FASHION

โลกแฟชั่นคือโลกแห่งการสร้างภาพจริงหรือ...

บทวิพากษ์ว่าโลกแฟชั่นคือโลกแห่งการสร้างภาพเกิดขึ้นมาทุกยุคทุกสมัย แต่ต้องทำความเข้าใจกันว่าแท้จริงแล้วโลกแฟชั่นเป็นอย่างนั้นจริงหรือ

     มีหลายครั้งที่โลกแฟชั่นถูกตั้งคำถามไปต่างๆ นานาเกี่ยวธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงของมัน แต่สิ่งหนึ่งที่คนมักใช้เป็นเหตุผลในการโต้แย้งการเดินหน้าของโลกแฟชั่นคือ “โลกแห่งการสร้างภาพ” มันจริงหรือไม่ที่แบรนด์ระดับโลกหลายแบรนด์กำลังเดินหน้าไปพร้อมกับภาพลักษณ์ที่สร้างขึ้น มันปลอมหรือจริง มันมั่นคงหรืออ่อนไหว นอกจากความสร้างสรรค์และเม็ดเงินที่หมุนเวียนมูลค่ามหาศาลแล้วโลกแฟชั่นเดินหน้าไปได้อย่างไร วันนี้ไม่ได้มีแค่ผู้คนทั่วไปตั้งคำถามแต่มีแบรนด์ยักษ์ใหญ่หวนมานึกถึงสิ่งนี้พร้อมกับตั้งคำถามกับแฟชั่นตลอดหน้าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมานานจนแทบนับเลขปีไม่ได้ คำว่าสร้างภาพจะเป็นคำกร่นด่า ท้าทาย หรือแท้จริงแล้วคือความจริงที่โลกแฟชั่นไม่เคยปฏิเสธกันแน่

ความยิ่งใหญ่ของ Saint Laurent คอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2019 ที่จัดรันเวย์กลางกรุงปารีส / ภาพ: Ik Aldama - Vogue Runway

     เมื่อมีคำถามแบบนี้เกิดขึ้นผู้เขียนก็ไม่รีรอตอบอย่างทันท่วงทีว่าจริง! แฟชั่นคือการสร้างภาพ แต่ไม่ใช่การสร้างภาพเชิงลบ เรากำลังหมายถึงการสร้างภาพที่หากพูดในภาษาอังกฤษจะเข้าใจอย่างชัดเจนกว่าคือ “Building Image” หรือการสร้างภาพ(ลักษณ์)นั่นเอง ทุกธุรกิจบนโลก งานศิลปะ หรือแม้กระทั่งการใช้ชีวิตของมนุษย์ล้วนเกิดจากภาพปราการด่านหน้าทั้งนั้น คนเราปฏิสัมพันธ์กันผ่านฉากหน้ากันทั้งสิ้น แบรนด์แฟชั่นก็เช่นกันการนำเสนอคอลเล็กชั่นเอย แคมเปญเอย หรือแม้แต่การโพสต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียคือการระบุภาพลักษณ์ให้ตัวเอง ฉะนั้นแน่นอนว่าแบรนด์กำลังสร้างภาพ(ลักษณ์)เพื่อยืนยันความแน่ชัดว่าตัวตนของแบรนด์เป็นแบบใด

โชว์ Louis Vuitton คอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2020 ที่มีฉากหลังเป็นจอภาพ Sophie Xeon ขับกล่อมบทเพลงซึ่งแบรนด์ต้องการสะท้อนประเด็นความหลากหลายทางเพศ / ภาพ: Andrea Adriani - Vogue Runway

