เม้าท์มอยไลฟ์สไตล์-บิวตี้กับ ธัญญ์ ‘แก๊ป’ สาวชิคเจ้าของเพจบิวตี้ 'The Daily Edits'

แก๊ป @gabjayy แชร์แรงบันดาลใจในการสร้างแบรนด์เพื่อผู้หญิงทุกคน ร่วมถึงบิวตี้ลูทีนของเธอ

“เราเป็นคนชอบวาดรูป ค้นพบว่าตัวเองมีความสามารถในการวาดรูปมาตั้งแต่ตอนเรียนมาแตร์ คือเป็นคนชอบงานศิลปะมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ เรียกได้ว่าเป็นเด็กติสท์เลยล่ะ ติสท์มากถึงขนาดอยากเรียนเพาะช่าง (หัวเราะ) ตอนนั้นไม่รู้หรอกนะว่ามันเป็นยังไง แต่ด้วยความที่ชอบการวาดรูปแบบ Fine Art อย่างสีน้ำมันหรือสีอะครีลิคมาก เลยอยากเรียนด้านนี้โดยเฉพาะ อยากเป็นเด็กเพาะช่าง อยากจบเป็นศิลปิน พอโตมาก็รู้ว่ามีคณะสถาปัตย์ที่สามารถให้เราได้ใช้ความอาร์ตของตัวเองมาประกอบกับสิ่งต่างๆ แล้วเป็นวิชาชีพได้ แลเป็นคณะที่โอเคสุดกับเราเพราะดูมั่นคงแถมได้วาดรูปด้วย ซึ่งตั้งแต่ตอนติวเข้าสถาปัตเราก็รู้ว่าตัวเองชอบงานศิลปะที่ค่อนข้างใกล้ตัว จับต้องได้ และได้สื่อสารกับคน เราก็เลยเลือกเรียน ID (Industrial Design) ที่เน้นเรื่องของการออกแบบโปรดัก อย่างกราฟฟิกดีไซน์หรือตกแต่งภายใน โดยจะเน้นการออกแบบในเชิงรีเทล ซึ่งทุกอย่างที่ได้เรียนมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งรอบตัวเราหมด เช่นการออกแบบเสื้อผ้า, แก้วน้ำ หรือพวกจิวเวอรี่ เรียกได้ว่าตัดสินใจไม่ผิดที่เรียนที่นี่ เพราะเราได้เรียนหลายๆ ด้านทั้งพวกเท็กซ์ไทล์ ออกแบบผ้า, ออกแบบภายใน รวมถึงมาร์เก็ตติ้งด้วย ถ้าพูดถึงเรื่องของเสื้อผ้าเราก็มีความรู้พอสมควรเลยเพราะชอบเรื่องของเท็กซ์ไทล์ โดยส่วนตัวเป็นคนที่ชอบเรื่องของพวกคัตติ้งการตัดเย็บอยู่แล้วด้วย  

พอได้เรียนไปซักพักเราก็ซึมซับในเรื่องพวกนี้ บวกกับที่บ้านทำธุระกิจค้าขาย เราเลยชอบค้าขายไปด้วย ตอนปี 2 เลยทำกระเป๋าหนังเป็นธุระกิจแรกของตัวเอง ตอนนั้นที่บ้านก็ไม่อยากให้ทำเพราะอยากให้โฟกัสเรื่องเรียน แต่เราก็ลองทำดู แล้วถือว่าเสียงตอบรับโอเคเลยเพราะขายได้ ที่ทำขายก็เป็นพวกที่ใส่นามบัตรและกระเป๋าสะพาย พอทำไปซักพักแบรนด์ก็ขยาย ซึ่งดีใจทุกครั้งที่เห็นคนใช้แบรนด์ของเรา หลังจากนั้นก็ทำมาเรื่อยๆ พอเรียนจบก็คิดว่าจะทำต่อ แต่สุดท้ายก็ได้มาทำงานกับบริษัทที่นำเข้าแบรนด์แฟชั่นไฮเอนด์ ซึ่งพอได้เริ่มทำก็รู้สึกชอบเพราะปกติชอบแบรนด์แฟชั่นพวกนี้อยู่แล้ว คือเราโตมากับแม่และพี่สาวที่ค่อนข้างเป็นสายแฟ (หัวเราะ) ด้วยสไตล์ที่คล้ายกันเราสามคนแชร์พวกเสื้อผ้าและของใช้ร่วมกัน เราเลยคิดว่าตรงนี้แหละที่ทำให้เราซึมซับเรื่องของแฟชั่นและสไตล์ไปโดยปริยาย จนได้มาทำงานที่เกี่ยวกับแบรนด์ที่เราชอบก็ยิ่งอินเข้าไปใหญ่ ส่วนงานถนัดของเราก็การนำเสนอสินค้าให้ดูน่าสนใจยิ่งขึ้น หรือใช้ความครีเอทีฟในการสื่อสารให้คนเห็นภาพของแบรนด์มากขึ้น”

