Vogue Beauty Thailand

HAIR

เจาะลึก 5 ทิปส์ดูแลผมสี Platinum Blonde ของ Rosé ตลอดระยะเวลา 7 ปี!

เบื้องหลังผมสีบลอนด์สว่างของ Rosé ที่ต้องแลกมาด้วยวินัย ขั้นตอนการดูแลที่ซับซ้อน และเทคนิคเฉพาะทางจากมือโปร

07 มีนาคม 2569

หากพูดถึงซิกเนเจอร์ลุคของ Rosé หนึ่งในภาพจำที่แฟนคลับทั่วโลกนึกถึงทันที นอกจากน้ำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์แล้ว ก็คงหนีไม่พ้น “ผมสีพลาตินัมบลอนด์ (Platinum Blonde)” ที่สว่างเจิดจรัสราวกับนางเอกในเทพนิยาย สีผมโทนไอซี่ที่ดูหรูและโดดเด่นนี้กลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของเธอไปโดยปริยาย และแทบจะไม่เคยหลุดจากภาพลักษณ์นี้เลยตลอดหลายปีที่ผ่านมา

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมตลอดเวลากว่า 7 ปีที่เธอคงลุคบลอนด์สว่างแบบนี้ เส้นผมยังดูนุ่มสลวย เงางาม และมีประกายอยู่เสมอ ทั้งที่โดยปกติแล้วผมที่ผ่านการฟอกมักจะแห้งเสีย เปราะขาดง่าย และสีซีดเร็ว เบื้องหลังความสวยเป๊ะของผมสีบลอนด์ระดับไอดอลนั้น ไม่ได้เกิดจากการ “ฟอกสีผม” เพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการดูแลในระดับ High-Maintenance ที่ต้องอาศัยทั้งวินัย งบประมาณ และเทคนิคเฉพาะทางจากมือโปร

  • ทำ Toning ทุก 2 สัปดาห์

หนึ่งในขั้นตอนสำคัญคือการทำ Toning หรือการปรับโทนสีผมเป็นประจำทุกประมาณ 2 สัปดาห์ เพราะผมที่ผ่านการฟอกมักจะเกิดอาการ “เหลือง” หรือที่เรียกว่า Yellowing ได้ง่ายจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการสระผม น้ำแร่ในน้ำประปา ความร้อนจากอุปกรณ์จัดแต่งทรงผม รวมถึงการสัมผัสแสงแดดและมลภาวะในชีวิตประจำวัน การทำโทนนิ่งจึงเปรียบเสมือนการรีเฟรชสีผมให้กลับมามีประกายขาวนวลอีกครั้ง ช่วยหักล้างโทนเหลืองหรือส้มที่อาจค่อยๆ ปรากฏขึ้นหลังการฟอก ทำให้สีบลอนด์ยังดูสะอาด คมชัด และสวยสม่ำเสมอเหมือนเพิ่งทำสีมาใหม่

  • เติมโคนทุก 2-4 สัปดาห์

ในขณะเดียวกัน การดูแล “โคนผม” ก็เป็นอีกขั้นตอนที่ไม่ควรละเลย ผู้ที่ทำผมสีพลาตินัมมักต้อง เติมโคนผมทุกประมาณ 2-4 สัปดาห์ เพราะเมื่อผมจริงเริ่มงอกขึ้นมา โคนสีดำที่ตัดกับปลายสีบลอนด์จะเห็นชัดมาก หากปล่อยให้โคนยาวเกินไป การฟอกครั้งถัดไปจะยิ่งทำได้ยากขึ้น เนื่องจากเส้นผมแต่ละช่วงจะได้รับสารเคมีไม่เท่ากัน ส่งผลให้สีผมเกิดปัญหาที่ช่างผมเรียกว่า “Banding” หรือการด่างเป็นแถบ ซึ่งทำให้สีบลอนด์ดูไม่สม่ำเสมอและแก้ไขได้ยาก