     “ใจมนุษย์ยากแท้หยั่งถึง” สุภาษิตนี้เปรียบเปรยได้ดีเพราะสุดท้ายไม่มีใครเข้าใจผู้อื่นได้โดยไร้ซึ่งการนำเสนอจากผู้นั้นเอง ทุกคนจึงนำเสนอตัวตนออกมาให้ได้มากที่สุด และนั่นก็ไม่ได้แปลว่าพวกเขาจะปลิ้นปล้อนหลอกหลวงมิใช่หรือ...เพราะสุดท้ายมนุษย์ทุกคนรวมถึงบุคคลในโลกแฟชั่นก็ล้วนแสดงจุดยืนผ่านภาพลักษณ์ที่ถูกสร้างขึ้นทั้งสิ้น ไม่มีคำไหนระบุเลยว่า “การสร้างภาพคือการหลอกหลวง” การใช้ชีวิตในทุกวันของคนทุกคนก็คือการสร้างภาพอยู่ที่ว่าภาพนั้นจะออกมาดีหรือไม่ ตรงความตั้งใจหรือเปล่า ถ้าลบมายาคติเชิงลบกับคำนี้ออกไปแล้วตั้งคำถามว่า “ถ้าสร้างภาพลบก็เรียกสร้างภาพใช่หรือไม่” เรื่องราวก็จะเปิดกว้างขึ้นอีกเท่าตัว

ซิลูเอตเหล่าคนเบื้องหลังภายใน Loewe Box Set ที่เปิดมิติใหม่ในการนำเสนอคอลเล็กชั่นด้วยการมีส่วนร่วมของผู้รับกล่องพิเศษ / ภาพ: Courtesy of Loewe

     โชว์ล่าสุด(และคอนเทนต์ช่วงหลัง) ของ Gucci ภายใต้การนำทัพของ Alessandro Michele กำลังตั้งคำถามเหมือนกับที่เหล่าปฏิปักษ์แฟชั่นตั้งคำถามมาเสมอคือ “แฟชั่นมันแค่การสร้างภาพ” แต่นั่นมันจริงหรือ...ทุกคนสนใจฉากหน้าเวลาโชว์คอลเล็กชั่นฤดูกาลต่างๆ แคมเปญสุดเก๋ หรือความเท่มีสไตล์กับลุคบุ๊ก จนหลายคนอาจลืมไปว่าทั้งหมดคือผลลัพธ์จากการตรากตรำทำงานหนักของคนอยู่เบื้องหลังเหมือนกัน จะเห็นว่าไม่ใช่แค่กับกุชชี่แต่แบรนด์ระดับโลกไม่ว่าจะเป็น Chanel, Louis Vuitton, Dior และอื่นๆ อีกมากมายล้วนเริ่มให้ความสำคัญกับบุคคลเบื้องหลังมากขึ้น การสร้างภาพของแบรนด์แฟชั่นจึงเป็นภาพที่ถูกไตร่ตรองอย่างมีคุณภาพและแสดงจุดยืนถึงอัตลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างชัดเจนเพื่อให้คนเบื้องหลังไม่เสียแรงเปล่าในการผลักดันผลงานของตัวเอง ดูอย่าง Loewe กับ Box Set สำหรับคอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2021 เราเห็นก็รู้ว่าทันทีก็รู้ว่านี่คือโลเอเว่และภายในกล่องนั้นยังสอดแทรกด้วยเหล่าซิลูเอตของผู้อยู่เบื้องหลังที่สะท้อนว่าแบรนด์สร้างภาพ(จำ) ได้สำเร็จด้วยฝีมือของคนเบื้องหลังเหล่านั้น

Gucci นำเสนอคอลเล็กชั่้น Epilogue ด้วยการไลฟ์ต่อเนื่องยาวนานถึง 12 ชั่วโมง / ภาพ: Courtesy of Gucci