ปัจจุบันมีแบรนด์ของตัวเอง?

“ใช่แล้ว อย่างที่ทุกคนเห็นคือตอนนี้ทำชุดว่ายน้ำเป็นหลักเลย ชื่อ Studio Common เป็นแบรนด์ที่ทำร่วมกับเพื่อนอีกคนนึง เขาจะดูเรื่องระบบหลังบ้าน ส่วนเราจะดูในเรื่องของครีเอทีฟ อย่างการออกแบบ, มาร์เกตติ้ง และก็พีอาร์ ซึ่งจากการที่ได้ทำชุดว่ายน้ำ เราก็ได้คุยกับผู้หญิงเยอะมาก ส่วนใหญ่ก็เป็นลูกค้าชุดว่ายน้ำของเรา ด้วยความที่ดีไซน์ของเราค่อนข้างมีความเว้าเล็กน้อยในบางชุด พอได้คุยก็พบว่าผู้หญิงหลายคนขาดความมั่นใจในตัวเอง ไม่กล้าใส่ชุดว่ายนำ้ของเราเพราะกลัวว่าหุ่นไม่ดีพอ ซึ่งจริงๆ แล้ว ดีไซน์ที่ดูเรียบง่ายของแบรนด์เราก็ตั้งใจออกแบบมาเพื่อให้ผู้หญิงทุกคนใส่แล้วสวย จากจุดนี้เราก็เข้าใจว่าความไม่มั่นใจเป็นปัญหาที่ผู้หญิงหลายคนเผชิญอยู่ ซึ่งในขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับเลยว่าเราก็คือหนึ่งในนั้น เพราะเราก็ไม่ใช่คนที่มั่นใจในตัวเองมาก่อน ทุกวันนี้ก็ไม่ได้มั่นใจไปหมดซะทุกอย่าง แต่พัฒนาขึ้นเยอะทั้งจากการที่ความคิดของเราโตขึ้นและเรียนรู้ที่จะรักในสิ่งที่ตัวเองเป็น โดยส่วนตัวเราคิดว่ามันเลยยุคที่จะให้คนอื่นมาบอกว่าเราสวย แต่เราต้องรู้ด้วยตัวเองก่อน ประเด็นนี้ก็เลยจุดประกายให้เราทำ The Daily Edits ขึ้นมา เป็นเพจบิวตี้ในอินสตาแกรมที่ทำร่วมกับน้องๆ อีก 2 คน ซึ่งก็ทำให้เราได้ผันตัวมาเป็นเอดิเตอร์ของเพจนี้ด้วย”

 

อะไรคือแรงบันดาลใจในการทำ The Daily Edits ?

