คติชนในสังคมไทยนั้นมีพิธีกรรม เรื่องเล่า และ
ความเชื่อเป็นองค์ประกอบสำคัญ ผ่านกระบวนการเรียนรู้
หลอมรวม พัฒนาจนกลายเป็นวิถีประจำชุมชนที่ถ่ายทอดส่งผ่านสืบเนื่องกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่า
แก่นทางวัฒนธรรมของมนุษย์ ความเชื่อ และการใช้ชีวิต
คติชน หรือ Folklore คือผลผลิตทางวัฒนธรรมที่มีการส่งต่อจากคนรุ่นก่อนๆเมื่อเวลาผ่านไป การหล่อหลอมรวมกันของคติชนบางอย่างอาจทำให้ความเชื่อเดิมเปลี่ยนแปลงไป แต่แก่นของความเป็นคติชนคือทำให้มนุษย์รู้จักอดีตของตัวเองเพื่อจะได้เดินต่อไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เพราะคติชนคือรากแก้วของวัฒนธรรม ที่สร้างอัตลักษณ์ให้แก่ชุมชน คุณค่าของคติชนจึงไม่ใช่แค่การสืบทอดเรื่องราวของบรรพบุรุษที่ทำตามๆ กันมา แต่ยังรวมไปถึงการสร้างความเติบโตในมิติต่างๆ ตั้งแต่การใช้ชีวิตไปจนถึงการสร้างระบอบทางสังคมที่ยั่งยืน การเข้าใจเรื่องคติชน จึงเป็นการปูพื้นฐานเพื่อออกแบบชีวิตให้ตัวเองและชุมชนต่อไป
กลับมาดูที่บ้านเราบ้าง ประเทศไทยเป็นแหล่งรวมคติชนที่มีความหลากหลาย อันเนื่องมาจากวิถีความเป็นอยู่ที่แตกต่างกัน คติชนบางอย่างถูกเชื่อมเข้ากับประเพณีศาสนา และการใช้ชีวิต ทำให้ภาพของคติชนแต่ละท้องถิ่นมีความแตกต่างอย่างชัดเจน ทั้งนี้ก็ด้วยภูมิหลังและการหลอมรวมของวัฒนธรรมกลุ่มย่อยนั่นเอง
1 / 4
2 / 4
3 / 4
4 / 4
แล้วอะไรคือคติชนไทย
คำถามนี้เกิดขึ้นเมื่อทีมงานโว้กประเทศไทยต้องการนำเสนอเรื่องราวของคติชนไทยผ่านมุมมองของศิลปะและแฟชั่นเพื่อตอกย้ำประวัติศาสตร์ความเป็นไทย เราจึงไปคุยกับ ผศ. ดร.กัญญา วัฒนกุล จากศูนย์ไทยศึกษา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและนักคติชนเพื่อนำข้อมูลความรู้มาประกอบบทความนี้ "Thainess หรือความเป็นไทยถูกนิยามอย่างหลากหลาย ในต่างบริบท ด้วยคนต่างกลุ่มกัน เพื่อใช้ใน วัตถุประสงค์ที่ต่างกัน วิธีมองผลผลิตทางวัฒนธรรมแบบนักคติชนคือจะต้องจัดวางให้อยู่ในบริบท หมายถึงวิถีชีวิตที่แวดล้อมชุมชนหรือวิถีที่ทำให้เกิดผลผลิตทางวัฒนธรรม นั้นขึ้นมา" หมายความว่าคติชนไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาลอยๆ แต่ต้องมีที่มาที่ไปโดยมีปัจจัยในชุมชนเป็นตัวตั้ง "การศึกษาเรื่องคติชนต้องอธิบายบริบททางสังคมและวิถีชีวิตของ บุคคลที่แวดล้อมตัวคนหรือจากคติชนที่เราสนใจ จากนั้นพิจารณาว่าพิธีกรรมหรือการกระทำเหล่านั้นฉายให้เห็นถึงมิติไหนในชุดของความเป็นอยู่ของพวกเขาบ้าง ตัวอย่างคติชนที่น่าสนใจ เช่น รำโนรา ถ้าถือตามการจัดหมวดหมู่ของคติชนเราอาจเห็นว่ารำโนราเป็น Performative Folklore หรือคติชนที่เป็นส่วนของการแสดง แต่ถ้าเรา ศึกษาเชิงลึกจะพบว่ารำโนราไม่ได้อยู่ในประเภทของการแสดงเพราะไม่ได้ใช้เพื่อความ บันเทิง แต่เป็นพิธีกรรมที่มีความเชื่อผลักดันอยู่เบื้องหลัง เช่น ความเชื่อเรื่องโนราลงครูเป็นการไหว้ครูก่อนที่ศิลปินจะแสดง ดังนั้นโนราจึงเป็นเสมือนพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์มากกว่าการโชว์" ตัวอย่างเล็กๆ นี้ช่วยให้เราตระหนักว่าการให้คำนิยามนั้นต้องศึกษาไปถึงที่มาหรือความเชื่อที่สืบต่อกันมาของชุมชนอย่างลึกซึ้งเพื่อไม่ให้เกิดการตีความที่ผิดเพี้ยน
