Vogue Thailand

LIFESTYLE

วอร์มคอก่อนแข่ง! ย้อนดูเพลงฟุตบอลโลกแต่ละปี พร้อมวิเคราะห์เหตุผลที่งานกีฬาต้องมีเพลงประกอบ

ถอดรหัสเพลงบอลโลกแต่ละปีก่อนเกมปีนี้จะเริ่มกัน

29 พฤษภาคม 2569

Tsamina mina, eh, eh

Waka waka, eh, eh

Tsamina mina zangalewa

This time for Africa

มีใครอ่านเนื้อเพลงข้างต้นเป็นจังหวะบ้าง ยกมือขึ้น?

เชื่อว่าตอนนี้ผู้อ่านหลายๆ คนน่าจะกำลังตั้งตารอการมาถึงของฟุตบอลโลกที่จะจัดขึ้นในวันที่ 12 มิถุนายน ณ 3 ประเทศหลัก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนนาดา และเม็กซิโก ซึ่งเป็นเจ้าภาพ่วมกันใจจะขาดแล้วอยู่แน่ๆ เพราะมันเท่ากับว่าบรรยากาศความสนุก เสียงเชียร์ คราบน้ำตา ความดีใจ และอีกร้อยพันอารมณ์มันกำลังจะวนกลับมาอีกครั้ง

นอกจากการได้เชียร์ทีมที่ชอบ การได้จดจ่ออยู่ที่หน้าทีวี และการได้ลุ้นจนนั่งไม่ติดเก้าอี้จะเป็นหัวใจหลักของการแข่งขันฟุตบอลโลกแล้ว อีกสิ่งหนึ่งสีสันที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ เพลงฟุตบอลโลกซึ่งเรียกได้ว่าเป็นไฮไลต์ก่อนเปิดเกมที่คนตั้งตารอเลยก็ว่าได้ อาจเพราะความเร้าใจ เสียงร้อง และท่วงทำนองที่ฟังยังไงก็ติดหูและก็ทำให้การดูแต่ละแมตช์สนุกขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ 

แม้ความสนุกและความไพเราะจะป็นหัวใจหลักของเพลงฟุตบอลโลกแต่นั่นก็ไม่ใช่เครื่องการันตีว่าทุกเพลงจะซื้อใจคอบอลไปได้อย่างที่หวังไว้ เพราะในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาทาง FIFA ได้มีการปล่อยแพลงแรกอย่าง Lighter จากนักร้อง pop-country ชื่อดังชาวอเมริกันอย่าง Jelly Roll และศิลปินชาวเม็กซิกันอย่าง Carín León ออกมา แต่กระแสดันตีกลับอย่างไม่มีชิ้นดี บางความเห็นก็มองว่าเพลงดูซอฟต์ไป บางความเห็นก็มองว่าเพลงดูไม่เข้ากับฟุตบอลโลกเลยสักนิด ซึ่งตรงนี้ผู้เขียนมองว่าแล้วแต่วิจารญาณและรสนิยมของแต่ละคนว่าจะมองอย่างไร แต่ที่แน่ๆ คือความเห็นส่วนมากยังไม่ให้เพลงนี้สอบผ่านในฐานะ World Cup Anthem  

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรื่องดราม่าบนหน้าประวัติศาสตร์เพลงฟุตบอลโลกที่มีมาอย่างยาวนานเท่านั้น เพราะหากย้อนกลับไปตั้งแต่ครั้งแรกที่ทาง FIFA เลือกทำเพลงออกมาจนถึงวันนี้ ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่ผู้เขียนมองว่าน่าสนใจและอยากหยิบยกมาแชร์ให้ผู้อ่าน เพื่อเป็นการวอร์มเครื่องรอการฝาดฝีเท้าของเหล่านักเตะตัวแทนทีมชาติที่จะมาชิงถ้วยรางวัลที่ทรงคุณค่าที่สุดในวงการฟุตบอลกัน

 

ประเภทเพลงฟุตบอลโลก

ก่อนจะไปเจาะลึกถึงเพลงในแต่ละปี ผู้เขียนอยากพาผู้อ่านมาทำความเข้าใจก่อนว่า จริงๆ แล้วเพลงฟุตบอลโลกไม่ได้มีเพียงประเภทเดียว เพราะเชื่อว่าหลายคนอาจยังสับสนกับคำเรียกต่างๆ ที่ทาง FIFA ใช้ในแต่ละปี