“อย่างแรกเลย มันเกิดจากสิ่งที่เราอ่านจากสื่อรอบๆ ตัวเรา ที่เราเสพมาตั้งแต่ไหนแต่ไรอย่างพวกแมกกาซีนแฟชั่นหัวใหญ่ๆ โดยเรารู้สึกว่าด้วยความที่สื่อเหล่านี้เป็นสื่อใหญ่จึงต้องมีขอบเขตในการเขียน หรือสามารถนำเสนอได้เพียงบ้างแบรนด์ที่เหมาะสม เราเลยอยากทำแมกกาซีนที่มีรูปสวยเทียบเท่ากับสื่อเหล่านี้ เป็นแบบออนไลน์ และพูดได้ถึงทุกเรื่อง แตะได้ทุกแบรนด์ตั้งแต่ราคาจับต้องได้ไปจนถึงไฮเอนด์ เช่น ชิ้นนี้ดีควรลงทุน คือนำเสนอและรีวิวเกี่ยวกับเรื่องของบิวตี้ในหลายๆ แง่มุม รวมถึงเรื่องการสนับสนุนผู้หญิงด้วยกันเองด้วย อีกเหตุผลที่อยากหันมาทำตรงนี้ก็เพราะมาถึงจุดที่เราไม่อยากทำงานประจำแล้ว เราอยากเป็นเหมือนกระบอกเสียงที่บอกผู้หญิงคนอื่นๆให้เห็นความสวยของตัวเอง อยากให้ผู้หญิงบอกตัวเองก่อนว่าสวย แบบไม่ต้องรอคำชมจากคนอื่นแต่ต้องรู้สึกสวยจากตัวเราเองก่อน อยากให้ผู้หญิงทุกคนรู้ว่าตัวเองสวยหรือสวยมาจากข้างในเป็นเหมือนหัวใจของ The Daily Edits เลยก็ว่าได้”

The Daily Edits สะท้อนตัวตนของเรามากน้อยแค่ไหน?

“เราว่าค่อนข้างตรงกับตัวเรานะ คือตอนแรกที่ตั้งใจไว้คือเราไม่อยากให้เป็นเราเลย อยากให้เป็นสไตล์กลางๆ แบบที่ทุกคนเข้าถึงได้มากกว่า แต่ไปๆ มาๆ ด้วยความที่เราเป็นคนทำเอง บวกกับน้องๆ ในทึมก็มีสไตล์คล้ายๆ กัน เพจนี้ก็เลยจะสะท้อนสไตล์ของพวกเรา จนสุดท้ายก็เลยถูกเชฟให้เป็นผู้หญิงที่มีบุคลิกคล้ายกับเรา คือจริงๆ แล้วเราวางไว้ว่าคุณพี่ลี่เนี่ย (ชื่อเล่นของ The Daily Edits) จะเป็นผู้หญิงที่มีบุคลิกที่สะท้อนชีวิตจริงของเราประมาณว่า เป็นคนที่เพื่อนชอบมาขอคำแนะนำเกี่ยวกับสกินแคร์ว่าใช้อะไรดี, ช่วยเพื่อนแนะนำเรื่องการแต่งตัว ซึ่งแทนที่เราจะแชร์แค่กับเพื่อน เราก็อยากบอกต่อถึงผู้หญิงคนอื่นๆ ด้วย ก็เลยทำเพจนี้ขึ้นมา สำหรับลี่ เราไม่อยากให้เขาเป็นผู้หญิงเพอร์เฟ็คหรือพูดแค่เรื่องบิวตี้ แต่เขาอาจจะพูดถึงเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น ทำอย่างไรให้เก็บเงินล้านได้ภายใน 3 ปี เป็นต้น เรียกได้ว่าเป็นผู้หญิงสวย-เก่ง-มีสไตล์ แต่ทีนี่อย่างที่บอกว่าเราไม่อยากให้ลี่เป็นคนเพอร์เฟ็คมาก เราก็เลยคิดไว้ว่าผู้หญิงคนนี้จะต้องเป็นคนที่นกค่ะ (หัวเราะ) เป็นคนที่แบบมีมุมที่ผู้หญิงหลายๆ คนสามารถจับต้องได้ คือไม่ใช่เป็นเจ้าหญิงที่เป๊ะเสมอไป อารมณ์แบบเป็นสาวโสดที่นกประจำ เพราะสวยเก่งจนผู้ชายไม่กล้าจีบ (หัวเราะ) นี่แหละเราก็พยายามปั้นลี่ให้เป็นผู้หญิงประมาณนี้"

@thedailyeditsmag

เริ่มชอบเรื่องของบิวตี้อย่างสกินแคร์ตั้งแต่ตอนไหน?

