#VogueReview รีวิวสกินแคร์ที่ใช้ดูแล 'ผิวแห้งขาดน้ำ ผิวโทรมไม่สดใส และสิวบุก' ฉบับอยู่บ้าน

พร้อมเคล็ดลับการมีผิวที่ดีแข็งแรง

ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่เราได้มารีวิวนั้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่เราใช้และชอบ ช่วยลดปัญหาผิวที่เกิดขึ้นกับตัวเอง เพราะเราเชื่อว่าหลายคนคงเป็นเหมือนกันที่อยากจะแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองก่อน แบบยังไม่ต้องพบแพทย์ หากไม่ใช่การฉีดสิวหรือการทำเลเซอร์ เราเองก็จะพยายามจะดูแลผิวตัวเองให้ดีที่สุด ส่วนตัวนั้นเจอปัญหาเป็นคนผิวผสม-มันแต่ก็กลับแห้งลอกเพราะผิวขาดน้ำ จากการพักผ่อนน้อยและดื่มน้ำไม่เพียงพอ รวมถึงปัญหาสิวเห่อเพราะแพ้ง่าย สิวฮอร์โมน รวมถึงความเครียดและนอนดึกด้วย เรียกว่าสกินแคร์ที่เลือกมานั้นเป็นส่วนหนึ่งที่จะมาช่วยเสริมทัพสกินแคร์ที่ใช้อยู่แล้วเป็นประจำ ช่วงไหนที่มีปัญหาผิวจึงจะหยิบเขาเหล่านี้ออกมาใช้ ถ้าไม่มีปัญหาอะไรมากก็เราก็ยังยึดการใช้สกินแคร์ให้น้อยขั้นตอนเน้นความชุ่มชื่น งดการเปลี่ยนสกินแคร์บ่อยๆ อันไหนใช้ดีอยู่แล้วก็จะใช้ต่อเป็นประจำ ไม่ต้องเลเยอร์เยอะ รวมถึงได้ปรับพฤติกรรมตัวเองในการงดบีบสิวเอง รวมถึงไม่จับหน้า และขอย้ำอีกครั้งว่า กันแดดนั้นสำคัญจริงๆ เพราะช่วยให้รอยสิวรอยดำที่เป็นอยู่นั้นไม่เข้มขึ้นด้วย

1. ขั้นตอนการทำความสะอาดผิวนั้นสำคัญที่สุด ควรใส่ใจและไม่ละเลย

นอกจากการล้างหน้าแบบ Double Cleanse แล้ว เราก็ได้เพิ่มการใช้อุปกรณ์ล้างหน้าเข้ามา ที่ใช้อยู่เป็นประจำคือ FOREO LUNA Fofo (ราคา 3,750 บาท) ซึ่งรุ่นนี้เป็นรุ่นเล็กกระทัดรัด พกพาสะดวก ขนซิลิโคนเขานุ่มไม่บาดผิว แถมราคาไม่แรงมากด้วยหากเทียบกับรุ่นอื่นๆ ซึ่งรุ่นนี้สามารถวัดค่าความชุ่มชื่นของผิวได้ ผ่านกับแอปพลิเคชั่นที่ลงไว้ในมือถือ และซิงก์ต่อกับเครื่องล้างหน้าได้เลย เขาจะปรับระยะเวลาการล้าง รวมถึงระดับการสั่นให้อัตโนมัติตามสภาพผิว หลังใช้ผิวรู้สึกสะอาดมากกว่าล้างมือปกติทั่วไป ลดโอกาสการเกิดสิวต่างๆ ได้ดี ยิ่งถ้าวันไหนแต่งหน้าทั้งวัน รวมถึงวันที่ค่าฝุ่นและมลภาวะสูง จำเป็นต้องใช้เครื่องนี้ในการทำความสะอาดแบบล้ำลึก แต่หากวันไหนอยู่บ้านไม่ได้แต่งหน้า ก็จะล้างด้วยมือปกติ 

