได้ข้ามแม่น้ำไทกริสด้วยเสือที่เทพซุสส่งมาให้

  • และรุ่นสุดท้ายที่เราดึงเข้ามามีส่วนร่วมในแฟชั่นฟิล์มครั้งนี้คือรุ่น Diana กระเป๋าโท๊ตทรงเหลี่ยมสไตล์วินเทจ โดดเด่นด้วยหูหิ้วกระเป๋าที่ทำจากไม้ Bamboo แข็งแรง ถูกรีดีไซน์ขึ้นใหม่พร้อมมอบความร่วมสมัยด้วยการแต่งเข็มขัดหนังบริเวณหูหิ้ว

คอลเล็กชั่น Gucci Ouverture และ กระเป๋า 4 รุ่น Signature จาก Gucci Beloved ถือเป็นการจับส่วนผสมชั้นเลิศที่นำเสนอตัวตนของแบรนด์ได้อย่างถ่องแท้ว่ากุชชี่เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่สร้างสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมให้เราได้เห็นเสมอมา ทุกคอลเล็กชั่นคือความแตกต่างอย่างลงตัว ความพอเหมาะของการนำเสนอในแต่ละครั้งคือรสชาติที่กลมกล่อมและไม่ยัดเยียดจนเกินไป หลังจากนี้เราเชื่อว่าทั่วโลกแฟชั่นจะต้องถูกเขย่าอีกครั้งเมื่อกุชชี่เดินเกมรอบใหม่ รอติดตามกันว่าอาณาจักรแฟชั่นอิตาลีนี้จะพาเราเดินไปเส้นทางไหนด้วยวิธีอย่างไรบ้าง