FASHION

เปิดทุกแง่มุมว่าทำไมสายแฟและเหล่านักศึกษาต้องรู้จักแบรนด์ COMME des GARÇONS

สุดยอดแบรนด์ที่กลายเป็นบทเรียนให้กับสายแฟชั่นทั่วโลกแทบทุกเรื่องตั้งแต่แรงบันดาลใจไปจนถึงวิถีทางการทำธุรกิจแฟชั่น

ภาพ: WWD

     หลายคนตั้งคำถามกับแฟชั่นแปลกและแตกต่างอยู่เสมอ บางครั้งถูกด่าอย่างสาดเสียเทเสีย บางไอเดียถูกต่อว่าราวกับพวกเขาไม่มีจิตใจ แล้วทำไมเราถึงต้องรู้จักกับแบรนด์ที่สังคมทั่วไปอาจตราหน้าว่าเพี้ยน นิสิตนักศึกษาจากสาขาออกแบบแฟชั่นยิ่งต้องรู้และศึกษาเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง วันนี้เราจึงจะมาไขเหตุผลว่าทำไมถึงต้องรู้จัก Comme des Garçons สุดยอดแบรนด์แฟชั่นสัญชาติญี่ปุ่นที่เป็นบทเรียนให้กับนักเรียนและผู้สนใจแฟชั่นมากว่าครึ่งทศวรรษ เมื่อบทความนี้จบจะรู้ว่าแบรนด์นี้ไม่ได้มีดีแค่เสื้อรูปหัวใจ

Rei Kawakubo กับการมองชิ้นส่วนของผลงานตัวเอง / ภาพ: Hypebeast

     อย่างแรกเราต้องเริ่มทำความเข้าใจกับกอมม์ก่อนเลยว่าแบรนด์ไม่ได้มีมุมมองด้านแฟชั่นเพื่อตอบสนองโลกทุนนิยมเพียงอย่างเดียว เสื้อผ้าไม่ใช่เพียงสินค้าเพื่อทำกำไรสูงสุด แต่ Rei Kawakubo ผู้ก่อตั้งแบรนด์มีมุมมองเกี่ยวกับแฟชั่นในเชิงศิลปะสูงมาก ใครป่าวประกาศว่า “เสื้อผ้าของฉันใส่แล้วสวย” ก็ได้แต่ไม่ใช่กับแบรนด์กอมม์ เพราะทั้งดีไซเนอร์และทีมงานต้องการรังสรรค์งานศิลปะเพื่อประกอบอยู่บนเรือนร่างมนุษย์ มากกว่าแค่ออกแบบเสื้อผ้าและสอดแทรกงานศิลปะ ทุกอย่างถูกตีความอยู่เสมอ งานของเรอิก็ไม่ได้ต่างกับภาพวาด เค้าโครงเสื้อผ้า สี และอื่นๆ ถูกหยิบยกมาจากธีมหลักและสะท้อนออกมาเป็นเอกลักษณ์อวองการ์ดแบบที่ทุกคนคุ้นตา

ศิลปะอันซับซ้อนบนเสื้อผ้าจากคอลเล็กชั่นล่าสุด / ภาพ: Vogue Runway

     แล้วทำไมเราต้องรู้จักแบรนด์นี้ในเมื่อโดนตั้งคำถามต่างๆ นานาโดยเฉพาะ “ใส่จริงก็ไม่ได้” สิ่งที่อยากให้ทุกคนรู้จักกอมม์ก็คือความซับซ้อนของศิลปะ เทรนด์ในสายตาของเรอิไม่ใช่แค่เสื้อผ้าและสีสัน แต่หมายถึงเทรนด์ทางศิลปะที่เธอเป็นคนคิดตั้งกฎและวางกรอบ เพราะฉะนั้นไม่แปลกเลยที่กอมม์จะสร้างความสดใหม่ของโลกแฟชั่นได้เสมอ เพราะไม่มีกรอบใดๆ จะบังคับความลื่นไหลของแบรนด์ได้ ถึงแม้กรอบจะอัดแน่นเพียงใดโชว์ของกอมม์ก็ใช้ความลื่นไหลบิดพลิ้วไปกับกรอบแห่งบรรทัดฐานได้อย่างน่าอัศจรรย์

ความขบถจากกรอบอันบีบรัดส่งผ่านมาทางเสื้อผ้าในคอลเล็กชั่น Spring/Summer 1992 / ภาพ: Vogue Runway