2. แอมพูลเข้มข้นช่วยการแก้ปัญหาเฉพาะจุด

ตั้งแต่ช่วงปลายปีมานั้นกระแสของการใช้แอมพูลเพิ่มมากขึ้น เพราะระดับความเข้มข้นและความสดของส่วนผสมนั้นสูงกว่าสกินแคร์ประเภทอื่นๆ จนสามารถช่วยแก้ปัญหาเฉพาะจุดได้อย่างรวดเร็ว และช่วงนี้กำลังติดใจแอมพูลของ Mesoestetic ซึ่งเขาเป็นแบรนด์สกินแคร์ Medical Grade ซึ่งเป็นบริษัทผลิตยาด้วย และที่เราคุ้นหูเรื่อง "การฉีดเมโสแฟต" ก็จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้แบรนด์นี้เช่นกัน ช่วงไหนผิวโทรมพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็จะพึ่งสูตร Melatonin ส่วนกลางวันที่เจอฝุ่นมลภาวะ แนะนำให้ใช้ Pollution Defense ที่เสริมผิวให้แข็งแรง ลดการแพ้ฝุ่น หรือการเกิดสิว ผดผื่นต่างๆ ได้ด้วย 1 แอมพูลปกติแล้วเราจะแบ่งใช้ประมาณ 2-3 ครั้ง เพื่อความสดใหม่ของผลิตภัณฑ์ แนะนำให้ลองปรึกษาทางแบรนด์ Mesoestetic เพื่อหาสูตรที่เหมาะกับคุณจริงๆ

Pollution defense (10 แอมพูล / 2,490 บาท)  ปกป้องผิวจากสภาพแวดล้อมมลภาวะและสารพิษต่างๆ ที่พบเจอในชีวิตประจำวันไม่ให้ซึมเข้าสู่ผิวได้ ที่สำคัญเขาช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิวด้วย ยิ่งใช้คู่กับเซรั่มไฮยาฯ ที่มีอยู่ยิ่งทำให้ผิวชุ่มชื่นตลอดวัน เนื้อสัมผัสเบา สามารถใช้ตอนเช้าก่อนออกจากบ้านได้โดยไม่รู้สึกเหนอะหนะ ตกเย็นผิวไม่เกิดผดคันๆ ข้างแก้มที่ปกติมักขึ้นตลอด

Melatonin (10 แอมพูล / 2,490 บาท) เป็นสูตรที่ช่วยซ่อมแซมผิวช่วงกลางคืนได้ดี เนื่องจากการถูกทำร้ายจากแสงแดดและมลภาวะต่างๆ ในระหว่างวัน เป็นอีกหนึ่งสูตรที่เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว ตัวนี้เราจะใช้แทนเซรั่มตัวอื่นไปเลยในช่วงกลางคืน ให้ลงหลังเซรั่มไฮยาฯ เนื้อเซรั่มเหมือนจะมีความเข้มข้นแบบเนื้อออยล์ มันเล็กน้อยตอนแรก พอทิ้งไว้สักพักจะซึมซาบหายเข้าสู่ผิวไปเลย หลังจากนั้นค่อยตามด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ที่ใช้อยู่ เขาจะมีกลิ่นหอมเล็กน้อยเพื่อให้รู้สึกผ่อนคลายในช่วกลางคืน ตื่นเช้ามาผิวอิ่มเอิบดีมาก

 

3. ผิวต้องชุ่มชื่นอยู่เสมอ

ถึงแม้จะเป็นคนผิวผสม แต่การดื่มน้ำน้อย นอนดึก เครียด ก็สามารถทำให้ผิวของเรารู้สึกแห้งไม่ชุ่มชื่นได้เหมือนกัน น้ำและน้ำมันบนผิวหน้านั้นเป็นคนละส่วนกัน ถ้าหน้ายิ่งแห้ง ผิวจะถูกกระตุ้นให้ผลิตน้ำมันขึ้นมาทดแทน ฉะนั้นใช่ว่าผิวมันหรือผิวผสมจะเติมความชุ่มชื่นเข้าไปอีกไม่ได้ อาจจะแนะนำกลุ่มของเซรั่มไฮยาที่เติมความชุ่มชื่นได้ล้ำลึก โดยไม่ทิ้งความมันและเหนอะหนะให้ผิว ไม่ว่าสภาพผิวแบบไหนก็ควรใช้ไม่ให้ขาด หรือเลือกใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่เป็น Oil-Free หรือแบบเนื้อเจลก็ได้ ใช้แล้วสบายผิว ส่วนตัวเรานั้นชอบที่ผิวชุ่มชื่นมาก ยิ่งกลางคืนอาจจะมีตามด้วยออยล์เนื้อเบาที่มีส่วนผสมของ Squalane ที่จะช่วยเติมความชุ่มชื่นได้ดีสำหรับคนผิวผสม

Mesoestetic HA Densimatrix (3,490 บาท)

