ผิวที่แข็งแรงไม่ได้หมายถึงผิวที่ไม่มีปัญหาเลย แต่คือผิวที่สามารถรักษาความชุ่มชื้นและปกป้องตัวเองจากปัจจัยภายนอกได้ดี โดยหนึ่งในส่วนผสมที่มักถูกพูดถึงเมื่อเรื่องของ Skin Barrier คือ เซราไมด์ (Ceramide) ไขมันชนิดหนึ่งที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของเกราะป้องกันผิว ช่วยลดการสูญเสียน้ำและเสริมความแข็งแรงให้ผิวที่แห้งหรืออ่อนแอ ใครที่กำลังมองหามอยส์เจอไรเซอร์สำหรับเติมความชุ่มชื้นพร้อมดูแลเกราะป้องกันผิวไปพร้อมกัน ลองตามไปดู 6 มอยส์เจอไรเซอร์เซราไมด์ ที่น่าสนใจกัน
1 / 6
The Ceramide Skin Barrier Moisturizer (ราคา 850 บาท) จาก COSRX
มอยส์เจอไรเซอร์ที่โฟกัสเรื่องการเสริมความแข็งแรงของเกราะป้องกันผิว โดยมี Ceramide NP เป็นหนึ่งในส่วนผสมหลัก พร้อมด้วยแพนทีนอลและคอเรสเตอรอล ซึ่งเป็นกลุ่มส่วนประกอบที่พบได้ในโครงสร้างของเกราะป้องกันผิว สูตรถูกออกแบบมาให้ช่วยเติมความชุ่มชื้นและลดความรู้สึกแห้งตึง ขณะที่เนื้อครีมมีความเข้มข้นแต่เกลี่ยได้ง่าย เหมาะกับคนที่รู้สึกว่าผิวแห้งหรือผิวอ่อนแอจากการใช้สกินแคร์หลายขั้นตอน อีกจุดที่น่าสนใจคือสูตรมีกรดไฮยาลูรอนิกเข้ามาช่วยกักเก็บน้ำในผิว จึงเป็นตัวเลือกสำหรับวันที่ต้องการทั้งความชุ่มชื้นและการดูแลโครงสร้างผิวในกระปุกเดียว
2 / 6
345 Relief Cream (ราคา 799 บาท) จาก Dr. Althea
ครีมที่เน้นการดูแลผิวที่มีแนวโน้มเกิดสิวง่ายและต้องการความสบายผิวไปพร้อมกัน โดยชื่อ ‘345’ มาจากแนวคิดของการดูแลปัญหาผิวหลักๆ อย่าง รอยสิว ผิวที่ไม่เรียบเนียน และความชุ่มชื้น สูตรมีไนอาซินาไมด์, แพนทีนอล และเซราไมด์ เป็นส่วนประกอบสำคัญ ช่วยดูแลทั้งความชุ่มชื้นและเกราะป้องกันผิว เนื้อครีมมีความนุ่มและค่อนข้างเบาเมื่อเทียบกับมอยส์เจอไรเซอร์สาย Barrier ที่มักให้สัมผัสหนัก จึงเหมาะสำหรับใช้ในรูทีนที่มีแอกทีฟหลายตัว หรือคนที่ต้องการครีมบำรุงที่ไม่รู้สึกเคลือบผิวจนเกินไป และยังสามารถใช้ได้กับผิวที่มีแนวโน้มเป็นสิวง่าย
3 / 6
CalmMEA 1.5 Soothing Cream (ราคา 699 บาท) จาก Dr.PONG
จุดเด่นจะอยู่ที่แนวคิดการดูแลผิวที่มีอาการระคายเคืองหรือไวต่อปัจจัยกระตุ้น โดยสูตรให้ความสำคัญกับการ ปลอบประโลมผิวและฟื้นความสมดุลของเกราะป้องกันผิวมากกว่าการเน้นความเข้มข้นแบบครีมสำหรับผิวแห้งจัด สูตรนี้มีเซราไมด์ทำงานร่วมกับส่วนผสมที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและลดความรู้สึกไม่สบายผิว จึงเหมาะกับช่วงที่ผิวรู้สึกแห้ง ตึง แสบ เนื้อครีมสามารถใช้เป็นขั้นตอนปิดท้ายรูทีนเพื่อช่วยลดการสูญเสียความชุ่มชื้น และเหมาะกับคนที่ต้องการให้สกินแคร์เน้นความเรียบง่ายและการประคองผิวมากขึ้น
4 / 6
Green Tea Ceramide Cream (ราคา 890 บาท) จาก INNISFREE
ความโดดเด่นคือการนำชาเขียวซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์มาทำงานร่วมกับเซราไมด์ในครีมบำรุงผิว สูตรจึงไม่ได้โฟกัสเฉพาะเรื่อง Barrier แต่ยังให้ความสำคัญกับการเติมน้ำและดูแลผิวให้รู้สึกสดชื่นขึ้นด้วย ส่วนผสมอย่างสารสกัดจากชาเขียว ช่วยดูแลผิวในด้านการต้านอนุมูลอิสระ ขณะที่เซราไมด์ช่วยเสริมการทำงานของเกราะป้องกันผิว ทำให้สูตรนี้เหมาะกับคนที่ต้องการมอยส์เจอไรเซอร์สำหรับใช้เป็นประจำ โดยเฉพาะผิวที่รู้สึกแห้งขาดน้ำหรือเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นง่าย
5 / 6
5X Ceramide Barrier Repair Moisture Gel (ราคา 709 บาท) จาก SKINTIFIC
มอยส์เจอไรเซอร์อีกหนึ่งตัวที่โดดเด่นด้วยการใช้ 5 ชนิดของเซราไมด์เพื่อดูแลเกราะป้องกันผิวในหลายมิติ พร้อมเทคโนโลยี Mafura Butter และกรดไฮยาลูรอนิกที่เข้ามาช่วยเรื่องความชุ่มชื้น ด้วยความที่เป็นเนื้อเจล จึงเหมาะกับคนที่อยากได้ความชุ่มชื้นแต่ไม่ชอบครีมที่หนักหรือเหนอะหนะบนใบหน้า สามารถใช้ได้ทั้งช่วงเช้าและก่อนนอน โดยเฉพาะคนที่มีผิวผสมหรือผิวมันที่ยังต้องการดูแลเกราะป้องกันผิว แต่กังวลว่ามอยส์เจอไรเซอร์เนื้อเข้มข้นจะทำให้รู้สึกหนักผิว
6 / 6
SOLID-IN Ceramide Cream (ราคา 890 บาท) จาก Torriden
มอยส์เจอไรเซอร์ที่มาในคอนเซปต์ที่เน้นการเติมเต็มความชุ่มชื้นและดูแลเกราะป้องกันผิว โดยมี Ceramide NP เป็นส่วนสำคัญของสูตร พร้อมด้วย 5D Hyaluronic Acid ที่ช่วยเติมน้ำให้ผิวในหลายระดับ เนื้อครีมมีความเข้มข้นและให้สัมผัสเคลือบผิวมากกว่ากลุ่มเจล เหมาะกับคนที่มีผิวแห้งหรือรู้สึกว่ามอยส์เจอไรเซอร์ทั่วไปเอาไม่อยู่ โดยเฉพาะในช่วงที่ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นจนรู้สึกตึงหรือเป็นขุย การทาในขั้นตอนสุดท้ายของสกินแคร์รูทีน จะช่วยล็อกความชุ่มชื้นไว้กับผิวได้นานขึ้น และเหมาะกับการใช้เป็นไนท์ครีมในวันที่ต้องการการบำรุงแบบเต็มที่