     นอกเหนือจากฝีมือและวิสัยทัศน์อันยอดเยี่ยมแล้ว แนวทางความขบถของแบรนด์ถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่สมัยเรอิเป็นเด็ก เพราะฉะนั้นแง่มุมนี้ที่ทุกคนควรรู้ไม่ใช่แค่คนสนใจแฟชั่น เพราะเรอิเลือกจะเอาความมืดมิดของชีวิตสอดประสานเข้ากับความชอบของตัวเองเพื่อทำลายกำแพงที่กรอบบังคับเธออยู่โดยไม่ให้การบีบรัดเหล่านี้บั่นทอนกำลังใจของเธอ เด็กสาวในขณะนั้นเลือกที่จะใช้มันเป็นแรงผลักดันเพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ตัวเองรักต่อไป ชีวิตจริงของทุกคนก็เช่นกัน บางครั้งความชอบและความสามารถอาจไม่ตรงตามขนบของสังคม ไม่แปลกถ้าเราถูกปิดกั้นไม่ให้ทำ สุดท้ายหลายคนยอมแพ้ เลือกจะละทิ้งตัวตนเพื่อก้มหน้าเดินตามเส้นทางแคบๆ ของสังคมไปโดยปริยาย แต่ถ้าถามเรอิเธอจะตอบด้วยการกระทำว่า “ไม่! ฉันจะเดินตามทางของฉัน” กอมม์จึงเกิดขึ้นและดำรงอยู่ตามวิถีของเรอิมาตั้งแต่แรกจนถึงปัจจุบัน แม้เธอจะไม่ใช่หัวเรือใหญ่ประจำแบรนด์แล้วก็ตาม...

ผลงานเสื้อผ้าสีดำที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเมื่อครั้งไปโชว์บนแผ่นดินยุโรปช่วงแรก / ภาพ: LN-CC

     “ความยึดมั่นและตั้งใจ” มาถึงจุดนี้จะก้าวเข้ามาในเรื่องแฟชั่นกันมากขึ้น หลังจากบทเรียนด้านแรงบันดาลใจและแง่มุมกับสิ่งที่ชอบถูกเล่าไปแล้ว มาถึงเรื่องแฟชั่นถ้าใครเป็นแฟนกอมม์จะรู้กันดีว่าสีดำคือสีประจำแบรนด์เลยก็ว่าได้ แต่ทว่าสีนี้เองที่โดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงความเรียบและไร้ซึ่งมิติ แต่ทว่าแบรนด์ยึดมั่นและตั้งใจจะใช้สีนี้รังสรรค์สิ่งพิเศษพร้อมกลบฝังความล้มเหลวและคำวิจารณ์ในช่วงแรกกับการโชว์ที่ภาคพื้นยุโรป ฉะนั้นสิ่งที่คนรักแฟชั่นโดยเฉพาะนิสิตนักศึกษาจะต้องศึกษากอมม์ก็เพราะแบรนด์สามารถตั้งต้นจากสีโทนเดียวและใส่รายละเอียด เพิ่มมิติ และสร้างลูกเล่นใหม่ๆ ตามธีมได้เสมอ ความล้ำหน้าทางฝีมือเกิดจากกระบวนการคิดโดยใช้หัวศิลปะระดับสูง เสื้อผ้าของเราไม่จำเป็นต้องฉูดฉาดเพื่อโดดเด่นเสมอไป แต่เอกลักษณ์ของเราที่ใส่ลงไปบนโชว์และเสื้อผ้าคือจุดสุดยอดที่ควรค่าแก่การจดจำ และวันหนึ่งผลงานของเหล่านักเรียนแฟชั่นก็จะถูกจดจำในแบบฉบับของตัวเองเช่นกัน

ตัวอย่างเสื้อผ้าจากคอลเล็กชั่น Holes ในปี 1982 / ภาพ: Adobe New York

     เนี้ยบในความไม่เนี้ยบ! คำนี้เป็นคำที่ถูกใช้นิยามกอมม์มาเสมอ เพราะเสื้อผ้าของกอมม์มันช่างพิเศษในทุกๆ คอลเล็กชั่น ทุกคนจะมองเป็นความไม่เนี้ยบเพราะมีทั้งรู รอยย่น ความโค้งเว้าที่ผิดรูป แต่หารู้ไม่ว่าสิ่งเหล่านี้ถูกออกแบบมาอย่างละเอียด สัดส่วนความไม่พอดีเกิดจากความในการวัดและปรับมุมมอง ฉะนั้นแต่ละความไม่สมบูรณ์คือความสมบูรณ์ผ่านกระบวนการออกแบบมาเรียบร้อย ถ้าใครยังนึกภาพไม่ออกลองนึกถึงตัวอย่างเสื้อแบบอสมมาตรดูสิ ไอเท็มชิ้นนี้ไม่ใช่ไอเท็มสั้น-ยาวปกติ แต่มันถูกออกแบบมาให้อสมมาตรอย่างสมส่วนใส่แล้วดูดีมากกว่าดูประหลาด เส้นบางๆ ที่ขีดไว้ด้วยความเสี่ยง กอมม์ไม่เคยพลาด