     อเลสซานโดรไม่ได้แค่ตั้งคำถามแต่เขาทำให้ดูว่ากุชชี่มีวิธีการสร้างภาพขึ้นมาได้อย่างไรผ่านการไลฟ์ 12 ชั่วโมงเต็มตั้งแต่บ่ายโมงยันตี 1 (ตามเวลาประเทศไทย) มันไม่ใช่แค่การสะท้อนผ่านโชว์บนรันเวย์ด้วยเวลาแค่ 15 นาทีว่าฉันเจ๋งฉันดี แต่หมายถึงการสะท้อนทุกกระบวนการประกอบสร้างมันขึ้นมา เพราะฉะนั้นแฟชั่นในยุคใหม่สะท้อนว่ามันไม่ใช่แค่เบื้องหน้าที่สำคัญ แต่การสร้างภาพความจริง(ของการนำเสนอผลงาน)ให้กับคนได้รับรู้ก็สำคัญเช่นกัน พอดูไลฟ์ไปเรื่อยๆ จากหลายนาทีเป็นหลายชั่วโมงคนก็เริ่มเห็นว่า คนเบื้องหลังตั้งใจทำงานอย่างสุดฝีมือ ทุกคนเข้าใจคอนเซปต์ วิธีการทำงาน และผลลัพธ์สุดท้ายที่ต้องการถ่ายทอดสู่สายตาสาธารณชน เพราะฉะนั้นแฟชั่นโดยเฉพาะคอลเล็กชั่น “Epilogue” ของกุชชี่จึงเป็นตัวแทนให้เห็นว่าแฟชั่นกำลังสร้างภาพอยู่จริงๆ ทว่ามันคือการสร้างภาพ(ความตั้งใจจริง) ไม่ใช่การสร้างภาพเพื่อหลอกหลวงตามนิยามคำศัพท์ที่คนยึดติดกับคำว่า “สร้างภาพ” ซึ่งหมายถึงสร้างความปลอมเปลือกมาอย่างยาวนาน

นิยามความไร้เพศที่ Thom Browne สร้างภาพมานำเสนอตลอดในช่วงหลังๆ / ภาพ: Courtesy of Thom Browne

     หลายครั้งแบรนด์ถูกโจมตีว่าโหนกระแสกับทั้งเรื่องเพศ ชาติพันธุ์ หรือแม้แต่ความลำบากยากเข็ญหลากหลายรูปแบบ ถูกกล่าวหาต่างๆ นานาว่า “เปลือก” หยิบยกประเด็นมาเพียงเพื่อต่อยอดธุรกิจ แต่เบื้องลึกเบื้องหลังแบรนด์มีทีมงานที่ทำการบ้านอย่างหนัก การรณรงค์เอย การทำแคมเปญเอย มิได้ผ่านการตรวจสอบออกมาแบบลวกๆ ทุกอย่างผ่านการไตร่ตรองจากข้อมูลเชิงลึก บางครั้งจากผู้มีประสบการณ์ร่วมในประเด็นนั้นๆ เสียด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกที่สถานะแบรนด์ลักชัวรี่จะตกเป็นเป้าหมายการวิพากษ์วิจารณ์ เพราะสุดท้ายภาพที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นตัวตนของแบรนด์จะถูกตั้งบนไว้หิ้ง พอกลับมาหยิบจับประเด็นละเอียดอ่อนเข้าก็ดูเหมือนภาพนั้นจะดูขัดแย้งกันเอง(ทั้งที่จริงอาจจะคิดกันไปเองว่าขัด) แท้จริงแล้วแบรนด์อาจกำลังสร้างภาพ(ความใส่ใจ)ใหม่ให้คนจดจำว่าแบรนด์แฟชั่นสนใจสังคมจริงๆ เพราะถ้าไม่สนใจจริงและโหนเกลียวเพื่อผลประโยชน์อย่างเดียวคงไม่คุ้มค่าที่จะทำซ้ำเรื่อยๆ เลือกอยู่เฉยๆ ในภาพลักษณ์แบบฉบับออริจินัลไม่ดีกว่าหรือ จะนำชื่อมาเดิมพันพร้อมความเสี่ยงในการถูกโจมตีทำไม หรือเพราะแบรนด์กำลังปรับเปลี่ยนตัวตนใหม่ในแบบที่สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน พวกเขาเลยต้องอดทน...

