Vogue Beauty Thailand

HAIR

อัปเดต 8 ทรงผมผู้หญิง ลุคยอดนิยม ตั้งแต่ทรงผมสั้นถึงทรงผมยาว

ทำความรู้จักชื่อทรงผมผู้หญิงที่กำลังครองกระแส ตั้งแต่บ๊อบผสมผสาน ไปจนถึงผมยาวเลเยอร์พลิ้วสวย พร้อมอธิบายลักษณะของแต่ละทรง เพื่อให้คุณนำไปสื่อสารกับช่างผมได้ถูกต้อง และได้ทรงผมออกมาตรงใจ

05 พฤษภาคม 2569

     เมื่อปัจจุบันไม่ได้มีแค่ทรงผมสั้น ทรงผมประบ่า หรือทรงผมยาว แต่ยังทรงผมที่แตกแยกย่อยไปตามเทคนิคและเทรนด์ต่างๆ นั่นทำให้การรู้จักชื่อทรงผมผู้หญิงเอาไว้เป็นสิ่งสำคัญฃ เพราะมันคือกุญแจที่ทำให้การสื่อสารระหว่างเรากับช่างผมได้แม่นยำขึ้น และได้ผลลัพธ์ที่ตรงใจมากขึ้น ซึ่งตอนนี้ก็มีทรงผมสไตล์ใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย โว้กบิวตี้จึงคัดเฉพาะชื่อทรงผมที่กำลังนิยม พร้อมอธิบายลักษณะของแต่ละทรง เพื่อให้คุณสามารถนำไปใช้สื่อสารกับช่างผมได้ถูกต้อง และได้ลุคที่ออกมาตรงกับภาพที่คิดไว้จริงๆ

 

Bixie Cut: ทรงบิกซี่ (ผสมพิกซี่+บ๊อบ)

Bixie ทรงผมลูกผสมระหว่างทรงผมบ๊อบและผมซอยสั้น (Pixie cut) จุดเด่นคือคงความนุ่มและวอลลุ่มแบบผมบ๊อบ ขณะที่ด้านหลังถูกตัดให้สั้นและเบาเพื่อเปิดต้นคอ ด้านบนเพิ่มเลเยอร์เพื่อสร้างมิติให้ผมไม่แบนจนเกินไป เหมาะกับคนที่อยากรีเฟรชลุคให้สดใส หรืออยากตัดผมสั้นให้หัวเบา แนะนำว่าเวลาบอกช่าง แนะนำให้ระบุความยาวช่วงท้ายทอยและเลเยอร์ด้านบนให้ชัดเจนว่าอยากได้ประมาณไหน

 

 

Choppy Bob: ผมบ๊อบซอยปลาย

จากเดิมผมบ๊อบคลาสสิกจะตัดปลายผมตรงๆ ทว่าผมทรงนี้จะเพิ่มเทคนิคการซอยปลายให้มีเท็กซ์เจอร์ ทำให้ได้ลุคที่โมเดิร์นขึ้น เหมาะกับคนที่อยากให้ผมดูเบา มีมิติ เวลาบอกช่างควรระบุความยาวที่ต้องการ (เช่น ระดับคางหรือเลยคางลงมาเล็กน้อย) พร้อมบอกระดับการซอยด้วยว่าต้องการแบบเบาๆ หรือเห็นปลายที่ถูกซอยชัดเจน

 

 

Soft Wolf Cut: วูล์ฟคัตแบบซอฟต์ / ไล่เลเยอร์ฟุ้งเบา

ทรงผมวูล์ฟคัตเวอร์ชันที่เลเยอร์ดูฟุ้งเบามากขึ้น โดยยังคงโครงผมสั้นด้านบนและปลายผมที่บางเบา ช่วยเพิ่มวอลลุ่มช่วงกลางศีรษะ ใครอยากตัดทรงนี้แนะนำให้คุยกับช่างผมว่าต้องการความยาวชั้นบนให้ไม่สั้นเกิน พร้อมบอกระดับการไล่เลเยอร์ว่าอยากได้ฟุ้งเบาแค่ไหน และแจ้งว่าต้องการปลายบางมากหรือยังคงน้ำหนักไว้บางส่วน เพื่อควบคุมฟีลลิ่งของทรงให้ออกมาตรงใจ