  •  สระผมด้วยแชมพูม่วง/น้ำเงิน

หนึ่งในไอเทมที่คนทำผมบลอนด์แทบทุกคนต้องมีติดห้องน้ำไว้เสมอคือ Purple Shampoo หรือ Blue Shampoo ซึ่งถือเป็นตัวช่วยสำคัญในการควบคุมโทนสีของผมฟอก แชมพูม่วงจะทำงานตามหลักของวงล้อสี (Color Wheel) โดยใช้เม็ดสีม่วงเข้ามาหักล้างโทนเหลือง ขณะที่แชมพูน้ำเงินจะช่วยตัดโทนส้มที่อาจปรากฏขึ้นหลังจากสีเริ่มเฟด การใช้แชมพูประเภทนี้เป็นประจำจึงช่วยให้สีผมยังคงดูขาวนวล สะอาด และมีประกายอยู่เสมอ เหมือนเพิ่งออกจากซาลอนใหม่ๆ เทคนิคที่มือโปรมักแนะนำคือใช้สัปดาห์ละ 1–2 ครั้งแทนแชมพูปกติ และปล่อยทิ้งไว้บนเส้นผมประมาณ 3–5 นาที เพื่อให้เม็ดสีทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

  • เลือกใช้แชมพูสูตร Sulfate-free

นอกจากการเลือกแชมพูที่ช่วยปรับโทนสีแล้ว อีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการเลือกสูตร Sulfate-free หรือแชมพูที่ปราศจากสารซัลเฟต เพราะซัลเฟตเป็นสารทำความสะอาดที่ให้ฟองเยอะก็จริง แต่ก็มีฤทธิ์ค่อนข้างแรงและสามารถชะล้างเม็ดสีผมออกไปได้รวดเร็ว ทำให้สีบลอนด์ซีดจางเร็วกว่าปกติ อีกทั้งยังอาจทำให้เส้นผมที่ผ่านการฟอกอยู่แล้วแห้งกร้านและเปราะบางมากขึ้น การใช้แชมพูสูตรอ่อนโยนจึงช่วยรักษาทั้งสีผมและสุขภาพของเส้นผมไปพร้อมกัน ทำให้ผมบลอนด์ยังดูนุ่มลื่น มีความเงา และไม่เสียสมดุลความชุ่มชื้นของเส้นผมในระยะยาว

  •  ขั้นตอนฟื้นฟูโครงสร้างผม

การฟอกผมในระดับสว่างมากจะทำให้พันธะภายในเส้นผมถูกทำลาย ส่งผลให้เส้นผมมีภาวะ High Porosity หรือความพรุนสูง ทำให้ผมดูดซับความชื้นได้เร็วแต่ก็สูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่าย จึงมักแห้ง ฟู เปราะ และขาดง่าย การบำรุงจึงควรเน้นผลิตภัณฑ์กลุ่ม Bond Repair ที่ช่วยเชื่อมโครงสร้างผมที่เสียหายจากการฟอกหรือการทำเคมี เช่นผลิตภัณฑ์จาก Olaplex ซึ่งได้รับความนิยมในซาลอนมืออาชีพ เพราะช่วยฟื้นฟูพันธะผม ทำให้เส้นผมกลับมามีความยืดหยุ่นและลดการเปราะขาดได้ดี

นอกจากนี้ยังควรทำ Deep Conditioning หรือหมักผมด้วยทรีตเมนต์เข้มข้นสัปดาห์ละประมาณ 1 ครั้ง เพื่อเติมความชุ่มชื้นและโปรตีนที่เส้นผมสูญเสียไป การบำรุงอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้เกล็ดผมเรียบขึ้น ลดความแห้งฟู และทำให้ผมฟอกยังคงดูนุ่มลื่น เงางาม และสุขภาพดีมากขึ้น

ภาพปก & ภาพประกอบ : IG : @roses_are_rosie