FASHION

'Crash Style' เรือนบอกเวลารูปทรงบิดเบี้ยวที่เกิดจากความบังเอิญ ศิลปะ และสุดยอดกลไก

เมื่อความบังเอิญกลายเป็นจุดเริ่มต้นของตำนาน

     หากพูดถึงนาฬิการูปทรงที่ทุกคนคุ้นเคยกันดีก็น่าจะเป็นทรงกลมและสี่เหลี่ยม ความมีมาตรฐานไม่ว่าจะแบรนด์ไหนในโลกล้วนมีลักษณะของตัวเรือนในพื้นฐานตั้งต้นเดียวกัน ต่างกันตรงกลไก การออกแบบ วัสดุ รวมถึงวิธีการนำเสนอ ปัจจุบันโลกของนาฬิกาได้พัฒนาผันเปลี่ยนรูปแบบไปพอสมควร เทคโนโลยีก้าวเข้ามาทำให้เกิดนาฬิกาอัจฉริยะหรือ Smart Watch แต่โลกของนาฬิกาเป็นโลกที่ของใหม่เข้ามาเพิ่มเติมไม่ใช่เข้ามาทดแทน ของเก่ายังคงมีคุณค่าเสมอ เทคโนโลยีอาจจะไม่ได้ล้ำหน้าอะไรมากมาย แต่ความคลาสสิกและภาพลักษณ์ที่ผูกโยงกับคาแรกเตอร์ของผู้สวมใส่มาตลอดหลายสิบหรืออาจจะร้อยปีทำให้มันทรงคุณค่าอยู่เสมอ และเรือนบอกเวลาหลายเรือนก็ทำให้เห็นว่าความแปลกใหม่ในสมัยก่อนนั้นยังคงสร้างความตื่นเต้นและเพิ่มมูลค่าให้สิ่งของได้จนถึงตอนนี้เลยทีเดียว

นาฬิการุ่น Crash จาก Cartier บนข้อมือ / ภาพ: Fifth Wrist

     วันนี้เราอาจจะไม่ได้นำเสนอนาฬิกาที่ฮิตที่สุด นาฬิกาที่ล้ำสมัยที่สุด นาฬิกาที่เก่าที่สุด หรือนาฬิกาที่แพงที่สุด แต่เราจะพาทุกคนไปเปิดโลกของ “Crash Style” นาฬิการูปทรงบิดเบี้ยวที่ถือว่าเป็นตำนานแห่งโลกนาฬิกาและมีมูลค่าทั้งด้านการเงินและจิตใจของเหล่านักสะสม ต้นฉบับนั้นมีเรื่องราวเล่าขานต่อกันมามากมายหลายฉบับและต้นกำเนิดของมันที่ตอนนี้กลายเป็นนาฬิกาเรือนไอคอนิกเลยก็คือรุ่น Crash จากแบรนด์ Cartier ซึ่งเรื่องราวของมันคือความบังเอิญ แต่มันบังเอิญในระดับที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับช่างนาฬิกาฝีมือชั้นครูเลยทีเดียว

Cartier Baignoire Allongée นาฬิการุ่นต้นแบบของ Crash / ภาพ: Monochrome Watches

     สำหรับนาฬิการุ่น Crash นั้นมีต้นกำเนิดมาจากความบังเอิญช่วงยุค ‘60s ที่ร้านคาร์เทียร์สาขาในกรุงลอนดอนมีหญิงชราคนหนึ่งนำนาฬิกาเข้ามาซ่อม แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องตกตะลึงและกลายเป็นตัวจุดชนวนด้านไอเดียคือรูปทรงของนาฬิการุ่น Cartier Baignoire Allongée ที่แปลว่าอ่างน้ำขนาดยาวนั้นบิดเบี้ยวเปลี่ยนรูปทรงไปเนื่องจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ สันนิษฐานกันว่าเพราะแรงกระแทกและความร้อนมหาศาลทำให้นาฬิการุ่นดังของคาร์เทียร์ ณ เวลานั้นเปลี่ยนแปลงรูปทรงไปในแบบที่ไม่เคยมีใครคิดว่าจะมีช่างนาฬิกาคนใดรังสรรค์มันออกในรูปทรงดังกล่าวได้ มีเพียงงานศิลปะเท่านั้นที่ทำให้สิ่งของดูเหนือจริงแบบนาฬิกาของผู้หญิงคนนั้นเกิดขึ้นได้ (ซึ่งเราจะพูดถึงงานศิลปะกันต่อไปภายในหลังในบทความนี้)

