FASHION

รวมลิสต์ 5 ภาพยนตร์น้ำดี เรื่องราวของคนผิวสีที่คุณต้องหามาดูก่อนตาย!

เพราะเราเชื่อว่า ภาพยนตร์เหล่านี้อาจจะสร้างจิตสำนึก "ความเท่าเทียมของความเป็นคน" ให้เกิดขึ้นกับคนในสังคมไม่มากก็น้อย...

     ทุกคนต่างทราบดีว่า เมื่อช่วงปี 2020 ที่ผ่านมา เหตุการณ์การเสียชีวิตของ จอร์จ ฟลอยด์ ได้สร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วโลกให้ตระหนังถึงประเด็นปัญหาเรื้องรังจากหน้าประวัติศาสตร์การกดขี่สุดอำมหิตที่ยังไม่เคยหายไปไหน ผ่าน #BlackLivesMatter ที่มีการเคลื่อนไหวทั้งบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และบนออนกราวน์ กระทังที่โลกใบนี้เหวี่ยงเราทุกคนกลับมาอีกทั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 ซึ่งนับเป็นเดือนแห่ง “Black History Month” พิธีประจำปีที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา เป็นที่รู้จักกันว่าเป็นเดือนประวัติศาสตร์ของชาวแอฟริกัน - อเมริกัน ที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจากรัฐบาล เพื่อเป็นการระลึกถึง และจดจำบุคคล รวมไปถึงเหตุการณ์สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ของชาวแอฟริกันพลัดถิ่น ครั้งนี้โว้กจึงไม่พลาดร่วมรำลึกถึงประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ ด้วยลิสต์ 5 ภาพยนตร์น้ำดี เรื่องราวชีวิตคนผิวสีที่คุณควรจะหามาดูก่อนตาย...

 

12 years a slave

     เริ่มต้นกันด้วยภาพยนตร์สัญชาติอังกฤษ – อเมริกัน อิงประวัติศาสตร์การค้าทาส ที่ได้รับการดัดแปลงมาจากอัตชีวประวัติในชื่อเดียวกัน เรื่องราวของ โซโลมอน นอร์ธัป เสรีชนชาวนิวยอร์กผู้ถูกลักพาตัวจากวอชิงตันดีซีในปี ค.ศ. 1841 และถูกขายเป็นทาสในเวลาต่อมา เขาต้องเผชิญชะตากรรมแสนโหดร้ายในโรงฝ้ายในรัฐลุยเซียนาเป็นเวลาสิบสองปีกว่าจะได้รับอิสรภาพ ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้จะพาทุกคนไปดำดิ่งกับเรื่องราวชีวิตแสนลำบาก และความอำมหิตของวัฒนธรรมการค้าทาสในอดีต ที่กดขี่ความเป็นมนุษย์อย่างถึงที่สุด ซึ่งทันทีที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายก็ได้รับเสียงตอบรับ และเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในแง่บวกอย่างล้นหลาม รวมทั้งประสบความสำเร็จในด้านรายได้ที่ทำรายได้มากกว่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมกวาดรางวัลสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี จากเวทีประกาศรางวัลออสการ์ ประจำปี 2014 ไปครองมาแล้ว แต่ใช่ว่าความโหดร้ายที่ถูกเล่าผ่านภาพยนตร์เรื่องนี้จะทำให้อารมณ์เศร้าของคุณดิ่งลงเท่านั้น เพราะในเวลาเดียวกันมันก็อาจจะสร้างกำลังใจ และบันดาลใจให้กับอีกหลายชีวิตหันมามองคุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนรอบข้างได้มากขึ้นกว่าที่เคยด้วยเช่นกัน

 

Moonlight

     หลายครั้งที่ภาพยนตร์ดราม่าหนักๆ มักจะเริ่มต้นถ่ายทอดเรื่องราวสุดดำดิ่งจากตัวตนของตัวละครหลัก ทว่าในรอบหลายปีที่ผ่านมากลับมีภาพยนตร์เพียงไม่กี่เรื่องเท่านั้นจะสามารถพาเราดำดิ่งลงไปในห้วงความรู้สึกของตัวละครหลักได้ล้ำลึก สวยงาม และแยบคาย เท่ากับภาพยนตร์การันตีรางวัลใหญ่หลายรางวัลอย่าง Moonlight ของผู้กำกับ แบร์รี่ เจนกิ้นส์ ภาพยนตร์ที่มิได้ท้าทายเพียงแค่สำนึกรู้ความเท่าเทียมของความเป็นมนุษย์ผ่านตัวละครผิวสี หากยังนำเสนอควบคู่ไปพร้อมกับการท้าทายพื้นที่ความเป็นชาย อันเป็นมรดกตกทอดมาจากระบบระเบียบแบบ “ปิตาธิปไตย” ไปในเวลาเดียวกัน ผ่านความสัมพันธ์สุดหน่วงของตัวละครหลัก ซึ่งแน่นอว่าไฮไลต์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่โปรดักชั่นแสง สี เสียง หรือความหวือหวาใดๆ หากเป็นบทสนทนาง่ายๆ ที่แฝงไว้ด้วยนัยยะสำคัญ จนกลายเป็นที่จดจำไปอีกนานแสนนาน หรือแม้แต่ฉากที่ไม่มีบทพูดใดๆ ที่มีเพียงแค่การใช้สายตาของ 2 ตัวละครชายหนุ่ม ก็กลายเป็นที่พูดถึงอย่างมาก และพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่านี่คืออีกหนึ่งภาพยนตร์ดีที่สุดเรื่องหนึ่งที่คุณต้องไปหามาดูก่อนตายจริงๆ