เริ่มที่เซรั่มไฮยาลูรอนนิก ไอเท็มที่ขาดไม่ได้ ช่วยเสริมสร้างและเพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิว ด้วยโมเลกุลที่มีขนาดต่างกัน จึงทำให้เซรั่มไฮยาฯ ตัวนี้ซึมซาบได้ถึงผิวชั้นใน และยังช่วยเคลือบผิวเพื่อเสริมเกราะป้องกันให้กับผิวของเราได้อีก เราเชื่อว่าพื้นฐานผิวที่มีความชุ่มชื่นจะทำให้ผิวดูอิ่มและอ่อนเยาว์ขึ้นด้วย อีกหนึ่งอย่างที่สำคัญคือตัวนี้ยังเป็นเซรั่มที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ด้วย เนื้อสัมผัสของเขาเบาสบายผิวมาก เรียกว่าเป็นเจลกึ่งน้ำ สามารถเลเยอร์สกินแคร์ตัวอื่นต่อได้แบบไม่มีความเหนอะหนะ ลดผิวแห้งเป็นขุ่ยได้ดี ใช้ได้ทุกสภาพผิวจนถึงคนผิวแพ้ง่าย (ทางแบรนด์บอกว่าสำหรับคนฉีดฟิลเลอร์นั้น เซรั่มขวดนี้จะสามารถช่วยให้สารฟิลเลอร์อยู่ได้นานขึ้นด้วย)

Curel Intensive Moisture Care (1,000 บาท)

ต่อกันที่มอยส์เจอไรเซอร์บำรุงผิวที่เรายกให้เป็นถูกและดี ใช้ได้ทุกวัน ทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะช่วงสิวเห่อ หรือผิวกำลังเผชิญหน้ากับความบอบบางแพ้ง่าย ตัวนี้จะช่วยรักษาระดับเซราไมด์ในผิว เป็นเกราะปกป้องให้ผิวดูแข็งแรง สุขภาพดี ลดการระคายเคืองจากผิวแห้งลอก เนื้อสัมผัสเบา ซึมซาบง่าย แต่ให้ความชุ่มชื่นได้ดี ใครผิวแพ้ง่ายแนะนำคิวเรลเลย เพราะปราศจากน้ำหอม สี และแอลกอฮอล์ เป็นสูตร pH-balanced เหมาะสำหรับผิวแพ้ง่ายโดยเฉพาะ

4. ผลัดเซลล์ผิวบ้าง

หากช่วงไหนผิวบอบบางก็จะข้ามขั้นตอนนี้ไป เพราะจะยิ่งทำให้ผิวระคายเคือง แต่การผลัดเซลล์ผิวแบบนี้จะช่วยเรื่องผิวที่ไม่เรียบเนียน ผิวหมองคล้ำ รวมถึงสามารถลดรอยดำที่เกิดจากสิวได้บ้าง ฉะนั้นเราใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ประมาณอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง อยู่ที่ความเข้มข้นของผลิตภัณฑ์ที่ใช้ และความแข็งแรงของผิวด้วย การใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิว ไม่ควรใช้ทุกวัน และต้องทากันแดดเป็นประจำ! ไม่งั้นฝากระจะถามหาแทน

DRUNK ELEPHANT T.L.C. Framboos™ Glycolic Night Serum (30 มล./50 มล. ราคา 3,150/4,700 บาท)

วันไหนผิวไม่เรียบเนียน จับไปรู้สึกเป็นคลื่นๆ สากๆ จะหยิบเซรั่มเนื้อเจลอันนี้มาเสริมทัพในช่วงกลางคืน เขาช่วยเรื่องการปรับสีผิวให้ดูสม่ำเสมอขึ้น และลดน้ำมันส่วนเกินได้ด้วย มีส่วนผสมของทั้ง AHA/BHA รวมไปถึง glycolic, lactic และ salicylic acids เวลาใช้อาจจะรู้สึกยิบๆ นิดหน่อย เว้นระยะในงานลงสกินแคร์ตัวอื่นสัก 1-2 นาที ส่วนตัวนั้นเราจะไม่ทาเซรั่มอื่นๆ ตาม แต่ละบำรุงต่อด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ที่ให้ความชุ่มชื่นเพียงตัวเดียว หากใครผิวแพ้ง่ายอาจจะแนะนำให้ลองไซส์จิ๋วของเขาดูก่อน แล้วค่อยอัพเกรดเป็นไซส์ปกติ