Jean-Jacques Cartier ผู้ริเริ่มความแปลกใหม่อีกรูปแบบให้วงการนาฬิกาโลก / ภาพ: iamwatch

     Jean-Jacques Cartier เห็นนาฬิกาเรือนดังกล่าวและผลิไอเดียการทำนาฬิการูปทรงแปลกประหลาดขึ้น มันเป็นความบิดเบี้ยวที่เปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์แห่งความงดงาม รูปทรงอ่างน้ำแบบเดิมค่อยๆ เปลี่ยนฟอร์มไปเรื่อยๆ จนออกมาเป็นนาฬิกาคาร์เทียร์รุ่น Crash ซึ่งนาฬิการุ่นนี้เปิดวางจำหน่ายครั้งแรกในปี 1967 ณ ร้านคาร์เทียร์ สาขาลอนดอน กลไกนาฬิกาถูกออกแบบโดย Jaeger-LeCoultre แบรนด์นาฬิการะดับตำนานจากสวิตเซอร์แลนด์ และต้องบอกว่าในยุคสมัยนั้นการทำกลไกเพื่อนาฬิการูปทรงแปลกประหลาดเช่นนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่ความร่วมมือกันระหว่าง 2 แบรนด์ทำให้มันเกิดขึ้นได้สำเร็จ

Cartier Crash หลายซีรีส์ที่มีรายละเอียดแตกต่างกันโดยเฉพาะหน้าปัด / ภาพ: Fashion Moves Forward

     แต่ตำนานเล่าขานดังกล่าวอาจไม่ใช่เรื่องราวเดียวที่ถูกผลิตซ้ำเกี่ยวกับประวัติของคาร์เทียร์รุ่นนี้ เพราะเคยมีชุดข้อมูลจากหลายแหล่งนำเสนอว่าแท้จริงแล้วนาฬิกาเรือนผิดรูปนี้ไม่ใช่ของลูกค้าหญิงชราแต่อย่างใด แต่เป็นนาฬิกาของผู้บริหารคาร์เทียร์เองที่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์และตัวเรือนโดนความร้อนจนเปลี่ยนรูปทรง ทั้งนี้ทั้งนั้นยังไม่มีหลักฐานพิสูจน์ว่าเรื่องไหนเป็นจริงกว่ากัน แต่ในยุคหลังข้อมูลเรื่องหญิงชราถูกนำมาอธิบายเรื่องราวเบื้องหลังของเรือนบอกเวลาเรือนนี้มากกว่าเรื่องไหนๆ

Cartier Crash ฉบับออริจินัลเรือนแรกๆ ของโลก / ภาพ: Fortuna Auction

     ความน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ Crash พิเศษมากๆ คือเรื่องจำนวน เพราะด้วยความยากในการผลิต ประกอบกับความคลาสสิกของตัวเรือนนาฬิกาแบบดั้งเดิมยังคงเป็นอมตะ คาร์เทียร์จึงผลิตรุ่น Crash ในจำนวนน้อยมากๆ แม้จะมีการผลิตซ้ำในหลายโอกาส เช่น Crash รุ่นพิเศษสำหรับร้านในปารีสเองก็มีเพียง 200 เรือนทั่วโลกเท่านั้น จากวันนั้นถึงวันนี้จำนวนดังกล่าวก็ลดน้อยถอยไปตามกาลเวลา ดังนั้นนาฬิการุ่นนี้จึงกลายเป็นสมบัติล้ำค่าที่นักสะสมทั่วโลกมองหา โดย Crash เวอร์ชั่นออริจินัลจากลอนดอนนั้นมีมูลค่ามากกว่า 100,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 3,1500,000 บาทเลยทีเดียว

งานจิตรกรรม Melting Watch ของ Salvador Dalí / ภาพ: Business Insider

     อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้านี้เกี่ยวกับงานศิลปะ รูปทรงอันผิดปกติของนาฬิการุ่น Crash นั้นเชื่อว่ามีแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจากผลงานศิลปะของ Salvador Dalí ศิลปินชื่อดังที่รังสรรค์ผลงาน The Persistence of Memory (1931) และ Melting Watch (1954) ชิ้นงานระดับขึ้นหิ้ง 2 ชิ้นที่แสดงให้เห็นของรูปทรงอันบิดเบี้ยวในจินตนาการ ซึ่งจุดนี้ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้ไอเท็มชิ้นไอคอนิกนี้มีมูลค่าในทุกด้านเพิ่มสูงขึ้น เพราะมันไม่ใช่แค่เครื่องบอกเวลา แต่มันคืองานศิลปะที่ครั้งหนึ่งมนุษย์มองว่ามันเกินขีดความสามารถของเผ่าพันธุ์...

