Vogue Thailand

WATCHES & JEWELLERY

VOGUE WATCH | เมื่อ Audemars Piguet มุ่งสู่ความเฟมินีนกับ Royal Oak Offshore สุดอ่อนหวาน

Royal Oak Offshore ไซซ์ 37 มิลลิเมตร นอกเสียจากความยูนิเซ็กซ์ของขนาด โทนสีและการประดับเพชรยังทำให้นาฬิกาสายสปอร์ตเต็มรูปแบบกลายเป็นความสง่างามที่เหมาะสำหรับสุภาพสตรีมากยิ่งขึ้นอีกระดับ

13 ตุลาคม 2569

เมื่อมนตร์เสน่ห์ของนาฬิกาสายสปอร์ตแปรเปลี่ยนจากนาฬิกาเน้นฟังก์ชั่นสู่นาฬิกาสำหรับสวมใส่ในชีวิตประจำวัน ทำให้มิติความสวยงามและหรูหรากลายเป็นคำตอบที่ผู้สวมใส่ถวิลหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนานาฬิกาสุภาพสตรีที่มีจุดเด่นเรื่องความสวยงามเป็นสำคัญ วันนี้ Audemars Piguet ที่กำลังเดินหน้าภายใต้วิสัยทัศน์ของ Illaria Resta ประธานกรรมการบริหารที่ดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2024 มุ่งเน้นเรื่องการสรรสร้างผลงานเรือนเวลาสำหรับสุภาพสตรีอย่างเข้มข้น ซึ่งหนึ่งในนั้นคือแนวคิดเรื่องนาฬิกายูนิเซ็กซ์ เพียบพร้อมด้วยกลิ่นอายสปอร์ตและความหรูหรางดงามในเวลาเดียวกัน

Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph ขนาด 37 มิลลิเมตร คือภาพที่สะท้อนเรื่องราวการพัฒนาเรือนเวลาของเมซงได้อย่างเห็นภาพ เพราะนี่คือการค้นหาจุดกึ่งกลางที่จะทำให้นาฬิกาสปอร์ตสามารถโลดแล่นไปพร้อมกับความหลากหลายของผู้สวมใส่ จุดกึ่งกลางระหว่างความยอดเยี่ยมเชิงนวัตกรรม ไปจนถึงความหรูหราที่นำเสนอผ่านเซ็ตติ้งประดับเพชรรับแสงอย่างระยิบระยับ ทั้งหมดนี้ผสมผสานกันเกิดเป็นเรือนเวลาสายสปอร์ตที่เหมือนถูกตั้งนิยามรูปแบบใหม่ และเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับนาฬิกาโมเดลสปอร์ตจ๋าอย่าง Royal Oak Offshore ให้มีมิติมากขึ้นกว่าเดิม

จุดเด่นหลักนาฬิกาเรือนนี้ที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือเบเซลวัสดุสเตนเลสสตีลที่ประดับเพชร brilliant-cut จำนวนมากถึง 32 เม็ด น้ำหนักรวมราว 1 กะรัตพอดิบพอดี ถือเป็นจุดที่น่าสนใจ เพราะปกตินาฬิกา Royal Oak Offshore จะขึ้นชื่อเรื่องมนตร์เสน่ห์ความสปอร์ตหนักแน่นเต็มรูปแบบ การที่ดีไซน์จะสอดแทรกเรื่องการประดับเพชรเข้ามาจึงเป็นอะไรที่ถือว่าท้าทายขนบและรายละเอียดความคลาสสิกแบบเดิมๆ ถึงกระนั้นความแน่นหนาทรงพลังและเน้นใช้งานจริงยังคงได้มาตรฐานจากเคสไทเทเนียม เม็ดมะยม และตัวกดจับเวลา ทั้งหมดถูกออกแบบให้คงทนและมีประสิทธิภาพกการกันน้ำมากถึง 50 เมตรเลยทีเดียว

ทำไม Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph เรือนนี้ถึงน่าสนใจ และถูกมองว่าเป็นนาฬิกาที่พร้อมเชื้อเชิญให้สุภาพสตรีเข้าถึงนาฬิกาสปอร์ตมากยิ่งขึ้น กล่าวคือนาฬิกาเรือนนี้เสิร์ฟความประทับใจแรกนอกจากเพชรแสนสะดุดตารายล้อมหน้าปัดแล้ว ตัวหน้าปัดเองก็ใช้ลวดลาย Tapisserie โทนสีชมพู เช่นเดียวกับเบเซลด้านในที่ใช้โทนสีเดียวกัน ตัดด้วยเข็มไวต์โกลด์และตัวเลขเวลาที่มีฐานเป็นวัสดุพิงก์โกลด์ มากไปกว่านั้นการจับคู่สายรับเบอร์สีชมพูเข้ากันยังเพิ่มเสน่ห์ความอ่อนหวาน สร้างสมดุลระหว่างความสปอร์ตของโมเดลนี้เป็นอย่างดี โดยสายรับเบอร์นั้นแอบซ่อนรายละเอียดของลายโมทีฟและโลโก้ประจำเมซงไว้อีกด้วย นับเป็นรายละเอียดที่น่าสนใจและมีกิมมิกชวนให้พูดถึงอยู่ไม่น้อย

หลังจากกล่าวถึงมิติความงดงามด้านต่างๆ ไปแล้ว สิ่งที่ Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph เรือนนี้ให้ได้มากกว่านาฬิกายูนิเซ็กซ์พื้นฐานทั่วไปคือฟังก์ชั่นการใช้งานของสายสปอร์ตที่ยังรักษามาตรฐานไว้ได้อย่างเต็มขั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Calibre 6401 ที่สำรองพลังงานได้มากถึง 55 ชั่วโมงและวิ่งด้วยความถี่ 4 เฮิรตซ์ นอกจากนี้ยังมีระบบการจับเวลาที่แม่นยำ การบอกเวลาพื้นฐานหลักชั่วโมงและนาทีก็แม่นยำ สอดประสานเข้ากับการบอกเวลาหลักวินาทีในรูปแบบ Small Seconds ปิดท้ายด้วยการบอกวันที่ผ่านหน้าต่างทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ถูกออกแบบและจัดวางในตำแหน่งที่พอเหมาะพอดี นับว่าเป็นการใส่ใจมาตรฐานเรื่องกลไกและพร้อมเดินหน้าในฐานะนาฬิกาสำหรับสุภาพสตรีที่เพียบพร้อมในหลากมิติโดยแท้จริง


(อ่านเรื่องราวเพิ่มเติมเรื่องนาฬิกาที่น่าสนใจได้กับบทความ VOGUE WATCH | นาฬิกาโมโนโครมปี 2026 เมื่อโทนสีเดียวสามารถทำให้เรือนเวลาโดดเด่นอย่างน่าทึ่ง)