เมื่อฝุ่น PM2.5 ครองเมืองแบบยังไม่มีทีท่าจะลดลง ทางออกสำหรับการปกป้องตัวเองและคนที่เรารักที่ทำได้ในเวลานี้คือการหาตัวช่วยอย่างเครื่องฟอกอากาศที่เดิมทีเป็นอุปกรณ์ที่แสนจะห่างไกลตัว ตอนนี้กลายเป็นอีกหนึ่งของใช้จำเป็นที่มีทุกบ้าน แต่ในเวลานี้ยังมีเครื่องฟอกอากาศตัวไหนที่น่าสนใจสำหรับรับมือปัญหาฝุ่น PM2.5 บ้าง มาดูกัน
แนะนำ 5 เครื่องฟอกอากาศจัดการฝุ่น PM2.5
1 / 5
1. X3 Pro (22,000 บาท) จาก Airdog
จุดเด่น: ไส้กรองฟิลเตอร์ถอดล้างได้ กรองได้ทั้งฝุ่น PM2.5 และกลิ่นไม่พึงประสงค์ในห้อง รวมถึงฆ่าไวรัสได้ 99.99%
เหมาะกับพื้นที่ขนาด: ไม่เกิน 30 ตร.ม.
เครื่องฟอกอากาศแบบ TPA (Two Pole Active) ที่คอยปล่อยประจุบวกและลบ มีฟิลเตอร์ 4 ชั้น (ชั้นคาร์บอนดูดซับสารเคมี ชั้นเก็บฝุ่น ชั้นม่านไฟฟ้า และชั้นพรีฟิลเตอร์) ที่ช่วยกรองฝุ่น PM2.5 ได้สบายๆ สามารถถอดฟิลเตอร์ทั้ง 4 ชั้นออกมาล้างได้โดยไม่ต้องซื้อเปลี่ยนใหม่เหมือนเครื่องฟอกอากาศแบบ HEPA ที่สำคัญคือสามารถฆ่าเชื้อโรคได้ทั้ง H3N2, Influenza Virus, สารก่อภูมิแพ้ แบคทีเรียชนิดต่างๆ และเชื้อ SARS-Cov2
2 / 5
2. Pure A9 (22,990 บาท) จาก Electrolux
จุดเด่น: เสียงการทำงานเบาไม่รบกวน กรองอากาศและฆ่าเชื้อโรคได้ มีระบบตรวจวัดอากาศภายในห้องต่อเนื่องและทำให้อากาศสะอาดทุกมุม
เหมาะกับพื้นที่ขนาด: ไม่เกิน 60 ตร.ม.
เครื่องฟอกอากาศที่มาพร้อมเซ็นเซอร์ตรวจวัดสถานะสภาพอากาศและอุณหภูมิ มีระดับความแรงของพัดลมถึง 9 ระดับ ตัวเครื่องมีระบบ AirSurround ช่วยทำให้อากาศที่ถูกกรองหมุนเวียนอยู่ภายในห้องและเข้าถึงทั่วทุกมุมห้อง รวมถึงระบบ PureSense ที่คอยเช็คและกรองอากาศอยู่เสมอ ชั้นกรองของเครื่องฟอกอากาศรุ่นนี้มี 5 ขั้นตอนการกรอง ช่วยขจัดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส H1N1² และ SARS-CoV-2 ที่สำคัญยังกรองอนุภาคขนาดเล็กได้ถึง 0.003 ไมครอน รวมถึงฝุ่น PM2.5 ได้อีกด้วย
3 / 5
3.Air Purifier Purifina P201 (4,590 บาท) จาก Mex
จุดเด่น: มีระบบเปิด-ปิดเครื่องอัตโนมัติ มีไฟสัญญาณเตือนเมื่อถึงเวลาเปลี่ยนไส้กรอง
เหมาะกับพื้นที่ขนาด: ไม่เกิน 24 ตร.ม.
เครื่องฟอกอากาศที่มีระบบกรองหลายชั้นคอยดักจับตั้งแต่ฝุ่นชิ้นใหญ่อย่างเส้นผม ขนสัตว์ ฝุ่น PM2.5 ไปจน ฝุ่นขนาดเล็กละเอียดสูงสุดถึง 0.3 ไมครอน รวมถึงกลื่นและสารเคมีบางชนิด พร้อมกับปล่อยไอออนประจุลบช่วยลดแบคทีเรียและกลิ่นไม่พึงประสงค์ ตัวเครื่องมีจุดแสดงสถานะอากาศภายในห้อง พร้อมมีระบบเปิด-ปิดอัตโนมัติตามการตั้งค่า และ Sleep Mode สำหรับลดเสียงรบกวนให้เหมาะกับการเข้านอน
4 / 5
4. 1000i (9,990 บาท) จาก Philips
จุดเด่น: ฟอกอากาศภายใน 10 นาที แผ่นกรองใช้งานได้นาน มีเซ็นเซอร์ตรวจจับมลพิษที่เป็นอันตราย 1,000 ครั้งต่อวินาที
เหมาะกับพื้นที่ขนาด: ไม่เกิน 78 ตร.ม.
เครื่องฟอกอากาศแบบ HEPA ที่ช่วยลดฝุ่น PM2.5 ได้อย่างตรงจุด โดยใช้เวลาเพียง 10 นาทีในการฟอกอากาศภายในพื้นที่ 20 ตร.ม. แผ่นกรองรุ่นนี้ใช้เป็น Philips NanoProtect HEPA ที่มีอายุการใช้งานทนทาน มีเทคโนโลยี VitaShield ช่วยดักจับฝุ่นละอองตามอากาศ และอนุภาคที่มีขนาดเล็กกว่าไวรัสโคโรน่า (Covid-19) ที่เล็กที่สุดเท่าที่เคยเจอมา ตัวเครื่องมีจอแสดงผลดิจิทัลที่สามารถเช็คระยะเวลาใช้งานของแผ่นกรอง แสดงค่าฝุ่น PM2.5 ภายในห้อง ตัวเครื่องใช้พลังงานเพียง 27 วัตต์ทำให้ประหยัดพลังงาน สามารถควบ
5 / 5
5. HushJet™ Purifier Compact HJ10 (19,900 บาท) จาก Dyson
จุดเด่น: ขนาดกระทัดรัด เสียงของการทำงานเบาแบบไม่ลดประสิทธิภาพการกรองอากาศ มีระบบอัจฉริยะฟอกอากาศเมื่อจำเป็นเพื่อลดการใช้พลังงาน
เหมาะกับพื้นที่ขนาด: ไม่เกิน 100 ตร.ม.
เครื่องฟอกอากาศขนาดเล็กแต่ทรงพลังในการฟอกอากาศ ดีไซน์หัวปล่อยลมแบบ HushJet ช่วยกระจายลมสะอาดในแนวตั้งทั่วห้อง รุ่นนี้ใช้ไส้กรองที่ช่วยดักจับอนุภาคเล็กถึง 0.3 ไมครอน มีคาร์บอนช่วยจัดการกลิ่นก๊าซ รวมถึงดักจับก๊าซอย่าง NO₂ ฟอร์มาลดีไฮด์ และเบนซิน อายุการใช้งานไส้กรองยาวนานถึง 5 ปีทำให้ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ มีเซนเซอร์ตรวจเช็คอากาศภายในห้องพร้อมกับปริมาณฝุ่น PM2.5 และจะปรับการทำงานเท่าที่จำเป็นเพื่อให้ได้อากาศสะอาดแบบไม่ต้องกินพลังงานมาก