ในทางวิชาการการแบ่งประเภทของคติชนมีส่วนช่วยอย่างมากในการพิจารณา ว่าอะไรคือคติชนที่แท้จริง คติชนแบ่งออกเป็น 4 ประเภทคือ Verbal Folklore การแสดงออกผ่านภาษา คำพูด วรรณกรรม หรือนิทานพื้นบ้าน Customary Folklore คติชนประเภทพิธีกรรม ขนบธรรมเนียม หรือวิธีการปฏิบัติ Material Folklore คติชนที่แสดงออกผ่านวัตถุทีจับต้องได้ เช่น บ้าน อาหาร สมุนไพร และ Performative Folklore คติชนที่ถ่ายทอดผ่านการแสดง ในประเทศไทยเองมีครบทั้ง 4 ประเภทเนื่องจากเป็นการหลอมรวมของวัฒนธรรมย่อยซึ่งมักจะผูกกับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเสมอ ดังนั้นความเป็นไทยจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาพใดภาพหนึ่งที่สือนำเสนอซึ่งตีกรอบมาแล้ว ว่านี่คือความเป็นไทย แต่ต้องครอบคลุมไปถึงรากเหง้าของคนในแต่ละพื้นที่ที่มีความแตกต่าง ตัวอย่างเช่น กลุ่มชาติพันธุ์หรือกลุ่มชนในประเทศไทยซึ่งมีคติชนของกล่ม ตัวเองแยกย่อยลงไปอีก "กลุ่มชาติพันธุ์เป็นกลุ่มคนที่มีความหลากหลายสูงมาก ดังนั้น สิงที่จะครอบคลุมคติชนของไทยคือความหลากหลายของกลุ่มชนและชาติพันธุ์ ไม่ใช่ความเป็นไทยแบบชั้นเดียว แต่เป็นการผสมผสานความหลากหลายที่ดำรงอยู่ด้วยกันและเมื่อเราเห็นความหลาก-หลายที่อยู่รวมกัน นั่นคือความงดงามของความเป็นไทย"
1 / 3
2 / 3
3 / 3
หน้าที่ของคติชนที่ส่งผลต่อสังคมและแก่นของวัฒนธรรมไทย
นอกจากพิธีกรรมและประเพณีแล้ว อีกหนึ่งผลผลิตของคติชนในประเทศไทยคือเรื่องของศาสตร์และศิลป์ที่ใช้ดำรงชีพซึ่งถ่ายทอดออกมาเป็นสิ่งที่จับต้องได้ ตั้งแต่งานหัตถศิลป์จนถึงอาหาร หรือแม้แต่เครื่องรางของขลัง จุดตั้งต้นของศาสตร์และ ศิลป์เหล่านี้มาจากการเอาตัวรอดของมนุษย์ ผ่านการพัฒนาตามกาลเวลาจนกลายเป็น สินค้าหรือพิธีกรรมที่เน้นความบันเทิงหรือความสวยงาม การสืบทอดทางวัฒนธรรมเหล่านี้เกิดขึ้นเนื่องจากผู้คนในยุคนั้นต้องการสิ่งที่มาช่วยแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน พิธีกรรมต่างๆ ที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาล้วนมาจากความกลัว อยากมีชีวิตรอดซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ "ศาสนาใหญ่ๆ ของโลกจะตอบโจทย์ความต้องการในโลกหน้าแต่ความเชื่อหรือพิธีกรรมคือสิ่งที่ชุมชนเชื่อว่าจะมาจัดการมิติในชีวิตประจำวันได้ เช่น บูชาผีปู่ย่าตายาย หรือสู่ขวัญที่ช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยที่มีมานาน ดังนั้นรากเหง้าคือความต้องการที่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติของมนุษย์ จึงยึดถือตามปู่ย่าตายายที่สืบทอดมา หรือเรียกว่า Ancestor Worship การบูชาบรรพบุรุษซึ่งมีมาก่อนศาสนาต่างๆ"จากพิธีกรรมก็ต่อยอดมาเป็นการละเล่น ประเพณี งานศิลป์เพื่อความบันเทิงในเวลา ต่อมา "พิธีกรรมกับความบันเทิงคือสิ่งที่อยู่คู่กันมานาน พอปัจจุบันโลกเปลี่ยนมีการสื่อสาร ที่ชัดเจนทำให้เราแยกพิธีกรรมออกมาจากเทคโนโลยีและความบันเทิง เช่น พิธีกรรมคือเรื่องเหนือธรรมชาติ บันเทิงก็คือให้ความบันเทิง แต่ในความเป็นจริงสมัยสังคมดั้งเดิมการประกอบพิธีเพื่อสื่อสารกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นโอกาสพิเศษที่จะนำไปสู่การละเล่นแบบ
