ญาญ่า vogue Thailand

CELEBRITY

คุยกับ 'ญาญ่า-อุรัสยา' จากนัักแสดงสาวฟรอนต์โรว์ที่โว้กคุ้นเคย สู่การเป็นเจ้าสาวคนล่าสุด

นี่คืออีกสเต็ปของชีวิต ญาญ่า-อุรัสยา ที่โว้กไม่พลาดพามานั่งจับเข่าคุยกัน

09 มีนาคม 2569

ช่างภาพ: ธาดา วาริช 
สไตล์ไดเร็กเตอร์: จิรัฏฐ์ ทรัพย์พิศาลกุล 
แต่งหน้า: เอวาริณณ์ พันธ์ุวิเชียร 
ทำผม: สันติพงศ์ ขวัญเซ่ง 
ผู้ช่วยสไตลิสต์: กฤษณะ ฉั่วตระกูล 
ช่างภาพวิดีโอ: จงทรรศ ผจญแกล้ว 
ตัดต่อ: จงทรรศ ผจญแกล้ว 
สถานที่: Bangkok Kunsthalle (นิทรรศการศิลปะ Description Without Place โดย Absalon) 

-------------------------------------------------------------------------

 

     'อุรัสยา เสปอร์บันด์' กลับมาขึ้นปกโว้กอีกครั้งพร้อมออร่าของความเป็นเจ้าสาว มากไปกว่านั้นคือแววตาของผู้หญิงที่เติบโตเต็มที่ด้านตัวตนและความคิด ทางทีมงานคิดกันอยู่นานว่าเราจะคุยอะไรกับญาญ่าเพราะแฟนๆ ของเธอน่าจะได้อ่านบทสัมภาษณ์ของญาญ่ามามากมายตลอดระยะเวลาที่เธออยู่ในวงการ สุดท้ายก็ได้คำตอบว่าเราอยากรู้จักญาญ่าในเวอร์ชันที่เติบโตขึ้น รวมถึงมุมมองใหม่ๆ ที่เธอมองตัวเอง จนได้มาเป็น 10 คำถามที่อ่านคำตอบแล้วจะเห็นเธอในมุมต่างๆ ได้อย่างชัดเจน

     Vogue: มุมมองชีวิตของญ่าตอนอายุ 20 กับตอนอายุ 30 มีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร มีอะไรที่เปลี่ยนไปบ้าง 

     Yaya: ญ่าว่ามุมมองมันก็เปลี่ยนไปตามประสบการณ์ชีวิต ในช่วงเวลา 10 ปีเราได้เรียนรู้อะไรเยอะมากๆโดยเฉพาะสิ่งที่เกี่ยวกับหน้าที่การงาน คนรอบข้าง “Anything can happen in the decade” ญ่าคิดว่าความคิดญ่าโตขึ้น มองโลกได้กว้างขึ้น และรู้ว่าตัวเองเป็นใครมากขึ้น 

 

     V: ถ้าตัวเองในวัย 20 กว่ามาขอคำปรึกษาเรื่องการใช้ชีวิตหรือการทำงานจะให้คำปรึกษาอย่างไร

     Y: Oh my god (หัวเราะ) ไม่น่าจะมีอะไรถามนะคะ ญ่าว่าอาจต้องรอญ่าอายุ 40 ก่อนถึงจะเหมาะกับคำถามนี้ เพราะช่วงวัย 20 ถึง 30 สำหรับญ่าไม่ได้มีอะไรที่แตกต่างมากเท่าไร

 

     V: เปรียบเทียบมุมมองเรื่องแต่งงานของญ่าตอนอายุ 20 กับตอน 30 รวมถึงมุมมองด้านความสัมพันธ์ว่าเหมือนหรือต่างกันอย่างไรบ้าง

