นี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ใช้โทนเนอร์แล้วไม่เกิดประสิทธิภาพ

เพราะอะไรใช้โทนเนอร์แล้วไม่เวิร์ค

ผิวสุขภาพดีคือผิวที่สะอาดและสมดุล ถ้าเคลนเซอร์คือไอเท็มช่วยชะล้างนำสิ่งสกปรกออกจากผิว โทนเนอร์คือสกินแคร์ที่จะช่วยคืนสมดุลและเตรียมผิวให้พร้อมสำหรับการบำรุง เป็นไอเท็มช่วยฟื้นฟูผิวชิ้นสำคัญที่มีคุณสมบัติหลากหลาย โดยนอกจากจะช่วยดูดซับสิ่งสกปรกและคราบเมกอัพซึ่งอาจจะหลงเหลือหลังล้างหน้าแล้ว โทนเนอร์ยังทำหน้าที่ช่วยปรับค่า pH ในผิวให้สมดุล ช่วยให้ผิวหน้าเรียบเนียนกระชับ อีกทั้งยังช่วยให้สกินแคร์ตัวอื่นๆ ในรูทีนทำงานได้ดียิ่งขึ้น เรียกว่าเป็นไอเท็มสกินแคร์ที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่ผิวได้เมื่อเลือกให้เหมาะกับสภาพผิวและใช้อย่างถูกวิธี  

หากว่าใช้โทนเนอร์แล้วยังรู้สึกเฉยๆ? นี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ใช้โทนเนอร์แล้วไม่เกิดประสิทธิภาพอย่างที่หวัง

 

1. กำลังใช้โทนเนอร์ที่ไม่เหมาะกับสภาพผิว

เมื่อมองหาโทนเนอร์ควรเลือกสูตรและส่วนผสมที่เหมาะกับสภาพผิว โดยอาจวัดจากความกังวลเกี่ยวกับผิวที่กำลังเผชิญอยู่ ซึ่งโทนเนอร์ในท้องตลาดจะแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลักๆ 

  •  โทนเนอร์ช่วยเติมความชุ่มชื่น

สำหรับสาวๆ ที่มีผิวแห้งง่าย ผิวขาดน้ำ และผิวบอบบางแพ้ง่าย แนะนำมองหาโทนเนอร์สูตรที่ช่วยเติมความชุ่มชื่นเพื่อช่วยปลอมประโลมผิวให้สุขภาพดีและห่างไกลจากอาการผิวลอกและอาการแดง โทนเนอร์ที่ช่วยเติมน้ำให้ผิวมักจะมาพร้อมส่วนผสมที่ช่วยเติมความชุ่มชื่นแก่ผิวอย่างกรดไฮยารูลอนิค แอซิด

  • โทนเนอร์ช่วยผลัดเซลล์ผิว

หากกำลังเผชิญกับปัญหารูขุมขนอุดตันหรือผิวไม่เรียบเนียน แนะนำให้มองหาโทนเนอร์ที่มีส่วนผสมของกรด AHA อย่าง Glycolic Acid หรือกรด BHA อย่าง Salicylic Acid ที่มีคุณสมบัติช่วยขจัดสิ่งสกปรกออกจากรูขุมขน โดยการใช้โทนเนอร์ประเภทนี้จะช่วยปรับสมดุลให้แก่ผิวและช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าไปในตัว

  • โทนเนอร์ช่วยปรับผิวกระจ่างใส

หากมีปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอหรือมีรอยสิว แนะนำให้มองหาโทนเนอร์ที่มีส่วนผสมของวิตามินซี หรือสารสกัดจากชะเอมเทศ (Licorice Extract) ที่มีคุณสมบัติช่วยควบคุมความมันและลดการเกิดสิว นอกจากมีส่วนช่วยในการลดเลือนริ้วรอยและจุดด่างดำแล้ว โทนเนอร์ประเภทยังเหมาะสำหรับคนที่ต้องการให้พื้นผิวมีความเรียบเนียนและแลดูกระจ่างใส

  • โทนเนอร์ช่วยขจัดคราบเมกอัพและสิ่งสกปรก

โทนเนอร์ประเภทนี้ช่วยให้เรามั่นใจได้ว่าผิวหน้าสะอาดปราศจากสิ่งสกปรกแล้วจริงๆ เมื่อใช้เช็ดหลังล้างหน้าจะช่วยรีเช็คว่าเรายังมีคราบเมกอัพหลงเหลือหรือไม่ 

2. กำลังลงโทนเนอร์ผิดวิธี

จริงๆ แล้วไม่มีกฏตายตัวว่าต้องลงอย่างไรในการใช้โทนเนอร์ โดยหลักๆ แล้วการลงโทนเนอร์มีอยู่ 2 วิธีนั่นคือชุบสำลีแล้วเช็ดผิวหรือเทลงบนฝ่ามือแล้วค่อยๆ กดโทนเนอร์ให้ซึมเข้าสู่ผิว ซึ่งวิธีในการใช้โทนเนอร์ควรเลือกจากสภาพผิวและประเภทโทนเนอร์ที่เลือกใช้ สำหรับคนที่มีผิวผสมถึงผิวมันเป็นสิวง่าย การใช้โทนเนอร์ประเภทที่เป็นเคลนซิ่งหรือสูตรช่วยผลัดเซลล์ผิวจะเหมาะกับการชุบสำลีเพราะจะช่วยเช็ดทำความสะอาดใบหน้าได้ทั่วถึงและดึงสิ่งสกปรกหรือคราบเมกอัพได้ดีกว่าการใช้มือ สำหรับคนที่มีผิวแห้งขาดน้ำหรือบอบบางแพ้ง่าย การเลือกใช้โทนเนอร์สูตรให้ความชุ่มชื่นจะเหมาะกับการใช้มือในการช่วยลง โดยฝ่ามือของเราจะช่วยผลักโทนเนอร์เข้าสู่ผิวและเพิ่มประสิทธิภาพของการซึมซาบ

 

3. รอนานเกินไปในการลงสกินแคร์ในสเต็ปถัดไป

 หนึ่งในคุณสมบัติของโทนเนอร์คือช่วยสกินแคร์ตัวอื่นๆ ในรูทีนทำงานได้ดีขึ้น หลังจากลงโทนเนอร์แล้วไม่ควรรอให้ผลิตภัณฑ์ซึมจนผิวแห้งสนิทและควรตามด้วยเซรั่มทันทีในขณะที่ผิวยังคงดูชุ่มอยู่ โดยวิธีนี้จะช่วยให้ส่วนผสมสำคัญในเซรั่มที่เราใช้ซึมเข้าสู่ผิวได้ดีขึ้น และสามารทำหน้าที่ช่วยฟื้นฟูได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 

 

4. คาดหวังกับโทนเนอร์มากไป

โทนเนอร์เป็นไอเท็มที่ช่วยปรับสมดุลผิวและปูทางให้สกินแคร์ด้วยอื่นทำงานได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งเราไม่ควรหวังว่าโทนเนอร์จะเปลี่ยนผิวให้สวยได้ในพริบตา แต่ควรมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของสกินแคร์รูทีนที่จะช่วยพาเราไปสู่การมีผิวสวยสุขภาพดีได้ง่ายขึ้น

Photo: @hanacross

คีย์เวิร์ด: Toner Skincare