พื้นบ้านหรือนำไปสู่การสร้าง Folk Entertainment สังคมดั้งเดิมไม่ค่อยแยกสิ่งเหล่านี้ออกจากกันเพราะการบูชาต่างๆ ก็เป็นโอกาสพิเศษที่ทำให้คนมารวมตัวกัน พอรวมตัวกันแล้วหลังพิธีกรรมก็มาจัดกลุ่มทำการละเล่นต่อ พิธีกรรมและความบันเทิงจึงอยู่คู่กันมาเสมอ"นอกจากนี้คติชนบางอย่างที่เป็นไปเพื่อความบันเทิงก็มาจากข้อห้ามทางสังคม
"คติชนบางอย่างไม่ใช่แค่สิ่งสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรม แต่มีบริบทและหน้าที่บางอย่างทางสังคมด้วย ตัวอย่างเช่น Psychological Outlet หรือทางออกทางจิตวิทยา ลอง จินตนาการว่าถ้าเราอยู่ในสังคมดั้งเดิมตอนที่ยังไม่มีเทคโนโลยี เราจะทำสิ่งต่างๆเป็นกิจวัตร ทำตามกฎระเบียบทุกอย่าง เวลาเราทำอะไรซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ ก็จะเกิดความ ตึงเครียด ดังนั้นสถานการณ์ที่จะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดที่เกิดจากการใช้ชีวิตซ้ำๆได้ก็คือสถานการณ์การแสดงออกของคติชน เช่น การสร้างการละเล่นหรือนิทานพื้นบ้าน ที่มีมุกตลกเสียดสี ตัวละครที่ถูกนำมาเล่นตลกจะเป็นพระหรือพระราชา เป็นคนในชีวิตจริงที่ชุมชนไม่สามารถตั้งคำถามหรือวิพากษ์วิจารณ์คนเหล่านี้ได้ จึงเกิดการเสียดสีและทำให้ขำขัน หรือเพลงหมอลำที่อาจใช้ภาษาที่หยาบหรือทะลิ่ง แต่นั่นคือคติชนที่อนุญาตให้สมาชิกในสังคมสามารถพูดเรื่องที่ไม่สามารถพูดได้ในยามปกติ"
นอกจากเพื่อความบันเทิงแล้ว พิธีกรรมบางอย่างยังเป็นรากฐานของงานหัตถศิลป์ซึ่งมีที่มาจากคติชนดั้งเดิมของชุมชนเช่นกัน ตัวอย่างเช่น งานทอผ้า งานปักงานจักสาน ที่ทำไว้ใส่ไว้ใช้กันเองในครอบครัวหรือชุมชน แต่เมื่อเวลาผ่านไปผลงานเหล่านี้เริ่มขยายออกไปในวงกว้าง มีคนเห็นมากขึ้น มีการประชาสัมพันธ์เรื่องการ ท่องเที่ยว จึงจำเป็นอยู่เองที่ชุมชนต้องปรับเปลี่ยนชิ้นงานให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค "งานฝีมืออย่างผ้าทอ งานปัก หรืองานคราฟต์ เดิมที่ชุมชนอาจทำไว้ใช้กันเอง แต่พอชุมชนเปิดก็ต้องทำเพื่อเลี้ยงชีพด้วย" อาจารย์กัญญาบอกว่าเป็นการพัฒนาอีกหนึ่งรูปแบบ "การนำงานของชุมชนมาสร้างสรรค์ใหม่เพื่อเอาใจคน ข้างนอกอาจทำให้เกิดคำถามว่าแบบไหนถึงเรียกว่าเป็นงานดังเดิม เพราะคนในชุมชน ก็อยากทำเอาใจนักท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวก็เห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นภาพจำของชุมชน"ในฐานะนักคติชน อาจารย์กัญญามองว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ต้องนิยามให้ชัดว่าแบบไหนถึงเรียกว่าของแท้ "อยากให้ทำความเข้าใจในแง่ของคติชนว่าอิทธิพลภายนอก มีผลต่อความเปลี่ยนแปลง ซึ่งแม้แต่คติชนเองก็ต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับอิทธิพลร่วมสมัยเพราะเป็นกระบวนการทางธรรมชาติ เพราะฉะนั้น เราจึงแค่ต้องแยกให้ได้ระหว่างคติชนกับงานศิลปะ ศิลปะเราเสพเพื่อสุนทรียะ แต่งานศิลป์ที่เกิดขึ้นจากคติชน ต้องหลอมรวมไปกับการใช้ชีวิต ต้องใช้ได้จริงในชุมชน ไม่ใช่เพื่อความสวยงามเท่านั้น" ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในเรื่องนี้คือเครื่องประดับในกลุ่มชาติพันธุ์ เครื่องประดับเหล่านั้นไม่ได้สื่อถึงความสวยงามในการแต่งกายเพียงอย่างเดียว แต่ยังชี้ให้เห็นการใช้วัสดุที่มีอยู่รอบตัวและสถานะทางสังคมด้วย อันเป็นเกณฑ์การวัดที่แตกต่างจากชุมชนอื่นๆ
1 / 3
2 / 3
3 / 3
อดีต ปัจจุบัน และอนาคตของคติชนกับการสืบทอดความเป็นชาติ
อาจารย์กัญญาให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า "คติชนเป็นเครื่องบ่งบอกอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมว่าเราเป็นใคร ทำให้เรารู้ว่าคนที่เป็นบรรพบุรุษของเราเขามีชีวิตความเป็นมาอย่างไร คติชนเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของชาติเพราะชาติประกอบไปด้วยกลุ่มคน ถ้าอยากรู้ว่าสาระสำคัญทางวัฒนธรรมของชาติไหนเป็นอย่างไรก็ให้ดูคติชนเด่นๆ ของกลุ่มคนที่อยู่ในอาณาบริเวณนั้นๆ ก็จะได้เห็นความเป็นชาตินั้นๆ ว่าเป็นแบบนี้" อย่างไรก็ดีการจะส่งไม้ต่อให้คนรุ่นหลังอาจารย์บอกว่าไม่ใช่การอนุรักษ์ความดั้งเดิมไว้ แต่ต้องเป็นการปรับเปลี่ยนวิถีให้คติชนเหล่านั้นมีความร่วมสมัย เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้อย่างยั่งยืน "จริงๆ แล้วก็ทำอย่างที่โว้กกำลังทำอยู่มีสื่อที่จะทำเรื่องนี้เพราะว่าอะไรที่เป็นมรดกตกทอดนั้นต้องการการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราสืบเอาแต่จารีตเดิมมาตรงๆ โดยไม่ปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับความ ต้องการ ความคาดหวัง หรือสังคมโลกยุคใหม่แล้ว สิ่งเหล่านั้นก็อยู่ไม่ได้เพราะไม่ตอบโจทย์หรือไม่มีหน้าที่บางอย่างในสังคมร่วมสมัย" อาจารย์กัญญายังยำด้วยว่าสิ่งสำคัญ อีกอย่างคือการเก็บหลักฐานข้อมูลไว้เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาในวันที่พวกเขาต้องการ ดังนั้นการสานต่อโดยการตีความจากมุมมองของคนรุ่นใหม่จึงเป็นเรื่องสำคัญ
"ตัวอย่างเช่นผ้าทอ จากเดิมที่ทอใช้กันในชุมชน เมื่อมาถึงยุคนี้จะสืบต่อยากเพราะ ซื้อเสื้อผ้าแบบเหมาโหลมาถูกกว่า ทำไมต้องมานั่งทอผ้า แทนที่จะเอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่ตอบโจทย์ทางเศรษฐกิจมากกว่า แต่ถ้าเราปล่อยให้เป็นแบบนั้น ผ้าทอก็อยู่ไม่ได้ ถ้าเราอยากให้คุณค่าของสิ่งเหล่านี้ถูกสืบต่อเราต้องเข้าไปช่วยพัฒนาร่วมกับเขาเพื่อให้มีมูลค่าหวนกลับไปที่ชุมชน ทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นจริงๆ หรือการละเล่นพื้นบ้าน ถ้าอยากให้มีลมหายใจต่อก็ต้องนำมาสนับสนุน" เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของหลายฝ่ายทั้ง นักวิชาการและสื่อมวลชนที่ต้องเป็นสือกลางในการทำให้คติชนต่างๆ มีความร่วมสมัยและอยู่ในวิถีของคนรุ่นใหม่ "ถ้าอยากให้อยู่ได้ก็ต้องปรับเปลี่ยนแง่มุมให้สอดคล้องเข้ากับบริบทและความท้าทายของโลกยุคใหม่ ซึ่งถ้าเข้ากับยุคใหม่ได้ก็แน่นอนว่าจะต้องได้รับการสืบทอดต่อไป"