  • Official Anthem

- ส่วนใหญ่มักเน้นทำนอง ดนตรี และความยิ่งใหญ่ของการแข่งขันมากกว่าเนื้อร้อง บางเพลงอาจไม่มีเนื้อร้องเลยหรือมีเนื้อร้องเพียงเล็กน้อย โดยส่วนใหญ่ประเทศเจ้าภาพหรือทาง FIFA จะเลือกนักแต่งเพลง (Music Composer) ชื่อดังมาแต่งเพลงในปีนั้นๆ
  • Official Song

- เพลงที่คนทั่วโลกมักจดจำได้มากที่สุด เพราะเป็นเพลงที่ใช้โปรโมตการแข่งขันอย่างเป็นทางการ ส่วนใหญ่มักนำศิลปินชื่อดังมาร้อง และมักจะมีการทำมิวสิกวิดีโอประกอบเพลง การแสดงเปิดหรือปิดการแข่งขัน และการนำไปใช้โปรโมตแคมเปญการตลาดต่างๆ
  • Official Soundtrack / Album

- ชุดเพลงประกอบการแข่งขันที่รวมเพลงจากหลายศิลปิน หลายแนวดนตรีเอาไว้ในอัลบั้มเดียว เพื่อสะท้อนบรรยากาศของฟุตบอลโลกในปีนั้นๆ
  • Official Local Song

- เพลงที่สะท้อนวัฒนธรรมหรืออัตลักษณ์ของประเทศเจ้าภาพโดยเฉพาะ โดยมักใช้ศิลปินท้องถิ่นเป็นผู้ถ่ายทอด
  • Official Mascot Song

- เพลงที่ทำขึ้นเพื่อใช้กับมาสคอตประจำการแข่งขันปีนั้น โดยเพลงมักมีจังหวะสนุก ฟังง่าย เนื้อหาไม่ยาก เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเด็กหรือครอบครัวมากเป็นพิเศษ
  • Promotional Anthem

- เพลงที่ทางแบรนด์ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของงานฟุตบอลโลกจัดทำขึ้นเพื่อโปรโมตแคมเปญทางการตลาดของแบรนด์ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแข่งขัน โดยเป็นได้ทั้งเพลงแต่งใหม่ เพลงดัดแปลงจากเพลงต้นฉบับ หรือเพลงที่รีมิกซ์เพลงเดิม
 

ต้นกำเนิดเพลงฟุตบอลโลก

1990

แม้การแข่งขันฟุตบอลโลกจะเริ่มมาตั้งแต่ปี 1930 แต่กว่าที่โลกจะได้ฟังเพลงฟุตบอลโลกก็ต้องรอจนปี 1990 หรือฟุตบอลโลกครั้งที่ 14 ซึ่งในครั้งนั้นอิตาลีรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพการแข่งขัน โดยเพลงที่ได้รับเลือกเป็น Official Song ในครั้งนั้นมีชื่อว่า Un’estate italiana เพลงภาษาอิตาลีที่ร้องโดย Edoardo Bennato และ Gianna Nannini ก่อนจะมีการแปลเป็นเวอร์ชันภาษาอังกฤษและเปลี่ยนชื่อเป็น To Be Number One ร้องโดย Giorgio Moroder 

จริงๆ จะถือว่าเพลง Un’estate italiana เป็นเพลงฟุตบอลโลก เพลงแรกหรือเพลงที่สามก็ได้ เพราะหากย้อนกลับไปในปี 1982 ที่สเปนและปี 1986 ที่เม็กซิโกเป็นเจ้าภาพ ทาง FIFA ก็มีการทำเพลงออกมาเช่นกัน เพียงแต่เป็นเพลงที่ทำเพื่อคั่นช่วงโฆษณาเท่านั้น จึงไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพลงฟุตบอลโลกอย่างเป็นทางการ

