ผมบางกลางหัว

HAIR

อายุยังไม่มากแต่ผมบางตรงกลางหัว แก้ปัญหานี้ยังไงดี?

หนึ่งในปัญหาที่สร้างความไม่มั่นใจให้กับผู้หญิงที่อายุยังน้อย

15 กรกฎาคม 2568

          ผมบางบริเวณกลางศีรษะ หรือที่เรียกว่า ‘ผมบางกลางหัว’ ไม่ใช่เรื่องของวัยเสมอไป หลายคนอายุยังไม่ถึง 30 ก็เริ่มสังเกตว่าผมแสกเริ่มกว้างหรือเริ่มเห็นผิวหนังศีรษะมากขึ้น โดยเฉพาะเวลาส่องกระจกภายใต้แสงไฟหรือแดดแรงๆ ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะส่งผลต่อความมั่นใจในชีวิตประจำวันได้มาก โว้กพามาดูสาเหตุและวิธีการฟื้นฟูอย่างตรงจุดสำหรับคนที่กำลังเผชิญกับผมบางกลางหัวในวัยที่ยังไม่ควรเจอ!

 

  • ทำไมถึงผมบางตรงกลางหัวทั้งที่ยังอายุน้อย?

1. กรรมพันธุ์

แม้อายุยังน้อย แต่ถ้าหากคนในครอบครัวมีประวัติผมบางก็มีโอกาสเริ่มต้นเร็วขึ้น เช่น ภาวะ Androgenetic Alopecia ที่ถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะผมบางหรือหัวล้านตรงกลางหัวได้มากกว่าคนอื่น

2. ฮอร์โมนและความเครียด

การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนหรือความเครียดสะสมจะกระตุ้นให้ผมเข้าสู่ ระยะหลุดร่วงมากกว่าปกติ เช่น นอนน้อย ทำงานหนัก หรือมีภาวะซึมเศร้า นอกจากนี้ในช่วงที่ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น การตั้งครรภ์ การเข้าสู่วัยทอง หรือการใช้ยาคุมกำเนิด ซึ่งอาจทำให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง จนส่งผลกระทบต่อรากผมและการงอกใหม่ของเส้นผม และเป็นสาเหตุทำให้เส้นผมหลุดร่วงได้

3. พฤติกรรมการดูแลผมที่ผิด

การใช้แชมพูแรงเกินไปหรือการถูกทำร้ายโดยสารเคมี เพราะการใช้ผลิตภัณฑ์เส้นผมที่มีสารเคมีแรงเกินไป ทำให้เกิดการระคายเคืองบริเวณหนังศีรษะ จนเป็นสาเหตุให้รากผมอ่อนแอ หลุดร่วงง่าย และผมงอกใหม่ไม่แข็งแรง

4. ขาดสารอาหาร

การขาดธาตุเหล็ก, สังกะสี, โปรตีน หรือไบโอติน โดยเฉพาะในคนที่กินอาหารไม่หลากหลาย กินคลีนจัด หรือลดน้ำหนักเร็ว ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ผมบางเร็ว เพราะสารอาหารเหล่านี้มีผลต่อการสร้างและเพิ่มความแข็งแรงให้กับเซลล์เส้นผม

Article

ภาพ: Freepik

  • วิธีแก้ปัญหาผมบางกลางหัวอย่างตรงจุด

1. เปลี่ยนแชมพูและผลิตภัณฑ์ดูแลหนังศีรษะ

เลือกแชมพูสูตรอ่อนโยน ปราศจากซิลิโคน พาราเบน และซัลเฟต เน้นฟื้นฟูรากผมและไม่อุดตันหนังศีรษะ เช่น แชมพูที่มีสารสกัดจากโสม คาเฟอีน ไบโอติน หรือสารกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต นอกจากนี้แนะนำให้ใช้สครับหนังศีรษะสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อช่วยขจัดเซลล์เสื่อมสภาพ เปิดรูขุมขน และกระตุ้นการงอกของผมใหม่

2. ใช้น้ำมันบำรุงหรือโทนิกเฉพาะจุด

น้ำมันธรรมชาติอย่าง น้ำมันโรสแมรี่, น้ำมันมะพร้าว, น้ำมันโจโจ้บา มีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบและกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตบริเวณรากผม หากใช้ต่อเนื่องร่วมกับการนวดเบาๆ วันละ 5-10 นาที จะช่วยให้รากผมแข็งแรงและมีการงอกใหม่เร็วขึ้น นอกจากนี้ โทนิกผมที่มีสาร Minoxidil ยังเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้รับการยอมรับในวงการแพทย์

3. ฟื้นฟูจากภายในด้วยการปรับอาหาร

การกินอาหารที่ดีมีผลต่อวงจรเส้นผมอย่างมาก เช่น โปรตีนคุณภาพดีที่ได้จากเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ ถั่วเหลือง, วิตามิน B7 หรือไบโอตินจากอะโวคาโด กล้วย ไข่แดง รวมถึงธาตุเหล็กและสังกะสีของตับ เนื้อแดง เมล็ดฟักทอง งาดำ นอกจากนี้หากอาหารไม่เพียงพอ อาจเสริมด้วยวิตามินรวมสำหรับผมโดยเฉพาะ (Hair Supplement) เพื่อเติมสารอาหารเพิ่มเติมที่อาจจะขาดจากการรับประทานอาหารในแต่ละวัน

Article

Ultiboost Hair Skin Nails+ (ราคา 820 บาท) จาก Swisse

4. พบแพทย์เพื่อรักษาด้วยวิธีการเฉพาะทาง

การพบแพทย์ไม่ใช่เป็นเพียงการการปลูกผมถาวร, การทำหัตถการต่างๆ อย่างการฉีดบำรุงเส้นผม PRP, นวัตกรรมฉีดเซลล์บำบัดรักษาผมร่วง (Cell Plus Therapy) หรือฉายเลเซอร์บำรุงผม (LLLT) เท่านั้น ยังเป็นการปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะในบางกลุ่มที่เสี่ยงต่อโรคผมร่วงจากภูมิคุ้มกันทำลายตัวเองหรือโรคหนังศีรษะอักเสบนั่นเอง

5. ลดความเครียดและปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์

ร่างกายจะฟื้นฟูเซลล์ได้ดีที่สุดในช่วงนอนหลับลึก หากพักผ่อนไม่พอ รากผมจะไม่แข็งแรงและหลุดร่วงง่าย อีกทั้งฮอร์โมนคอร์ติซอลจากความเครียดยังไปรบกวนระบบฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของเส้นผมโดยตรง ลองฝึกทำสมาธิ, เล่นโยคะ, ออกกำลังกายเบาๆ หรือเข้านอนให้เร็วขึ้น เพื่อให้ร่างกายมีโอกาสฟื้นฟูตัวเองจากภายใน นอกจากนี้ลองปรับทรงผมเพื่อช่วยพราง เช่น เปลี่ยนแสกผม ไม่แสกตรงเดิมทุกวัน ใช้เส้นผมด้านข้างเสริมวอลลุ่ม หรือเล็มผมให้ดูพองขึ้น รวมถึงหลีกเลี่ยงการมัดผมแน่น หรือการใช้ความร้อนเกินจำเป็น

ภาพ : Freepik / Courtesy of brands