 

 

Butterfly Cut: ทรงผมผีเสื้อ (เลเยอร์สองชั้น)

ทรงผมไล่เลเยอร์ที่โดดเด่นด้วยการแบ่งผมเป็นสองระดับคล้ายปีกผีเสื้อ ชั้นบนจะสั้นเพื่อช่วยเฟรมหน้า ส่วนชั้นล่างยังคงความยาวไว้ วลาเคลื่อนไหวจะเห็นมิติที่พลิ้วและมีวอลลุ่มสวยอย่างเป็นธรรมชาติ โดยสิ่งที่สำคัญในการสื่อสารกับช่างผมก็คือ ควรกำหนดความยาวของเลเยอร์ชั้นบน (เช่น ระดับคางหรือไหล่) พร้อมระบุระดับความฟุ้งของเลเยอร์ และบอกชัดว่าต้องการเก็บความหนาช่วงปลายมากน้อยแค่ไหน

 

 

Face-Framing Layers: เลเยอร์ล้อมกรอบหน้า

ทรงผมที่เน้นการไล่เลเยอร์ช่วงกรอบหน้า ช่วยปรับรูปหน้าให้ดูบาลานซ์และเรียวสวย โดยความยาวสามารถปรับได้ตั้งแต่ระดับโหนกแก้ม คาง ไปจนถึงช่วงไหล่ เวลาคุยกับช่างควรระบุจุดเริ่มเลเยอร์ (เช่น เริ่มที่คางหรือใต้โหนกแก้ม) พร้อมบอกความชันของการไล่ระดับว่าอยากให้เฟรมหน้าชัดหรือเนียนกลืนกับความยาวหลัก เพื่อให้ทรงออกมาตรงตามที่ต้องการ

 

 

Clavicut: ผมยาวระดับไหปลาร้า

ทรงผมที่ล็อกความยาวพอดีที่ระดับไหปลาร้า เหมาะกับคนที่อยากได้ทรงผมดูแลง่ายแต่ยังมีความชิก สามารถเซตได้หลากหลายทั้งตรง ดัด หรือรวบ โดยจุดที่ควรสื่อสารกับช่างคือฟินิชของปลายผมว่าต้องการผมตรงทื่อๆ หรือซอยเบาๆ รวมถึงทิศทางของเลเยอร์ว่าจะเพิ่มวอลลุ่มหรือคงความเรียบไว้

 

 

Curtain Bangs: หน้าม้าแสกกลางแบบม่าน

ชื่อของสไตล์ผมหน้าม้ามีที่มาจากลักษณะแสกกลางเหมือนผ้าม่าน และมีการไล่ระดับลงมาทั้งสองข้าง ช่วยเปิดหน้าให้ดูโปร่งขึ้นโดยกรอบหน้าบาลานซ์สวย สามารถปรับความยาวได้ตั้งแต่ระดับโหนกแก้มไปจนถึงคาง เป็นสไตล์ของผมหน้าม้าที่เข้ากับทั้งผมสั้นและผมยาวได้อย่างลงตัว

 

 

Bottleneck Bangs: หน้าม้าคอขวด

ชื่อของผมหน้าม้าสไตล์นี้มาจากรูปทรงที่คล้ายคอขวด โดยช่วงกลางหน้าผากจะสั้นและแคบ ก่อนค่อยๆ ไล่ยาวและกว้างออกด้านข้าง ช่วยพรางหน้าผากและสร้างกรอบหน้าที่ดูมีมิติมากขึ้น ให้ฟีลวินเทจนิดๆ แต่ยังคงความร่วมสมัย ใครอยากเพิ่มลูกเล่นให้ลุคโดยไม่เปลี่ยนทรงหลัก หน้าม้าแบบนี้ก็ค่อนข้างตอบโจทย์มาก

 

ภาพปก : Pexels (Filip Rankovic Grobgaard, Following NYC)