“เราคิดว่าพอเราเริ่มหันมาใช้สกินแคร์แบบจริงจังแล้วเห็นผลการเปลี่ยนแปลงก็เลยเริ่มชอบมาเรื่อย เพิ่งเริ่มใช้สกินแคร์จริงๆ ก็ตอนเรียนจบแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่เราใช้ไม่เคยขาดเลยตั้งแต่สมัยเรียนม.ปลายก็คือครีมกันแดด เป็นสิ่งที่เราทาทุกวันเพราะเป็นคนกลัวหน้าเหี่ยวมาตั้งแต่เด็กๆ คือที่เราทาไม่ใช่เพราะกลัวดำนะแต่กลัวผิวเหี่ยว เพราะรู้ว่าแสงแดดมีส่วนทำให้หน้าเหี่ยวได้ ตอนนั้นเรากังวลเรื่องหน้าเหี่ยวถึงขนาดโพสต์คำถามบนเฟสบุ๊คของพี่ปูเป้ so sweet ว่า ‘พี่ค่ะ หนูอายุ 20 หนูสามารถใช้ครีม anti-aging ได้ไหมค่ะ’ ซี่งตอนโพสต์ก็คิดว่าไม่มีคนเห็น แล้วคือสมัยนั้นยังไม่มีใครใช้อินบ็อกซ์ ที่ฮาคือเพื่อนไปเจอแล้วแค็ปหน้าจอไปเม้าท์เรา (หัวเราะ) เราว่าเนี่ยแหละน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราอินกับสกินแคร์ เริ่มที่อยากจะดูแลตัวเอง ดูแลผิวให้ดี ให้หน้าไม่เหี่ยว”