ภาพความจริงเบื้องหลังที่เกิดขึ้นโดยเหล่าฝีมือช่างเสื้อของ Chanel / ภาพ: Courtesy of Chanel

     หากนำทฤษฎีละครที่แบ่งระหว่างเบื้องหน้า (Front Stage) และเบื้องหลัง (Backstage) ของ Erving Goffman มาจับวิเคราะห์กับเรื่องนี้จะเห็นว่าไม่ว่าแบรนด์หรือบุคคลใดก็ตามนำเสนอฉากหน้าดั่งที่กล่าวไปมันไม่ได้แปลว่าปลอมแต่มันอาจจะเผยตัวตนทั้งหมดไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ (บอกความจริงแต่จริงไม่หมด) ทั้งนี้ก็เพราะสังคมคาดหวังที่จะเห็นแบรนด์หรือบุคคลใดก็แล้วแต่นำเสนอตัวตนตามบรรทัดฐานและอุดมคติ ยกตัวอย่างเช่นเมื่อพูดถึงชาเนลแน่นอนว่าคนก็คาดหวังเสื้อผ้าสวยงามระดับซูเปอร์ไฮเอนด์ แบรนด์เผยเรื่องราวเบื้องหลังได้ในระดับหนึ่ง เห็นความตรากตรำได้ในระดับพอเข้าใจได้เพื่อภาพอันทรงคุณค่าที่สังคมคาดหวังจากห้องเสื้อระดับตำนานเพื่อให้สอดคล้องกับภาพวาดในหัวของคนในสังคม ทว่าจะเผยจนหมดเปลือกเลยไหมก็อาจจะไม่ เพราะคนในสังคมอาจไม่ได้อยากเห็นคราบน้ำตาหรือบาดแผลทั้งด้านร่างกายหรือจิตใจจากการทำงานหนักอยู่ดี

Bill Cunningham ช่างภาพผู้ขึ้นชื่อว่าถ่ายภาพได้ธรรมชาติที่สุดคนหนึ่งในโลกแฟชั่น การที่เขานำเสนอมุมมองแบบไม่ปรุงแต่งเท่าไรนัก นั่นสะท้อนความจริงที่เกิดขึ้นในโลกแฟชั่นจริงๆ ผลงานของเขาจึงทำให้เห็นว่าแฟชั่นมันเป็นการสร้างเอกลักษณ์โดยธรรมชาติหรือสามารถเรียกว่าฉากหน้าที่ไม่ได้ต้องการจะหลอกลวง / ภาพ: NPR

     และสุดท้ายแม้จะเผยเบื้องหลังลึกแค่ไหนก็มาจบตรงการโต้แย้งของทฤษฎีนี้ว่า “ไม่ว่าอย่างไรมนุษย์ก็เผยแต่ฉากหน้าอยู่ดี” วลีเกิดขึ้นเพราะผู้โต้แย้งเชื่อว่ามนุษย์(รวมถึงบุคคลผู้ควบคุมแบรนด์) นำเสนอฉากหน้าอยู่ตลอดเวลาไม่เว้นแม้แต่เวลาอยู่ด้วยกันเองในที่ลับ(คนจะเผยฉากหลังแค่กับตัวเองเท่านั้นหรือบางครั้งก็แยกไม่ออกแล้วว่าอันไหนคือฉากหลังเพราะใช้ฉากหน้าดำรงชีวิตจนเคยชิน) เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่ “จริง” ที่สุดหากวิเคราะห์กันตามทฤษฎีผสานกับข้อโต้แย้ง หากใครจะเค้นเบื้องลึกไปกว่านี้ทั้งกับมนุษย์หรือตัวแบรนด์เองคงเป็นไปแทบไม่ได้ แล้วถ้าคนนำเสนอเผยความลึกซึ้งแทบจะหมดเปลือกสิ่งนั้นๆ จะไม่พอเป็นความจริงได้อย่างไร...เพราะนี่มันจริงที่สุดเท่าที่มนุษย์จะแสดงออกได้แล้ว