1994

แม้ทั้งสามเพลงข้างต้นจะถือกำเนิดเกิดห่างกันทีละสี่ปีตามระเบียบของการแข่งขัน แต่สิ่งที่เหมือนและกลายเป็นธรรมเนียมที่ส่งต่อกันมาคือ ชาติใดเป็นเจ้าภาพ เพลงฟุตบอลโลกก็จะมีกลิ่นอายดนตรีของชาตินั้น เพราะต่อมาในปี 1994 ที่อเมริกาเป็นเจ้าภาพ เพลงหลักอย่าง Gloryland ที่ร้องโดย Daryl Hall และ Sounds of Blacknessก็จัดเต็มกับจังหวะแนว Soul R&B เต็มที่ ซึ่งย้อนแย้งกับแนวสนุกเร้าใจของสามเพลงก่อนหน้าไปอย่างสิ้นเชิง

1998

ทว่าในปี 1998 ที่ฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพแจ็กพอตใหญ่ก็แตกจนเรียกได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนของเพลงฟุตบอลโลกไปตลอดกาลเลยก็ว่าได้ เมื่อนักร้องชาวเปอร์โตริโกขวัญใจชาว 90’s อย่าง Ricky Martin ถูกเลือกให้เป็นนักร้องของ Official Song อย่าง La Copa de la Vida หรือที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันในชื่อ The Cup of Life

เพลงภาษาอังกฤษ สเปนเพลงนี้ไม่เพียงแต่ทำให้คอบอลทั่วโลกร้องตามกันได้ทุกครั้งที่เปิดขึ้นมา แต่ยังสร้างมิติใหม่ๆ ให้กับเพลงฟุตบอลโลกด้วย เพราะในมุมของผู้เขียนนี่ถือเป็นครั้งแรกๆ ที่เพลงฟุตบอลโลกไม่ได้ยึดโยงกับสไตล์ดนตรีของประเทศเจ้าภาพอย่างที่เคยเป็นมา แต่กลับเป็นแนว Latin pop ตามสไตล์ของ Ricky แทน The Cup of Life จึงทำหน้าที่มากกว่า เพลงประกอบกีฬาทั่วไป แต่กลายเป็น เพลงป๊อประดับโลกอย่างเต็มรูปแบบ ถึงขั้นคว้ารางวัล Best Latin pop performance บนเวที Grammy ได้ด้วย จึงเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเพลงที่น่าจดจำที่สุดในประวัติศาสตร์เพลงฟุตบอลโลกเลยก็ว่าได้

2002

สำหรับปี 2002 ที่เกาหลีและญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพร่วมกัน เพลงฟุตบอลโลกมีด้วยกันถึง 3 เพลง โดยเพลงแรกอย่าง Official Song มีชื่อว่า Boom ร้องโดย Anastacia นักร้องชาวอเมริกันที่ถ่ายทอดสไตล์ Y2K ของยุค 2000 ต้นๆ เข้ากับบรรยากาศของฟุตบอลโลกอย่างลงตัว เช่นเดียวกันกับ Official Anthem ในชื่อ Anthem ที่ได้นักแต่งเพลงชาวกรีกฝีมือดีอย่าง Vangelis มาแต่งเพลงแนว Electronic สมกับเป็นยุครุ่งเรืองของดนตรีแนวนี้อย่างแท้จริง  

ขณะเดียวกันอีกหนึ่งประวัติศาสตร์ก็ถือกำเนิดขึ้นในการแข่งปีนี้ผ่านการมาถึงของ Official Local Song เพลงแรก โดยครั้งนั้นมาในชื่อ Let's Get Together Now เพลงที่ร้องโดย Voices of KOREA/JAPAN วงSupergroup ที่เกิดจากการรวมตัวแทนของสองประเทศเจ้าภาพเข้าด้วยกัน ซึ่งมีทั้งสิ้น 3 เวอร์ชั่น ได้แก่ ภาษาเกาหลี ภาษาญี่ปุ่นล้วน และเวอร์ชั่นภาษาเกาหลีและญี่ปุ่นในเพลงเดียว

2006

ด้านปี 2006 ที่ได้เยอรมันนีมาเป็นเจ้าภาพการแข่งขันถือเป็นปีที่โครงสร้างของเพลงฟุตบอลโลกดูแตกต่างจากเดิมอย่างชัดเจน เพราะ Official Song อย่าง The Time of Our Lives จาก Il Divo และ Toni Braxton กลับเน้นอารมณ์ปลุกใจและความยิ่งใหญ่ ขณะที่ Official Anthem อย่าง Celebrate the Day ของ Herbert Grönemeyer กลับมีจังหวะสนุกและโมเดิร์นมากกว่า