DR. DENNIS GROSS Alpha Beta® Universal Daily Peel (30 แผ่น ราคา 3,310 บาท)

เป็นแผ่นเช็ดผิวที่เห็นผลแบบข้ามคืนจริงๆ ส่วนตัวแล้วเราเลือกใช้สูตรสีส้ม เหมาะสำหรับคนที่เคยใช้มาแล้วจนไปถึงเพิ่งเริ่มใช้ ผิวไม่แพ้ง่าย รวมถึงมีผิวธรรมดาถึงผิวมัน ถ้าผิวแห้งแนะนำให้ใช้สีฟ้าที่ช่วยเรื่องความชุ่มชื่นได้ด้วย 1 ซองมาแบบ 2 ขั้นตอน Step  1 ช่วยผลัดเซลล์ผิวด้วย AHA อ่อนโยนแต่ได้ผลดี ช่วยให้ผิวเรียบเนียน ผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออก Step 2 มีส่วนผสมของเรตินอลและชาเขียว เป็นการปรับผิวให้กลับมาสมดุลจากขั้นตอนแรก อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดเลือนริ้วรอยเล็กๆ ได้ดี เสริมเกาะป้องกันให้ผิว ตอนเช้าผิวจะรู้สึกกระจ่างใสขึ้น กลิ่นอาจจะฉุนเล็กน้อย รู้สึกยิบๆ ในขั้นตอนแรก แต่สักพักจะหายไปเอง ส่วนสเต็ปที่สองเช็ดแล้วรู้สึกสบายผิว แต่เวลาใช้นั้นควรเว้นรอบดวงตาและมุมปาก หรือส่วนที่บอบบางอื่นๆ ตัวนี้ใช้แล้วเวิร์กจริงๆ

 

EXTRA CARE

 



1 / 2





2 / 2



The Body Shop Himalayan Charcoal Purifying Glow Mask (990 บาท) - เป็นมาสก์ที่ช่วยทำความสะอาดผิวได้ดีมาก หลังจากล้างมาสก์ออก ผิวรู้สึกสะอาดและเฟรชมาก ใช้อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง หากรู้สึกผิวมันหรือผิวต้องการทำความสะอาดแบบล้ำลึก ใครผิวแห้งอาจจะใช้อาทิตย์ละครั้งพอ หรือตามความต้องการ

Biologique Recherche Vivant Mask  (สอบถามราคาได้ที่ร้าน) - เป็นมาสก์กลิ่นแรงที่ขึ้นชื่อของแบรนด์นี้ เรียกว่าขาดไม่ได้ เวลาไม่รู้จะใช้อะไรมักจะหยิบตัวนี้ขึ้นมาเสมอ เพราะช่วยปรับสมดุลผิว ในวันที่ผิวมันเกิน แห้งเกิน หรือแม้กระทั่งช่วงสิวเห่อก็สามารถใช้ได้หมด ถือเป็นอีกมาสก์ที่ใช้บ่อยที่สุดอีกตัว แนะนำให้ปรึกษาทางแบรนด์ Biologique Recherche Thailand ก่อนซื้อ เพราะสกินแคร์เขาค่อนข้างเฉพาะตัว ควรเลือกให้เหมาะกับความต้องการของตัวเอง

Mario Badescu Drying Lotion (ประมาณ 700-800 บาท) - โลชั่นแต้มสิวที่จะแบ่งตัวออกเป็นชั้น โดยวิธีการใช้คือไม่ต้องเขย่าขวด ให้ใช้คอตตอนบัดจุ่มไปจนถึงก้นขวดที่เป็นเนื้อสีชมพู ตัวนี้มี Salicylic Acid, Sulfur, และ Calamine ที่ช่วยให้สิวแห้งไวขึ้น แนะนำแต้มหลังหน้าเสร็จเลย 

Kamedis AC-Spot Treatment (ประมาณ 650 บาท) - อีกหนึ่งตัวเลือกที่ช่วยให้สิวอักเสบสุกไวขึ้น แต่ถ้าเป็นสิวเม็ดใหญ่มากๆ ต้องให้เวลาเขาหน่อย ยาแต้มสิวตัวนี้สามารถช่วยลดรอยแดงได้ด้วย แต่ใครที่เป็นสิวฮอร์โมนหรือสิวผดตัวนี้อาจจะไม่ช่วยเท่าไร ข้อดีตัวนี้คือสามารถทาได้เช้า-เย็นเลย