ความโก้ของแบรนด์ Celine ที่ถูกให้ค่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความเก๋ในยุค 2020 ที่เหล่าคนแฟชั่นปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันด้วยภาพจำเหล่านี้ / ภาพ: Andrea Adriani - Vogue Runway

     ถ้าหยิบเอาอีกทฤษฎีทางสังคมศาสตร์อย่าง Symbolic Interaction หรือการปฏิสัมพันธ์กันเชิงสัญลักษณ์เข้ามาประกอบแล้วด้วยนั้นก็สามารถอธิบายได้อีกว่าภาพสัญลักษณ์ของแบรนด์นั้นถูกนำมาเป็นสื่อกลางให้คนปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นภาพของแบรนด์จึงไม่ใช่แค่สิ่งที่แบรนด์กำหนดหรือสร้างขึ้นมาเองแน่ๆ หากแต่เป็นการประกอบสร้างทางความคิดและมุมมองของคนในสังคมที่มีต่อแบรนด์แฟชั่น โดยเฉพาะแบรนด์ระดับไฮเอนด์ว่าเป็นสัญญะแห่งความหรูหราและอยู่เหนือปัญหาทางสังคม(ตามมายาคติเดิม) พอแบรนด์จะก้าวเข้ามามีบทบาทการเคลื่อนไหวกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในสังคม คนกลับไปตีตราและบอกว่า “ดูไม่จริง” เรื่องนี้มันถูกแล้วหรือยัง เราคงต้องไปตั้งคำถามกันเพิ่มเติมเพราะอย่าลืมว่าสัญญะก็ย่อมถูกถ่ายทอดและให้คุณค่าโดยบุคคลในสังคมเองมิใช่หรือ...

Dior กับการนำเสนอคอลเล็กชั่นที่สะท้อนเรื่องสิทธิสตรีที่ Maria Grazia Chiuri สนใจเสมอมา การที่ถูกมองว่าสร้างภาพเปลือก เธอจะเสียใจหรือไม่กับความตั้งใจขนาดนี้ / ภาพ:  Andrea Adriani - Vogue Runway

     สุดท้ายผลผลิตในเชิงศิลปะวัฒนธรรมย่อมมีคำว่า “ภาพ” อยู่ในนั้นเสมอ เพราะฉะนั้นการได้มาซึ่งภาพเท่ากับต้องมีการสร้างภาพ มันอยู่ที่ว่าภาพนั้นเป็น “ภาพจริง” หรือ “ภาพลวง” ทั้งหมดไม่มีใครรู้นอกจากเบื้องลึกในใจของผู้ผู้กุมอำนาจในการสร้างภาพนั้นๆ คนในสังคมก็ตีความวิเคราะห์กันไปต่างๆ นานา จะว่าไปก็ไม่ใช่เรื่องผิดเนื่องจากเป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคล ในท้ายที่สุดไม่ว่าจะแบรนด์แฟชั่น บุคคล เจ้าหน้าที่หน่วยงาน ฯลฯ ล้วนใช้ฉากหน้าที่สร้างกันเพืื่ออยู่ในสังคมทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นจงพินิจอย่างถี่ถ้วนและคอยตั้งคำถามอย่างมีเหตุผล ผู้เขียนขอปิดท้ายว่า “Building Image ≠ FAKE” การสร้างภาพหลอกหลวงอาจมีอยู่จริงแต่นั่นมิได้หมายความว่าทุกการประกอบสร้างภาพหรือฉากหน้าจะเป็นการหลอกลวงเสมอไป ดีที่ตั้งคำถามเพราะนั่นจะทำให้เราพัฒนาทำความเข้าใจสังคมอยู่เสมอ ทว่าการตั้งแง่กลับไม่ช่วยพัฒนาและจะบั่นทอนกลไกทางสังคมไปโดยปริยาย