     Y: สำหรับมุมมองญ่าว่าไม่ต่างกันเลยค่ะ ญ่าเป็นคนที่ค่อนข้าง Go with the flow ไม่ได้เป็นคนที่ตั้งเป้าหมายอะไรพิเศษในเรื่องของความรัก เพราะญ่าคิดว่าเรื่องความสัมพันธ์เป็นอะไรที่ต้องปล่อยให้เป็นตามธรรมชาติ ญ่าจึงไม่เคยตั้งเป้าหมายอะไรที่ชัดเจน เช่น ฉันต้องแต่งงานตอนอายุ 33 นะ ไม่เคยมีสิ่งเหล่านี้ในหัวญ่าเลย (หัวเราะ) หรือแม้แต่ภาพการแต่งงานในตอนเด็กๆ ที่ผู้หญิงหลายคนมักวาดฝันไว้ สำหรับญ่าเองก็ไม่เคยมีภาพนั้น อาจเป็นเพราะที่บ้านญ่าชิลมากกับเรื่องนี้ ไม่มีใครฝากความหวังไว้กับใครคนใดคนหนึ่ง ญ่าเลยรู้สึกว่าญ่าไม่ได้ตั้งเป้าหมายอะไรให้ตัวเองในเรื่องความรัก แต่ถ้าพูดถึงจินตนาการมันก็มีอยู่แล้ว อย่างเช่นวันหนึ่งเราอยากมี Special day with special person  

 

     V: 3 สิ่งที่เอกซ์ตรีมที่สุดที่อยากทำแต่ยังไม่เคยทำในชีวิต

     Y: ข้อแรกญ่าอยากลองนั่งรถแข่ง F1 ความเร็วสูงๆ อยากรู้สึกถึงอะดรีนาลินที่หลั่งออกมา ข้อสองญ่าอยากไปเที่ยวคนเดียว ประเทศไหนก็ได้ โดยเฉพาะประเทศที่ค่อนข้างปลอดภัยสำหรับผู้หญิง เพราะจริงๆ ญ่าเป็นคนขี้กลัวหน่อยๆ (หัวเราะ) ข้อสามญ่าอยากเรียนต่อหรืออยากได้ปริญญาอีกสักใบแต่ยังไม่รู้ว่าจะเรียนอะไร แค่อยากได้ปริญญาอีกสักใบ ญ่าเป็นคนที่ชอบเรียน แต่ด้วยความที่เราทำงานก็เลยยังไม่มีเวลาไปเรียนต่อ

 

     V: 3 คนที่ญ่าชื่นชมหรือถือเป็นแบบอย่างในชีวิตคือใครและเพราะเหตุใดจึงชื่นชมเขา 

     Y: คนแรกเลยคือคุณแม่เพราะญ่าคิดว่ามันไม่ง่ายเลยที่เขาต้องทำงานกับลูก คุณแม่ต้องเป็นทั้งผู้จัดการ เป็นทั้งแม่ จึงเป็นการหาบาลานซ์ที่ค่อนข้างยาก เช่น เวลาเขาจะสั่งให้เราทำอะไรเขาต้องพยายามบาลานซ์ว่าอันนี้เป็นคำสั่งในฐานะผู้จัดการหรือคำสั่งในฐานะแม่ ต้องพยายามหาบาลานซ์ตรงนั้นให้เจอ ซึ่งบางครั้งก็อาจจะทำให้คุณแม่ลำบากใจบ้าง แต่คุณแม่ก็ยังทำงานนี้เพราะว่าคุณแม่รักเรา ญ่าจึงรู้สึกว่าสิ่งที่คุณแม่ทำนั้นเป็นแรงบันดาลใจให้ญ่ามาตลอด คนที่สองณเดชน์ค่ะ เพราะเป็นคนที่ใกล้ชิดที่สุด ญ่ารู้สึกว่าเขามีความใจดี แพชชั่นที่เขามีให้กับคนที่เขารักมันยิ่งใหญ่ดี ญ่าก็เลยรู้สึกประทับใจมาก คนสุดท้ายคือคุณพ่อ เพื่อนๆ ญ่าที่เคยเจอคุณพ่อทุกคนจะรู้สึกประทับใจคุณพ่อมากๆ เพราะคุณพ่อเป็นคนที่มีอายุมาก ผ่านอะไรมาเยอะในชีวิต แต่เขาสามารถหัวเราะได้กับทุกสถานการณ์ He has a heart made of GOLD! สำหรับคนที่มีอายุแล้ว เวลาลูกๆ อย่างพวกเรามองก็จะเห็นว่าพ่อแม่เราแก่กว่าเรา แต่คุณพ่อของญ่ามีความเป็นเด็กในตัวสูงมาก ญ่าเลยรู้ว่าญ่าได้แนวทางความคิดมาจากคุณพ่อ

 