 

Hidden Figures

     หากย้อนกลับไปในช่วงปี 1962 คงเป็นเรื่องยากไม่น้อยที่เราจะนึกจินตนาการได้ว่า สุภาพสตรีคนไหนจะมีโอกาสได้เข้าไปทำงานเป็นโต้โผคนสำคัญในองค์กรนาซ่า แล้วยิ่งถ้าเป็นผู้หญิงผิวสีด้วยแล้วก็ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ และมันคงเป็นเรื่องน่าทึ่งเป็นอย่างมาก กับการที่หญิงสาวผิวสีสามคนได้กลายเป็นแรงหลักสำคัญในการสร้างประวัติศาสตร์ ทำให้จอห์น เกลนน์ สามารถเดินทางออกไปนอกโลกได้เป็นครั้งแรก ซึ่งภาพยนตร์เรื่อง Hidden Figures นี้จะพาเราทุกคนร่วมเดินทางไปพร้อมกับเรื่องราวอิงประวัติศาสตร์ที่เกิดชึ้นจริงของหญิงสาวเชื้อสายแอฟริกันอเมริกันทั้งสามคน ที่ต้องต่อสู้กับค่านิยมของโลกเก่า ทั้งเรื่องของอคติทางเพศ และการเหยียดเชื้อชาติที่เกิดขึ้นในองค์การนาซ่า องค์กรที่ขึ้นชื่อว่าทำงาน และปฏิบัติภารกิจนอกโลก แต่ยังข้ามไม่พ้นอคติภายในโลก ที่ถูกถ่ายทอดออกมาในอารมณ์นุกสนาน ไม่ได้พาเราดำดิ่งสู่ความดราม่าแต่อย่างใด ซึ่งโว้กขอการันตีเลยว่าเมื่อคุณได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้จนจบแล้ว คุณจะมีแรงลุกขึ้นมาทลายกำแพงเพื่อทำความฝันของคุณให้สำเร็จแน่นอน

 

Fences

     บนหน้าประวัติศาสตร์โลกในช่วงยุคปี 1950s เป็นที่ทราบกันดีว่า นี่คือช่วงเวลาที่ครุกรุ่นไปด้วยบรรยากาศความขัดเเย้งจากประเด็นเรื่องการเหยียดสีผิวในสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้กลายมาเป็นฉากหลังของภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง “Fences” ที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับคุณพ่ออดีตนักกีฬาชื่อดัง ที่ชีวิตพลิกผันจนต้องกลายมาเป็นคนเก็บขยะ ทำให้ต้องตั้งใจสร้างตัวจนละเลยที่จะแสดงความรักกับครอบครัว กลายเป็นเส้นเรื่องที่พาเราทุกคนเข้าไปสัมผัสกับความรักภายในครอบครัวของคนผิวสีที่ไม่ได้แตกต่างจากมนุษย์ทั่วไป จนสามารถชนะ 1 รางวัลออสการ์ ปี 2017 มาแล้วในสาขารางวัล Best Performance by an Actress in a Supporting Role ซึ่งไฮไลต์สำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้คือมุมกล้องที่ถูกถ่ายทอดออกมาคล้ายกับละครเวที ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากความตั้งใจแรกของบทประพันธ์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่ผู้เขียนสร้างสรรค์มันออกมาเป็นบทละคร และแน่นอนว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ทรงพลังไม่ต่างจากละครเวที ที่สามารถส่งพลังความรู้สึกมาสู่ผู้ชมที่นั่งชมติดหน้าจอได้อย่างง่ายดาย และลึกซึ้ง จนคุณอาจจะต้องเสียน้ำตาแห่งความปีติไปกับครอบครัวนี้

 

The Butler

     ปิดท้ายด้วยภาพยนตร์ที่ถูกต่อยอดมาจากบทความของ Washington Post ในชื่อว่า “A butler well served by this election” ซึ่งเล่าเรื่องราวชีวิตจริงของอดีตพ่อบ้านแห่งทำเนียบขาว ผู้ทำหน้าที่ระหว่างการบริหารงานของประธานาธิบดีระหว่างปี 1957-1986 โดยภาพยนตร์เรื่องนี้จะพาเราไปตามติดตัวละคร "เซซิล" ตั้งแต่วัยเด็กที่ต้องหลบหนีความโหดร้ายจากดินแดนทางใต้ของสหรัฐอเมริกาในเวลานั้น ที่มีการแบ่งแยกชนชั้น และการเหยียดเชื้อชาติกันอย่างรุนแรง เพื่อมาแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า จวบจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และได้เข้าไปทำงานเป็นพ่อบ้านของของประธานาธิบดีคนสำคัญแห่งสหรัฐอเมริกานั่นเอง และจับพลัดจับผลูได้กลายเป็นประจักษ์พยานของเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ และกระบวนการทำงานในห้องทำงานของประธานาธิบดี ระหว่างที่เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งสำคัญ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้เอง ที่ทำให้ชีวิตของครั้วส่วนตัวของตัวละครเซซิลกำลังจะล้มไม่เป็นท่า ที่งานนี้เราก็ไม่อาจจะสปอยได้ว่าตัวละครจะรับมือกับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างไร แต่ที่แน่ๆ ภาพยนตร์เรื่องนี้จะฉายภาพให้เห็นชัดเจนว่าประเด็นปัญหาการแบ่งชนชั้น และเหยียดสีผิวในประเทศสหรัฐอเมริกานั้นยังไม่เคยหายไปไหน

คีย์เวิร์ด: #VogueList #5BestBlackMovies