Salvador Dalí Softwatch จากแบรนด์ Exaequo Watch / ภาพ: Ebay

     ความยอดเยี่ยมของนาฬิการูปทรงบิดเบี้ยวไม่ได้มีแค่รุ่น Crash เท่านั้น ชื่อของซัลวาดอร์กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญจนเกิด “Salvador Dalí Softwatch” ขึ้น ความยอดเยี่ยมของงานศิลปะถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเต็มที่ นาฬิการุ่นนี้เป็นรุ่นพิเศษของแบรนด์ Exaequo Watch ซึ่งทางแบรนด์ระบุอย่างชัดเจนว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากซัลวาดอร์และทำเพื่อศิลปินคนนี้โดยใช้ชื่อของเขาโดยตรง ถึงเรือนบอกเวลารุ่นนี้จะไม่ได้มาจากแบรนด์ระดับพระกาฬและมีราคาไม่สูงมากนัก แต่ด้วยคาแรกเตอร์ความโดดเด่นและแรงบันดาลใจเบื้องหลังจากศิลปินดังก็ทำให้มันกลายเป็นนาฬิการูปทรงแปลกประหลาดที่น่าจดจำอย่างยิ่ง

Crash Watch จาก Churchill Watch Company ที่นักสะสมนาฬิกาตามหากันทั่วโลก / ภาพ: Stephen Bogoff

     นอกจาก 2 แบรนด์ด้านบนแล้วอีกหนึ่งแบรนด์ที่ทำให้ทั่วโลกคุ้นเคยกับนาฬิการุ่น Crash ก็คือ Churchill Watch Company จากลอนดอน ประเทศอังกฤษ เรือนบอกเวลาจากแบรนด์นี้มีความละม้ายคล้ายคลึงกับรุ่น Crash ของ Cartier  นอกจากนี้ชื่อเชอร์ชิลล์หมายถึง Winston Churchill อดีตนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ ผู้พาประเทศผ่านวิกฤติสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งตัวของวินสตันนั้นเป็นผู้ชื่นชอบเครื่องบอกเวลาอยู่แล้วโดยเฉพาะนาฬิกาข้อมือและนาฬิกาพกติดกระเป๋า ดังนั้นชื่อสกุลของเขาจึงเป็นเครื่องดึงดูดเหล่าผู้ชื่นชอบนาฬิกา โดยเฉพาะในประเทศอังกฤษได้ดีทีเดียว ทว่าช่วงการผลิตนาฬิการูปทรงแปลกใหม่นี้ก็เป็นช่วงปลายของบริษัท และเมื่อผลิตนาฬิการุ่นพิเศษออกมาได้ไม่นานบริษัทก็ปิดตัวลง ทิ้งให้ความบิดเบี้ยวกลายเป็นตำนานแห่งยุค ‘90s และยังคงเป็นของล้ำค่าอีกหนึ่งชิ้นสำหรับนักสะสมนาฬิกาทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน

Cartier Crash Skeleton อีกหนึ่งรูปแบบของนาฬิการุ่นนี้ที่พิเศษด้วยเทคนิคการผลิตชั้นสูง / ภาพ: A Collected Man

     ถึงแม้นาฬิกาจะมีฟังก์ชั่นการใช้งานคือการบอกเวลา แต่เรื่องราวเบื้องหลังและกลไกอันซับซ้อนสามารถสร้างมูลค่าได้มากกว่าแค่สิ่งของเน้นใช้งาน ความสวยงามของมันมักเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ที่ผู้ออกแบบต้องการถ่ายทอดออกมาให้ผู้สวมใส่และนักสะสมชื่นชมกันตลอดเวลา ในระยะหลายทศวรรษนาฬิกาคือสิ่งของมีมูลค่าที่เก็บไว้ใช้หรือเปลี่ยนเป็นเงินได้เสมอ แน่นอนว่าเรือนบอกเวลาย่อมมีรุ่นใหม่ๆ ออกมาและพัฒนาความล้ำหน้าให้สดใหม่อยู่ตลอด แต่ความคลาสสิกของนาฬิการุ่นพิเศษเหล่านี้ก็ไม่เคยหายไปจากสารบบเลย นั่นคงเป็นเพราะเครื่องบอกเวลานี้มันพิเศษเหนือกาลเวลาจริงๆ

 

ข้อมูล

businessinsider.com

ablogtowatch.com

sothebys.com

fashionmovesforward.com

fortunaauction.com