เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางคนใช้แฮร์มาส์กแล้วผมนุ่มลื่นทันที ขณะที่บางคนบำรุงเท่าไรก็ยังรู้สึกว่าผมแห้ง หรือทำไมเส้นผมบางประเภทถึงเปียกช้าแต่กลับใช้เวลานานกว่าจะแห้ง ปัจจัยหนึ่งที่อาจเกี่ยวข้องคือ Hair Porosity หรือระดับความพรุนของเส้นผม ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่ควรรู้ก่อนเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผมให้เหมาะกับตัวเอง โว้กบิวตี้พามาไขข้อสงสัยว่าสิ่งนี้ส่งผลต่อการดูแลเส้นผมอย่างไร
Hair Porosity คืออะไร?
‘Hair Porosity’ คือความสามารถของเส้นผมในการรับและกักเก็บน้ำหรือความชุ่มชื้น โดยเกี่ยวข้องกับโครงสร้างชั้นนอกของเส้นผมที่เรียกว่า ‘Cuticle’ ซึ่งประกอบด้วยเกล็ดผมขนาดเล็กเรียงซ้อนกันเพื่อช่วยปกป้องโครงสร้างด้านใน
โดยทั่วไป Hair Porosity แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ Low Porosity, Medium Porosity และ High Porosity แต่ละระดับมีลักษณะการรับความชื้นและการตอบสนองต่อผลิตภัณฑ์แตกต่างกัน การทำความเข้าใจลักษณะเหล่านี้จึงช่วยให้เลือกวิธีดูแลเส้นผมได้เหมาะสมขึ้น อย่างไรก็ตาม ความพรุนของเส้นผมไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่กำหนดสุขภาพผม เพราะยังขึ้นอยู่กับความหนาของเส้นผม ลักษณะผมหยิกหรือผมตรง และความเสียหายจากการทำเคมีหรือความร้อนด้วย

ภาพ: Magnific
1. Low Porosity - ผมพรุนต่ำ
เส้นผมที่มีความพรุนต่ำมักมีเกล็ดผมเรียงตัวค่อนข้างแน่น ทำให้น้ำและผลิตภัณฑ์บางชนิดซึมเข้าสู่เส้นผมได้ช้ากว่าเส้นผมที่มีความพรุนสูง จึงอาจรู้สึกว่าผมเปียกช้า ใช้เวลานานกว่าจะชุ่มน้ำ หรือมีผลิตภัณฑ์สะสมจนผมดูลีบและหนักได้ง่าย วิธีดูแลคือเลือกผลิตภัณฑ์เนื้อบางเบาที่ไม่ทิ้งความรู้สึกหนักบนเส้นผม เช่น ครีมนวดที่ล้างออกง่ายหรือ Leave-in Conditioner ในปริมาณพอเหมาะ หากต้องการใช้แฮร์มาส์ก ควรใช้ตามคำแนะนำบนฉลากและล้างออกให้ทั่วถึง ไม่จำเป็นต้องใช้ความร้อนสูงเพื่อเปิดเกล็ดผม เพราะอาจทำให้เส้นผมเสียหายได้
2. Medium Porosity - ผมพรุนปานกลาง
เส้นผมที่มีความพรุนปานกลางมักรับน้ำและผลิตภัณฑ์ได้ค่อนข้างสมดุล จึงอาจจัดทรงง่ายและไม่สูญเสียความชุ่มชื้นเร็วเกินไปเมื่อเทียบกับเส้นผมที่มีความพรุนสูง อย่างไรก็ตาม ลักษณะเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าผมจะสุขภาพดีเสมอไป เพราะเส้นผมยังอาจแห้งเสียจากการทำสี การดัด หรือการใช้ความร้อนได้ เราสามารถเลือกใช้แชมพูและครีมนวดให้เหมาะกับสภาพหนังศีรษะและเส้นผม รวมถึงเพิ่มทรีตเมนต์ตามความจำเป็น หากผมเริ่มแห้งหรือชี้ฟู ควรเพิ่มการบำรุง แต่ถ้าผมลีบหรือมีผลิตภัณฑ์สะสมง่าย ก็อาจลดการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อหนักลงได้
3. High Porosity - ผมพรุนสูง
เส้นผมที่มีความพรุนสูงมักรับน้ำได้ง่าย แต่ก็อาจสูญเสียความชุ่มชื้นได้รวดเร็วเช่นกัน โดยเฉพาะเส้นผมที่ผ่านการฟอกสี ทำสี ดัด ยืด หรือสัมผัสความร้อนเป็นประจำ เกล็ดผมที่เสียหายอาจทำให้เส้นผมดูแห้ง หยาบ ชี้ฟู และขาดง่ายขึ้น แนะนำให้เน้นการบำรุงที่ช่วยให้เส้นผมนุ่มลื่นและลดการเสียดสี เช่น ครีมนวด แฮร์มาส์ก หรือ Leave-in Conditioner ที่เหมาะกับสภาพผม อาจใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมช่วยเคลือบเส้นผมเพื่อลดการสูญเสียความชุ่มชื้นและช่วยให้จัดทรงง่ายขึ้น ควบคู่กับการลดการใช้ความร้อนและปกป้องเส้นผมก่อนเป่าไดร์หรือจัดแต่งทรง

ภาพ: Magnific
จะรู้ได้อย่างไรว่าเส้นผมของเราอยู่ในระดับไหน?