     V: 3 บทเรียนชีวิตที่ดีที่สุดที่เราได้เรียนรู้ในวัยนี้ 

     Y: บทเรียนที่สำคัญที่สุดคือเราต้องจำให้ได้และรู้ให้ได้ว่าเราเป็นใคร เราต้องรู้ตัวว่าสิ่งที่ถูกต้องคือสิ่งนี้ สิ่งที่สบายใจคือสิ่งนี้ และให้รู้ว่าตอนที่ตัวเองอาจจะสูญเสียความเป็นตัวเองให้เราเตือนตัวเองให้ได้ เช่น วันหนึ่งเราตื่นมาแล้วเราอารมณ์ไม่ดี และเราได้ทำบางอย่างเกินไปมากกว่าปกติที่เราเป็นก็จะได้รู้ว่าวันนี้ฉันคือตัวร้าย! ญ่ารู้สึกว่าอันนี้สำคัญที่สุด เราต้องรู้ว่าลึกๆ แล้วเราเป็นใคร ข้อที่สองเราไม่สามารถทำงานได้ถ้าเราไม่มีทีมเวิร์กที่ดี คนคนเดียวไม่สามารถทำทุกอย่างได้ สิ่งที่ญ่าจะยึดมั่นไปตลอดชีวิตคือเวลาทำงานกับใครเราต้องเคารพกันและกัน อารมณ์คล้ายปรบมือข้างเดียวมันไม่ดัง ทำคนเดียวไม่ได้ ทุกคนต้องช่วยกัน ดังนั้นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีเราจึงต้องเคารพกันและกันมากๆ สำหรับข้อสามต้องอันนี้เลย You are what you eat (หัวเราะ) คือมันไม่มีทางลัดที่จะทำให้ตัวเองสุขภาพดีหรือรู้สึกดี ทุกอย่างที่เกิดกับร่างกายของเราขึ้นอยู่กับว่าเราบริโภคอะไรเข้าไป ดังนั้นการเลือกกินในสิ่งที่ดีจะทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเอง รู้สึกว่าเราสุขภาพดี นั่นคือสิ่งที่เราเลือกให้ตัวเอง

     V: ถ้าเปรียบตัวเองเป็นตัวละครจากวรรณกรรมที่ชอบอ่าน ญ่าคิดว่าตัวเองอยากอยู่ในวรรณกรรมเรื่องไหน เพราะอะไร

     Y: ยากจังเลย (หัวเราะ) ขอเลือกเรื่อง Throne of Glass ค่ะ เป็นผลงานของนักเขียนชื่อ Sarah J. Maas ตัวเอกของเรื่องชื่อเอลิน ชอบตัวละครนี้เพราะว่าเขาเป็นคนที่ชัดเจนในตัวเอง เขากำหนดอนาคตของตัวเองด้วยการกระทำของตัวเอง ญ่ารู้สึกว่าตัวละครนี้มีความกล้ามากๆ ญ่าชื่นชมในความกล้าหาญของเขา 

 

     V: เห็นญ่าเดินทางเยอะมาก ทั้งเรื่องงานและส่วนตัว อยากรู้ว่าทริปไหนคือทริปที่จำได้ไม่ลืม หรือมีทริปที่เปลี่ยนชีวิตเราไปเลยไหม

     Y: มีทริปหนึ่งที่ญ่าไปกับครอบครัว มีคุณแม่ พี่สาว และคุณน้า เราไปล่องเรือกันรอบๆ ยุโรปที่ประเทศกรีซ หมู่เกาะซานโตรินี ซึ่งเป็นทะเลแถบเมดิเตอร์เรเนียน ทริปนี้เป็นทริปที่ทำให้ญ่ารู้เลยว่าจริงๆ แล้วญ่าชอบอยู่ท่ามกลางธรรมชาติมาก ทริปนี้ทำให้ญ่ารู้จักความหมายที่แท้จริงของคำว่าไปพักผ่อนกาย พักผ่อนใจ ญ่าเป็นคนที่ทำงานเยอะ ก่อนหน้านี้ทุกครั้งที่ไปเที่ยว ไปเปลี่ยนบรรยากาศ เปลี่ยนอิริยาบถ ญ่าจะรู้สึกผิดมากๆ เพราะญ่ารู้สึกว่ามีโปรเจกต์ต่างๆ รอเราอยู่ มีคนหลายคนรอเราอยู่ พอรู้สึกผิดเราก็เที่ยวไม่สนุกเท่าไรเพราะมองไปที่ไหนก็คิดในใจว่าจริงๆ แล้วตอนนี้เราน่าจะถ่ายละครอยู่ แต่พอได้ไปทริปล่องเรือนี้ญ่ารู้สึกว่าเราได้รับการโอบกอดจากครอบครัวจริงๆ เป็นทริปแรกที่ไปทั้งครอบครัว ญ่ารู้สึกเหมือนได้ทิ้งตัวเป็นครั้งแรกในชีวิต รู้สึกว่าเราได้ปล่อยกายปล่อยใจให้แสงแดดและสายลมที่มาสัมผัสเรา ญ่ารู้สึกได้เลยว่าทริปนั้นคือทริปแรกที่เที่ยวแล้วไม่รู้สึกผิด เป็นสิ่งที่ทำให้ญ่าเรียนรู้และจดจำไปตลอดชีวิตว่าจริงๆ แล้วเราก็อนุญาตให้ตัวเองรู้สึกแบบนี้ได้นะ