ทั้งนี้ผู้เขียนมองว่าเพลงในปีนั้นมีความแตกต่างกับปีอื่นๆ พอสมควร เพราะเป็นการสลับขั้วอารมณ์ระหว่าง Official Anthem และ Official Song โดยสิ้นเชิง เนื่องจาก Official Anthem ในปีนั้นจะเน้นความสนุก เร้าอารมณ์ และชวนให้รู้สึกอยากลุกขึ้นออกสเต็ปมากกว่า ขณะที่Official Song ฟังแล้วรู้สึกปลุกใจและชวนให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของงานฟุตบอลโลก ทั้งๆ ที่ปกติอารมณ์ของทั้งสองเพลงนี้มักจะตรงกันข้ามและแม้จะดูเป็นดีเทลเล็กๆ แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่า FIFA เริ่มทดลองกับรูปแบบของเพลงฟุตบอลโลกมากขึ้นเรื่อยๆ

2010

ต่อมาในปี 2010 จะถือว่าเป็นปีทองของฟุตบอลโลกเลยก็ว่าได้ เพราะนอกจากประเทศแอฟริกาใต้จะได้เป็นเจ้าภาพ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ประเทศในทวีปแอฟริกาได้ทำหน้าที่นี้ พลงฟุตบอลโลกที่ปล่อยมาแต่ละเพลงก็ดังสุดๆ เพราะถ้าย้อนกลับไปที่ต้นบทความ หากใครสามารถร้องหรือต่อท่อนเพลงข้างต้นได้ก็จะรู้ดีว่าเพลง Waka Waka(This Time For Africa) จาก “Shakira” นั้นไอคอนิกขนาดไหน เรียกได้ว่าเป็นเพลงที่เซ็ตมาตราฐานใหม่ให้เพลงฟุตบอลโลกเลยก็ว่าได้ เพราะนับแต่นั้นมาเพลงฟุตบอลโลกกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนตั้งตารอในทุกครั้งที่การแข่งขันวนกลับมา และกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Pop Culture ไปโดยปริยาย

ทว่าที่พีคกว่านั้นคือปี 2010 ยังมีอีกเพลงหนึ่งที่ผู้เขียนมองว่าตีคู่มากับ Waka Waka (This Time For Africa) ก็ว่าได้สำหรับ Wavin' Flag จากนักร้องสัญชาติโซมาเลีย-แคนาดา K'Naanที่ถึงแม้จะไม่ได้เป็นเพลงฟุตบอลโลกอย่างเป็นทางการที่แต่งมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะตั้งแต่แรก แต่หลังจากแบรนด์ Coca-cola นำไปใช้ในแคมเปญโปรโมตแบรนด์และการแข่งขัน เพลงนี้ก็ฮิตติดลมบนจนกลายเป็นอีกหนึ่งเพลงที่ถ้านึกถึงฟุตฟุตบอลโลกปี 2010 เพลงนี้ต้องขึ้นมาในหัวของใครหลายๆ คนอย่างแน่นอน

2014

หลังจากความฮิตของเพลงแนว Afro-pop ตามสไตล์แอฟริกันจากเพลงฟุตบอลโลกปี 2010 ครองชาร์ตเพลงอยู่พักใหญ่ แน่นอนว่าความกดดันต้องตกไปอยู่ที่เพลงฟุตบอลโลกปี 2014 ซึ่งครั้งนั้นได้ราซิลเป็นเจ้าภาพ

อย่างไรก็ตาม เพลงฟุตบอลโลกปีนั้นเป็นอีกครั้งที่กลิ่นอายดนตรีละตินกลับมาโดดเด่นอีกครั้ง โดยเพลงหลักอย่าง We Are One (Ole Ola) ได้ 3 ศิลปินอย่าง Pitbull, Jennifer Lopez และ Claudia Leitte มาร่วมกันร้องในเพลงจังหวะสนุกแนว EDM ผสม Latin pop และจังหวะแซมบ้าตามสไตล์คาร์นิวัล ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์ของประเทศเจ้าภาพอย่างบราซิลได้อย่างชัดเจน