การประเมิน Hair Porosity สามารถเริ่มต้นจากการสังเกตพฤติกรรมของเส้นผมในชีวิตประจำวันได้ แต่ไม่ควรใช้ลักษณะใดลักษณะหนึ่งตัดสินเพียงอย่างเดียว เพราะความหนาของเส้นผม ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ และสภาพเส้นผมที่ผ่านการทำเคมีอาจส่งผลต่อสิ่งที่สังเกตเห็นได้เช่นกัน
- สังเกตตอนสระผม: ผมเปียกช้าและน้ำกระจายบนเส้นผมได้ยาก อาจเป็นลักษณะที่พบในผมพรุนต่ำ ส่วนผมที่เปียกง่ายและแห้งเร็วอาจมีความพรุนสูง แต่ไม่ใช่ข้อสรุปที่แน่นอน
- สังเกตหลังสระ: หากผมแห้งแล้วชี้ฟู หยาบ หรือพันกันง่าย อาจบ่งบอกถึงความเสียหายของเส้นผมและการสูญเสียความชุ่มชื้น แต่ไม่ได้ยืนยันระดับความพรุนโดยตรง
- สังเกตการตอบสนองต่อผลิตภัณฑ์: หากผลิตภัณฑ์เนื้อหนักทำให้ผมลีบหรือจับตัวเป็นช่อ อาจต้องปรับปริมาณหรือเปลี่ยนสูตรให้เหมาะสม แต่ไม่ควรใช้เรื่องนี้เป็นเกณฑ์ตัดสิน Hair Porosity เพียงอย่างเดียว
สำหรับการทดสอบที่มักพูดถึงกันอย่างการนำเส้นผมใส่แก้วน้ำแล้วดูว่าลอยหรือจม วิธีนี้ยังไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือเพียงพอว่าจะใช้จำแนกระดับความพรุนของเส้นผมได้อย่างแม่นยำ จึงควรใช้การสังเกตหลายด้านประกอบกันมากกว่า
เลือกผลิตภัณฑ์อย่างไรให้เหมาะกับ Hair Porosity?
แม้การรู้ระดับความพรุนของเส้นผมจะช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมของผมได้มากขึ้น แต่การเลือกผลิตภัณฑ์ไม่จำเป็นต้องยึดตามระดับ Porosity เพียงอย่างเดียว ควรพิจารณาสภาพหนังศีรษะ ความหนาของเส้นผม ปัญหาที่ต้องการแก้ไข และกิจวัตรการดูแลผมร่วมด้วย หากมีหนังศีรษะมันแต่ปลายผมแห้ง อาจเลือกแชมพูที่ทำความสะอาดได้เหมาะสมกับหนังศีรษะและใช้ครีมนวดเฉพาะช่วงกลางถึงปลายผม ส่วนคนที่ผ่านการฟอกสีหรือทำเคมีบ่อย อาจต้องให้ความสำคัญกับการลดความเสียหายและการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงที่ช่วยให้ผมจัดทรงง่ายขึ้น อีกสิ่งที่ควรจำไว้คือ เส้นผมไม่สามารถฟื้นฟูตัวเองได้เหมือนผิวหนัง เพราะส่วนของเส้นผมที่พ้นออกมาจากหนังศีรษะประกอบด้วยเซลล์ที่ไม่มีชีวิต ผลิตภัณฑ์บำรุงจึงช่วยปรับสภาพผิวสัมผัส ลดการเสียดสี และปกป้องเส้นผมจากความเสียหายเพิ่มเติมได้ แต่ไม่สามารถทำให้เส้นผมที่เสียหายกลับมาเหมือนเส้นผมใหม่ได้ทั้งหมด