เบื้องหลังของโชว์ปี 1987 ของแบรนด์ / ภาพ: Lucid. Minimal Style. The CV

     การกล้าที่จะกระโดดออกจากคอมฟอร์ดโซนของตัวเองคือกุญแจสำคัญอีกดอกที่คอยปลดล็อคประตูขวางกั้นของเรอิและกอมม์ เพราะแบรนด์เลือกใช้เทคนิคหลากหลายมาก ปกติเราจะคุ้นเคยกับแต่ละแบรนด์ผ่านเทคนิคชั้นเลิศแต่ละแขนง แต่ไม่ใช่กับกอมม์ แบรนด์ญี่ปุ่นชื่อฝรั่งเศสใช้ความหลากหลายของเทคนิคเพื่อสร้างสรรค์ความแปลกใหม่ให้กับเสื้อผ้าอยู่เสมอ บางครั้งก็ดูสะดุดตา บางครั้งก็ดูแปลกประหลาดไปบ้าง แต่จุดรวมสุดท้ายบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่า กอมม์สามารถทำเสื้อผ้าด้วยเทคนิคทุกรูปแบบ ไม่มีการจำกัดกรอบให้ตัวเอง เพราะอัตลักษณ์ที่ส่งมาสู่สาวกแฟชั่นคือศิลปะสุดสร้างสรรค์ไม่ใช่แค่เทคนิคการรังสรรค์นั่นเอง

Rei Kawakubo กับแววตาอันนิ่งเฉยผู้สนใจการสร้างสรรค์ผลงานมากกว่าสิ่งใด / ภาพ: Plenske Med

     วกกลับมาถึงตัวเรอิ อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เธอพาแบรนด์ก้าวไกลมาได้ขนาดนี้ก็เพราะความมุ่งมั่นต่อชิ้นงานของตัวเองเป็นหลัก ไม่ได้สนใจความโด่งดัง ฐานะพิเศษทางสังคม ไม่บ่อยที่เราจะได้เห็นดีไซเนอร์หญิงคนนี้ปรากฏตัวในที่ต่างๆ จุดโฟกัสอยู่ตรงงาน และพยายามสร้างสรรค์ออกมาให้คนจดจำมากกว่าจดจำกายหยาบของตัวเอง เพราะฉะนั้นคนจึงจำกอมม์ได้จากเสื้อผ้าและโชว์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว และหลังจากนั้นพวกเขาก็รู้จักเรอิกันมากขึ้นเอง เป็นบทเรียนสำคัญว่า ไม่ต้องขวนขวายหาชื่อเสียงความโด่งดัง ผลงานอันยอดเยี่ยมจะพามันมาเอง...

COMME des GARÇONS Shirt อีกหนึ่งรายย่อยยอดนิยมจาก COMME des GARÇONS / ภาพ: SUMMER

     และอย่างสุดท้ายที่เราจะฝากไว้ถึงทุกคนให้นำไปปรับใช้คือเรื่องของธุรกิจ กอมม์มีไลน์ย่อยเยอะมาก ทั้งหมดมีเพื่อตอบโจทย์ตลาดในกลุ่มที่แตกต่างกันไป เพราะฉะนั้นกอมม์ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนคาแรกเตอร์บนรันเวย์เพื่อดึงดูดความสนใจให้มาคนซื้อ สามารถสร้างงานศิลปะได้เต็มที่ ในขณะที่สิ่งที่คอยจุนเจือแบรนด์เสมอคือแบรนด์ย่อยสำหรับขาย จุดนี้ทุกคนอาจตั้งคำถามว่าแบรนด์มีทุนสูงแล้วถึงทำได้ แต่แง่คิดสำคัญคือการเจาะตลาด เราต้องรู้จักกระจายสินค้าออกไปให้ได้โดยรักษาอัตลักษณ์ให้จงได้ เพราะถึงแม้เทรนด์จะวิ่งเปลี่ยนไปแค่ไหน สิ่งที่ค้างในใจของผู้สนับสนุนเราก็คือตัวตนรากลึกของเรานั่นเอง และทั้งหมดคือความพิเศษของทั้งกอมม์และเรอิที่สอนเราแทบทุกแง่มุมเกี่ยวกับแฟชั่นตั้งแต่แรงบันดาลใจ เทคนิคไปจนถึงวิถีการดำเนินธุรกิจ นี่ล่ะบทเรียนชีวิตที่ติดมากับแบรนด์ชื่อ “กอมม์ เดส์ การ์ซงส์”่

คีย์เวิร์ด: #CDG