เมื่อพูดถึงเครื่องประดับทอง หลายคนอาจนึกถึงสีทองแบบคลาสสิกเป็นอันดับแรก แต่ในปัจจุบัน White Gold ก็กลายเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในแหวน สร้อยคอ ต่างหู และกำไลที่ต้องการลุคเรียบหรูและร่วมสมัย แม้ทั้งสองจะมีคำว่า ‘Gold’ เหมือนกัน แต่ในเรื่องของสี องค์ประกอบ การดูแลรักษา รวมถึงภาพลักษณ์เมื่อสวมใส่กลับมีรายละเอียดที่แตกต่างกันพอสมควร ก่อนเลือกเครื่องประดับชิ้นต่อไป จึงควรทำความรู้จักความแตกต่างระหว่าง ‘White Gold’ และ ‘Gold’ ให้มากขึ้น เพราะนอกจากเรื่องความชอบส่วนตัวแล้ว สีของทองยังส่งผลต่อการจับคู่กับเสื้อผ้า โทนผิว และสไตล์การแต่งตัวอีกด้วย
Gold คืออะไร?
Gold หรือทองสีเหลืองแบบดั้งเดิม เป็นสีที่เกิดจากการนำทองคำบริสุทธิ์มาผสมกับโลหะชนิดอื่นเพื่อเพิ่มความแข็งแรง เนื่องจากทองคำบริสุทธิ์ 24K มีความอ่อนตัวมากเกินไปสำหรับการนำมาทำเป็นเครื่องประดับที่ต้องสวมใส่ในชีวิตประจำวัน ทองที่นำมาทำเครื่องประดับจึงมักมีระดับความบริสุทธิ์ เช่น 18K หรือ 14K โดยมีทองคำผสมอยู่กับโลหะอื่นในสัดส่วนที่แตกต่างกัน สำหรับทองสีเหลือง สีที่เราเห็นจะขึ้นอยู่กับสัดส่วนของทองคำและโลหะที่นำมาผสม ยิ่งมีทองคำในสัดส่วนสูง สีเหลืองทองก็จะยิ่งมีความเข้มและดูอบอุ่นมากขึ้น
จุดเด่นของ Gold คือความคลาสสิกและไม่จำเป็นต้องอาศัยเทรนด์เพื่อทำให้ดูดี เป็นสีที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น หรูหรา และมีความสวยงามเหนือกาลเวลา จึงเหมาะกับคนที่ต้องการเครื่องประดับที่สามารถใส่ได้เป็นเวลานาน และเข้ากับทั้งเสื้อผ้าโทนกลางอย่างขาว ดำ เบจ และน้ำตาล ไปจนถึงสีที่มีความอบอุ่น เช่น แดง ส้ม หรือเขียวมะกอก

Photo by Mathilde Langevin from Pexels
White Gold คืออะไร?
White Gold คือทองคำที่นำมาผสมกับโลหะสีขาว เช่น Palladium หรือโลหะชนิดอื่น เพื่อเปลี่ยนสีทองตามธรรมชาติให้กลายเป็นโทนขาวหรือเทาอ่อนมากขึ้น ดังนั้น White Gold จึงยังเป็นทองอยู่ เพียงแต่มีส่วนผสมของโลหะอื่นที่ทำให้สีแตกต่างจาก Gold แบบดั้งเดิม เครื่องประดับ White Gold หลายชิ้นจะเคลือบด้วย Rhodium ซึ่งเป็นโลหะสีขาวที่มีความเงางาม เพื่อทำให้ผิวของเครื่องประดับดูขาว สว่าง และมีประกายมากขึ้น
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม White Gold ที่เพิ่งซื้อใหม่จึงมักมีสีขาวสว่างและดูคล้ายแพลตทินั่ม เมื่อใช้งานไปนานๆ ชั้น Rhodium อาจค่อยๆ สึกจากการเสียดสี ทำให้สีด้านล่างเริ่มปรากฏและเครื่องประดับอาจดูออกเป็นสีเหลืองหรือเทาอ่อนขึ้น การนำไปชุบ Rhodium ใหม่จึงเป็นหนึ่งในขั้นตอนการดูแลที่สามารถทำได้เมื่อผิวเริ่มเปลี่ยนสี
ความแตกต่างคืออะไร?
สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ ‘อารมณ์ของสี’ เพราะ Gold ให้ความรู้สึกอบอุ่น คลาสสิก และโดดเด่นกว่าเมื่ออยู่บนผิว ส่วน White Gold จะให้ภาพลักษณ์ที่เย็นกว่า สะอาดตา และมีความโมเดิร์น Gold จึงเหมาะกับคนที่ชอบเครื่องประดับที่มองเห็นได้ชัดและต้องการให้เครื่องประดับเป็นส่วนหนึ่งของลุคอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อจับคู่กับเสื้อผ้าสีเอิร์ธโทน เช่น สีครีม น้ำตาล หรือดำ จะช่วยเพิ่มความหรูให้กับลุคได้โดยไม่ต้องใส่เครื่องประดับหลายชิ้น ในขณะที่ White Gold เหมาะกับคนที่ชอบความเรียบและร่วมสมัย สามารถเข้ากับเสื้อผ้าโทนเย็นอย่างเทา เงิน ฟ้า และดำได้ง่าย รวมถึงเข้ากับลุคมินิมัลได้เป็นอย่างดี

Photo by alleksana from Pexels
ระดับความทนทาน
ในแง่ความแข็งแรง ไม่สามารถตัดสินจากสีเพียงอย่างเดียว เพราะความทนทานของเครื่องประดับขึ้นอยู่กับระดับความบริสุทธิ์ของทอง โลหะที่นำมาผสม การออกแบบ และลักษณะการใช้งานมากกว่า ทั้ง Gold และ White Gold สามารถทำเป็นเครื่องประดับที่แข็งแรงสำหรับการสวมใส่ในชีวิตประจำวันได้ แต่ White Gold ที่มีการเคลือบ Rhodium อาจต้องใส่ใจเรื่องสภาพผิวมากกว่า เพราะชั้นเคลือบสามารถสึกลงตามเวลาและการใช้งาน หากเป็นแหวนที่ใส่ทุกวัน โดยเฉพาะแหวนที่ต้องสัมผัสน้ำ สบู่ เหงื่อ หรือเสียดสีกับพื้นผิวต่างๆ ควรดูแลและตรวจสภาพเครื่องประดับเป็นระยะ ไม่ว่าจะเลือก Gold หรือ White Gold ก็ตาม

ชี้เป้า 5 สร้อยคอสีทองแบรนด์ดัง ดีไซน์เก๋ ยกระดับลุคให้ดูสวยมีสไตล์ยิ่งขึ้น