Morning Routine

“สิ่งแรกที่ทำเลยหลังตื่นนอนคือดื่มน้ำ หลังจากแปรงฟันเราก็จะล้างหน้าด้วยน้ำเปล่า จะไม่ใช้เคลนเซอร์หรือสบู่ล้างหน้าเลยเพราะมีความรู้สึกเราเพิ่งล้างไปเมื่อก่อนนอนเลยคิดว่าไม่จำเป็น พอล้างหน้าเสร็จเราก็จะปรับสมดุลให้ผิวด้วยการใช้โทนเนอร์แบบสเปรย์ ซึ่งที่ใช้มานานมากคือ Caudalie Beauty Elixir ชอบตัวนี้เพราะกลิ่นหอมและก็ช่วยให้ผิวดูโกลว์ คือถ้าอะไรมีสรรพคุณช่วยให้ผิวดูโกลว์จากภายในเราจะตัดสินใจไม่นานเลยเวลาซื้อ และอีกหนึ่งสเปร์ยที่ใช้ฉีดหน้าตอนนี้คือ Mario Badescu Facial Spray สีเขียวสูตรที่มีส่วนผสมของว่านหางจระเข้ ชาเขียว และก็แตงกวา เราอยากลองใช้ยี่ห้อนี้มาซักพักแล้วแต่ส่วนตัวเป็นคนไม่ชอบกลิ่นกุหลาบ พอสูตรนี้ออกมาก็ได้ลอง แล้วก็รู้สึกชอบเพราะช่วยให้ผิวชุ่มชื้น สดชื่น และกลิ่นก็โอเคด้วย ด้วยความที่เป็นคนชอบลองสกินแคร์เยอะมาก ล่าสุดก็ลองใช้อีกตัวหนึ่งซึ่งเป็น Exfoliator ช่วยผลัดเซลล์ผิวชื่อ P50w จาก Biologique Reserache แบรนด์สกินแคร์ของฝรั่งเศส คือหลายๆ คนเตือนว่าใช้แล้วระวังสิวขึ้น แต่ไม่เลยเพราะหลังจากเรากลับจากเดินทางเราก็เป็นสิวและก็เลยลองใช้ตัวนี้ดู แล้วรู้สึกว่ามันช่วยให้สิวหายเร็ว อาจจะเพราะมันช่วยผลัดเซลล์ผิวได้ดีเลยทำให้ผิวเราแข็งแรงขึ้น ต่อมาก็เป็นขั้นตอนที่คล้ายๆโทนเนอร์ก็คือ Moisturizing Lotion โลชั่นแบบน้ำจาก MUJI  ตอนแรกเราคิดว่ามันคือโทนเนอร์แต่จริงๆ แล้วมันก็คือน้ำตบคล้ายๆ พวกฮาดะลาโบะ เราเลือกซื้อสูตรที่ให้ความชุ่มชื่นสูงแต่เนื้อบางเบา พอใช้แล้วรู้สึกหน้านุ่มมากแถมใช้ได้นานมากเพราะขวดค่อนข้างใหญ่ เราว่าสเต็ปนี้เป็นเหมือนการเตรียมผิวสำหรับขั้นตอนถัดไป หลังจากนั้นก็ตามด้วยการลงเซรั่ม ตัวที่ใช้มาตลอดก็คือ Parsley Seed Serum จาก Aesop ข้อดีของตัวนี้คือช่วยให้ผิวแข็งแรงและช่วยเติมความชุ่มชื้น อีกอย่างคือใช้ได้ทั้งเช้าและเย็น หลังจากที่ไปช๊อป Biologique Reserache ที่ฝรั่งเศสเราก็ได้ให้เขาช่วยวิเคราะห์ผิว แล้วก็ได้เซรั่มอีกตัวมาลอง พอลงเซรั่มเสร็จเราก็ตามด้วยอายครีมของญี่ปุ่นที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นบริเวณใต้ตา จากนั้นก็ตามด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ของฝรั่งเศสยี่ห้อ Embryolisse อันนี้ใช้ประจำ และก็จะสลับกันใช้กับครีมหมีม่วงชื่อ Ezerra Cream ตัวนี้ดีมาก ชุ่มชื้นมาก เนื้อไม่หนักเกินไปใช้ในเมืองไทยได้ หลังมอยส์เจอไรเซอร์แล้วเราก็ลงออยล์ Pricky Pear Oil จาก Brisuthi ทับอีกที (หัวเราะ) เพราะจะช่วยคงความชุ่มชื้นไว้ในผิว จากนั้นก็ตามด้วยครีมกันแดด ยี่ห้อที่ใช้สลับกันไปมาก็คือ Anessa ขวดสีเงินของญี่ปุ่น, ของเกาหลียี่ห้อ Make Prem และก็ La Roche Posay ที่เลือกใช้ 3 ตัวนี้ก็เพราะเนื้อมีความบางเบาใช้แล้วสบายผิว”

 