 

     V: ตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่ค่อยเห็นความคิดเห็นเชิงลบเกี่ยวกับญ่ามากนัก อยากรู้ว่าเวลาที่ญ่าเจอคอมเมนต์แบบลบๆ หรือได้ยินคนพูดถึงเราในทางที่ไม่ค่อยดี มีวิธีรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร

     Y: ส่วนมากถ้าได้เห็นความคิดเห็นจากคนอื่นในเชิงลบเราจะกลับมาคิดนิดหน่อย แต่สุดท้ายญ่าก็จะกลับไปที่ Life lesson no.1 คือญ่ารู้ว่าญ่าเป็นใคร ญ่ามีสติกับตัวเองมาก มีสติในสิ่งที่ญ่าทำ มีบางคนที่อาจมีความคิดเห็นในเชิงลบแต่ถ้าเรารู้จักตัวเองดีพอ เราจะปล่อยผ่านได้ หรือในบางครั้งญ่าโดนวิจารณ์เรื่องชุดหรือการแต่งตัวที่ญ่าเลือก ญ่าจะอ่านแล้วก็จะกลับมาดูรูปตัวเองแล้วญ่าก็คิดในใจว่า “ฉันสวยจะตาย” (หัวเราะ) 

 

     V: สุดท้ายอยากขอสัมภาษณ์เรื่องงานแต่งที่กำลังจะเกิดขึ้น เตรียมตัวไปถึงไหนแล้ว

     Y: อย่างที่หลายคนทราบในระดับหนึ่งว่าจะจัดทั้งหมด 3 ที่ ที่แรกจะจัดที่จังหวัดขอนแก่น ที่สองคือที่ Oslo และที่สามที่กรุงเทพฯค่ะ แต่เราจะไม่บอกวันค่ะเพราะญ่าต้องการความเป็นส่วนตัวนิดหนึ่ง ตอนนี้ตื่นเต้นมากๆ ไม่คิดว่าชีวิตนี้เราต้องแพลนงานแต่งถึง 3 งาน (หัวเราะ) เราลงลึกเรื่องรายละเอียดเองทั้งหมดเพราะเรามีเวลาแพลนมานานเกือบ 2 ปี เรื่องชุดแต่งงานก็มีการทำงานร่วมกัน ญ่าได้ให้ไอเดียกับดีไซเนอร์ไป อย่างเช่นที่ขอนแก่นก็จะมีความเป็นพื้นเมืองมากๆ แบบประเพณีชาวอีสานเลย มีการผูกข้อมือ แห่ขันหมาก ส่วนที่นอร์เวย์จะเป็นอารมณ์คนในครอบครัว คนใกล้ชิด ส่วนที่กรุงเทพฯจะเป็นงานที่เราเชิญทุกคนไม่ว่าจะเป็นเพื่อนๆ หรือพี่ๆ สื่อมวลชน   

 

     V: สุดท้ายไม่ใช่คำถามแต่อยากให้ญ่าฝากผลงานให้แฟนๆ ที่รอคอย

     Y: ผลงานตอนนี้มีละครซึ่งอาจจะออนแอร์ปลายปี และมีอีกหลายโปรเจกต์ที่ตอนนี้ยังพูดไม่ได้ค่ะ (หัวเราะ)

 

     (สามารถตามไปชมวิดีโอเบื้องหลังการถ่ายแฟชั่นเซ็ตของญาญ่าได้ที่ https://vogue.co.th/article/behind-the-scene-yaya)