แม้กระแสตอบรับจะค่อนข้างแบ่งออกเป็นสองฝั่งและไม่ได้เป็นเอกฉันท์เหมือน Waka Waka (This Time For Africa) จากครั้งก่อน แต่สุดท้ายก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือภาพสะท้อนของยุคที่ฟุตบอลโลกเป็นมากกว่างานแข่งกีฬา แต่เป็นมหกรรมความบันเทิงและส่วนหนึ่งของ Pop Culture เต็มตัว

2018

ฟุตบอลโลกปี 2018 ที่ประเทศรัสเซียเป็นเจ้าภาพ ถือเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ผู้เขียนมองว่านิยามของเพลงฟุตบอลโลกเริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เพราะหากในยุคก่อนเพลงฟุตบอลโลกอาจถูกวัดจากความสามารถในการปลุกอารมณ์คนดู หรือความเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมดนตรีของประเทศเจ้าภาพเป็นหลัก เพลงในปี 2018 กลับโดดเด่นด้วยเอาแนวดนตรีที่กำลังเป็นที่นิยมมาใช้แทน ทำให้ Official Song อย่าง Live It Up จาก Nicky Jam, Will Smith และ Era Istrefi มาในแนว EDM ที่ฟังง่าย เต้นง่าย ซึ่งค่อนข้างเป็นที่ฮิตในช่วงยุค 2010’s ตอนปลาย

แม้เพลง Live It Up จะไม่ได้รับคำชมอย่างท่วมท้นเท่ากับเพลงปี 2014 แต่อีกหนึ่งเพลฟุตบอลโลกในปีนั้นอย่าง Colors จาก Jason Deruloซึ่งถูกใช้ในแคมเปญของ Coca-Cola กลับได้รับความนิยมอย่างมากบนโลกออนไลน์ จนหลายคนถึงกับมองว่าเพลงนี้ให้อารมณ์ฟุตบอลโลกมากกว่าเพลงหลักเสียอีก

2022

ฟุตบอลโลกปี 2022 ที่กาตาร์ถือเป็นอีกปีที่ FIFA เปลี่ยนแนวทางครั้งใหญ่ เพราะแทนที่จะใช้ เพลงหลักเพลงเดียวแบบชัดเจนเหมือนในอดีต ปีนี้กลับนำเสนอเพลงในรูปแบบ Multi-song Soundtrack แทน โดยแต่มีมากกว่า 7 เพลง (ไม่รวม Official Anthem) เช่น Tukoh Taka จาก Nicki Minaj, Maluma และ Myriam Fares / Hayya Hayya (Better Together) จาก Trinidad Cardona Davido และ Aisha / Dreamers จาก Jungkook BTS และ Fahad Al Kubaisi โดยส่วนตัวผู้เขียนมองว่าอาจเพราะทาง FIFA ต้องการสะท้อนแนวคิดเรื่องความหลากหลาย รวมถึงพยายามเข้าถึงแฟนบอลหลายกลุ่มทั่วโลกพร้อมกัน

2026

สำหรับฟุตบอลโลกปีนี้ที่กำลังจะเปิดฉากขึ้น บรรยากาศเกี่ยวกับเพลงฟุตบอลโลกก็เริ่มถูกพูดถึงตั้งแต่ยังไม่เริ่มแข่งขันเลยด้วยซ้ำ โดยเฉพาะหลังการเปิดตัวเพลง Lighter ที่กลายเป็นประเด็นถกเถียงบนโลกออนไลน์อย่างรวดเร็วดังที่ผู้เขียนกล่าวไปข้างต้น

ทว่า Lighter เป็นเพียงแค่หนึ่งในเพลงจาก Official Album เท่านั้น เช่นเดียวกับเพลง Goals ที่ Lisa, Anitta และ Rema ิ่งปล่อยออกมาเพราะจริงๆ แล้ว เพลง Official Song ปีนี้ได้เจ้าแม่เพลงฟุตบอลโลกอย่าง Shakira กลับมาอีกครั้งพร้อมเพลง Dai Dai ร้องร่วมกับ Burna Boy ซึ่งการกลับมาครั้งนี้ถือเป็นการร้องเพลงฟุตบอลโลกครั้งที่ 3 ของ Shakira แล้ว หากนับรวมเพลง La La La ที่อยู่ใน Official Album ของปี 2014

ทำไมต้องมีเพลงฟุตบอลโลก?