1 / 11





2 / 11





3 / 11





4 / 11





5 / 11





6 / 11





7 / 11





8 / 11





9 / 11





10 / 11





11 / 11



Makeup Routine

“สำหรับเมกอัพเราเน้นพวกบรอนเซอร์ ซึ่งหลังจากสกินแคร์ สิ่งแรกที่เราทำก็คือลง Chanel Tan De Solei ครีมบรอนเซอร์เนื้อมูสจาก Chanel ตามกรอบหน้า เสร็จปุ๊ปเราก็จะลงครีมบลัชอย่าง Cloud Paint จาก ​Glossier ซึ่งเป็นเนื้อเจลที่เกลี่ยง่าย ส่วนสีที่เราใช้คือสี Dusk  จากนั้นก็ตามด้วยการลงคอนซีลเลอร์ ที่เราใช้อยู่คือ Radiant Creamy Concealer จาก NARS สี Ginger ลงบริเวณใต้ตาเพื่อกลบรอยคล้ำต่างๆ จากนั้นก็เซ็ตคอนซีลเลอร์ด้วยแป้งฝุ่น Chanel Le Beige Powder เสร็จแล้วก็ต่อด้วยการลงบรอนเซอร์ Laguna Bronzer จาก ​NARS ทับลงบริเวณกรอบหน้าที่เราลงเป็นแบบครีมไปในสเต็ปแรก ซึ่งบรอนเซอร์ของ NARS ตัวนี้ทนดีมาก ตามด้วยการลงบลัช NARS Orgasm Blush แบบเนื้อแป้งทับอีกทีเพื่อเป็นช่วยให้สีแก้มอยู่ทน พอเสร็จเราก็เขียนคิ้วด้วย Anatasia Beverly Hills Dip Brow แบบที่ใช้แปรงเขียน กระปุกเล็กๆ นี้ใช้มานานมาก หลังจากนี้ก็ลงไฮไลต์ ที่ใช้อยู่คือ Champagne Pop Highlighter จาก Becca เป็นไฮไลต์อันเดียวที่มีและก็ใช้ไวมาก แบบไม่ถึงปีก็เป็นหลุมแล้ว (หัวเราะ) ส่วนลิปก็จะใช้อยู่ 2 อย่าง ที่เราลงก่อนคือลิปสีออกชมพูนู้ดของ MUA แบรนด์ดรักสโตว์ของอังกฤษ อันนี้ดีมากเพราะสีติดทนแถมราคาก็ถูกมากเช่นกัน จากนั้นก็ตามด้วยลิปสีส้มอิฐปนน้ำตาลจาก PONY EFFECT บริเวณกลางๆ ปากแล้วเกลี่ยออก นี่ก็เป็นลิปสติกคอมโบที่ใช้แล้วใช้อีก สำหรับมาสคาร่าที่ใช้ประจำก็ของ ​Maybelline หลอดสีเหลือง-ม่วง แต่ทุกวันนี้ก็ไม่ได้ปัดเยอะเหมือนแต่ก่อนแล้ว”



1 / 8





2 / 8





3 / 8





4 / 8





5 / 8





6 / 8





7 / 8





8 / 8



Night Routine

“จริงๆตอนกลางคืนเหมือนกับตอนเช้าเลยแค่ตัดส่วนครีมกันแดดออกและก็เพิ่มในส่วนของการล้างหน้าเข้าไป ถ้าวันไหนไม่ได้แต่งหน้าเยอะก็จะใช้ Bioderma เช็ดทำความสะอาด แล้วจากนั้นก็ตามด้วยพวกเคลนเซอร์ที่มี ส่วนเวลาไปงานหรือแต่งหน้าเยอะก็หันมาใช้พวกออยล์เคลนเซอร์ อย่างออยล์เคลนเซอร์ของ Brisuthi เราว่าตัวนี้โอเคมากเพราะล้างออกแม้กระทั่งเมกอัพที่เป็นแบบกันน้ำ คือสะดวกมากเวลาเดินทางเพราะไม่ต้องพกพวกอายรีมูฟเวอร์หรือที่ลบเมกอัพอื่นๆ ให้หนักเลย โดยส่วนตัวเป็นคนไม่ชอบเคลนเซอร์ที่มีฟองเยอะเพราะมีความรู้สีกว่าใช้แล้วผิวแห้ง ล่าสุดได้ลองใช้ Soy Cleanser จาก Fresh ทุกวันนี้ก็ใช้ตัวนี้ด้วย ปลื้มมากเพราะฟองน้อย มีกลื่นหอมของแตงกวาด้วย หลังจากล้างหน้าเสร็จก็ตามด้วยสเต็ปของเซรั่มและก็มอยซ์เจอไรเซอร์แบบช่วงเช้า”

เรื่องและสัมภาษณ์: แก้วสิริ ศรีสำอาง

ภาพ: @gabjayy/ @thedailyedits

คีย์เวิร์ด: Beauty Routine make up skincare