สำหรับบางคนที่ไม่ได้ติดตามการแข่งขันฟุตบอลอย่างจริงจัง หรืออาจจะคลั่งฟุตบอลมากจนไม่อยากดูอะไรเลยนอกจากการแข่งขัน อาจตั้งคำถามว่า ทำไมการที่เราจะเชียร์บอลถึงต้องมีเพลงประกอบะแยะมากมาย?” ทำไมต้องมีการแสดงเปิดงานที่หากไม่ตื่นแต้นกับมันตั้งแต่แรกอาจจะรู้สึกเสียเวลา? หรือในกรณีล่าสุดที่ว่า ทำไมต้องมีการจัดการแสดงช่วงพักครึ่ง? ที่แม้จะถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของการแข่งขันฟุตบอลโลก แต่เสียงโขกสับจากแฟนบอลกลับดังกระหึ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 

เบื้องต้นผู้เขียนเชื่อว่ามันไม่ใช่เรื่องของการใช้คนดังเป็นเครื่องมือเรียกกระแสเลยสักนิด เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าการแข่งขันฟุตบอลโลก ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าสี่ปีจะมีครั้งนั้นย่อมมีฐานคนดู มีแฟนคลับนักบอล และมีกลุ่มผู้รักชาติที่ต้องการเห็นประเทศตัวเองคว้าแชมป์ตั้งตารอชมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จนแทบจะไม่มีความจำเป็นต้องใช้พลังของเพลงหรือชื่อเสียงของศิลปิน ซึ่งบางครั้งก็เป็นศิลปินท้องถิ่นหรือศิลปินหน้าใหม่มาช่วยเพิ่มยอดคนดูเลยด้วยซ้ำ

ดังนั้นผู้เขียนจึงมองว่าการมีอยู่ของเพลงฟุตบอลโลกนั้นเป็นเรื่องของการใช้สิ่งที่เรียบง่ายที่สุดอย่าง บทเพลงมาทำหน้าที่ถ่ายทอดรากเหง้าวัฒนธรรมของประเทศเจ้าภาพ สะท้อนความสามัคคีของคนทั่วโลก และสื่อสารจิตวิญญาณการแข่งขันที่คุกรุ่นทั้งในตัวนักเตะและคดู เพื่อเฉลิมฉลองให้กับการแข่งกีฬาที่เวียนวนมาในเวลาที่เหมาะเจาะและเชื่อมคนทั้งโลกเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างดีที่สุด

ทั้งนี้ผู้เขียนเองก็ไม่รู้ว่าในปีนี้ อีก 4 ปี 8 ปี หรือ 12 ปีข้างหน้า จะมีเพลงใดขึ้นมาครองใจแฟนบอลได้เท่าเพลงฮิตที่เคยมีมาหรือไม่ แต่ผู้เขียนเชื่อเหลือเกินว่าการที่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ดังขึ้นทุกสี่ปีเวลาที่เพลงฟุตบอลโลกใหม่ๆ ถูกปล่อยออกมา มันคือผลลัพธ์จากการที่เพลงฟุตบอลโลกเดินทางมาไกลเกินกว่าจะเป็นแค่เพลงประกอบการแข่งกีฬา แต่มันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมทั้งทางกีฬาและทางด้านบันเทิงที่ไม่ว่าคนชนชาติใดก็เข้าใจได้แม้จะมีกำแพงภาษากั้นกลาง จนทำให้ทุกวันนี้ผู้คนไม่ได้ฟังเพลงฟุตบอลโลกเพียงเพราะแค่กำลังอินอยู่กับบรรยากาศการแข่งขัน แต่เพราะพวกเขากำลังคาดหวังให้มันสร้างความทรงจำและความสุขเหมือนเพลงฟุตบอลโลกที่เคยมีมาในอดีต

ภาพปก : Shakira. (2010, June 5). Waka Waka (This Time for Aftica) (The Official 2010 FiFA World Cup Song) [Video]. YouTube. https://youtu.be/pRpeEdMmmQ0?si=BQv713qoMjCJlHFw