โว้กขอพาไปเจาะลึกเรื่องราวของอัญมณี 6 เม็ดที่แม้จะงดงามจับใจ แต่กลับแฝงไปด้วยประวัติศาสตร์ชวนขนลุกที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง ที่ต่อให้มาตราฐานการมองว่าอัญมณีใดมีค่าในปัจจุบันจะวัดกันที่ความหายาก กะรัต และมูลค่า แต่สำหรับรัตนชาติที่เราจะพูดถึงกันในบทความนี้ เรื่องราวในอดีตที่เต็มไปด้วยความน่าขนลุกต่างหากที่ทำให้คนจดจำมันได้ขึ้นใจ เพราะมันได้รองรับทั้งประกายระยิบระยับไปพร้อมกับเหตุการณ์นองเลือด การแย่งชิงอำนาจ และเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าใครก็ตามที่ได้ครอบครองจะต้องเผชิญกับความโชคร้ายไปตามๆ กัน ทว่าท่ามกลางความหลอนนั้นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญอาจอยู่ตรงคำถามที่ว่า “ความน่ากลัวของอัญมณีคือพลังงานลึกลับที่ซ่อนอยู่จริงๆ หรือสัญชาติญาณดิบและวิถีปฏิบัติของมนุษย์กันแน่?”

The Black Orlov Diamond
ดวงตาเทพเจ้าที่เจ้าของต่างพบจุดจบอันน่าสลด
เพชรสีดำที่ดูราวกับกลืนกินแสงแทนการสะท้อนประกายที่อาจเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ที่ทำให้ทุกคนจดจำ The Black Orlov ได้ว่ามันแตกต่างจากเพชรล้ำค่าชิ้นอื่นๆ แต่สิ่งที่ทำให้สอัญมณีสีดำขลับประทับอยู่ในความทรงจำของผู้คนก็คงหนีไม่พ้นคำครหาที่ว่ามันเป็นหนึ่งในอัญมณีต้องคำสาปที่โด่งดังที่สุดที่ไม่ว่าใครได้ครอบครองก็ต้องมีอันวิบัติกันไปตามๆ กัน
หลายตำนานเชื่อว่าเพชรเม็ดนี้เดิมที่มีน้ำหนักถึง 195 กะรัต และเป็นเพชรที่ประดับแทนดวงตาของพระพรหมบนเทวรูปที่ประดิษฐานอยู่ภายในวัด ณ เมือง Pondicherry ประเทศอินเดีย จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ‘Eye of Brahma’ หรือดวงตาแห่งพระพรหม ซึ่งต่อมามีนักบวชคนหนึ่งเข้าไปขโมยมันออกมา ก่อนที่ต่อมาจะมีคนไปพบว่าเขาโดนฆาตกรรมในภายหลังและแม้การตายของเขาจะไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเพชรโดยตรง แต่หลายๆ คนก็เชื่อว่าการจากไปด้วยน้ำมือเพื่อนมนุษย์อีกคนอาจเป็นผลมาจากคำสาปแช่งของพระพรหม
นอกจากการตายของของนักบวชที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว อีกหนึ่งเรื่องเล่าเกี่ยวกับ The Black Orlov ที่ถูกกล่าวถึงบ่อยๆ คือเหตุการ์ณการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงรัสเซียสองพระองค์อย่าง Leonila Galitsine-Bariatinsky และ Nadia Vyegin-Orlov ที่ตัดสินใจปลิดชีพตัวเองด้วยการกระโดดลงมาจากตึกสูงในช่วงทศวรรษ 1940
อย่างไรก็ตาม เรื่องราวส่วนนี้มีปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งคือมันอาจจะเป็นเพียงเรื่องแต่ง เพราะแท้จริงแล้ว Leonila Galitsine-Bariatinsky น่าจะเพี้ยนหรือแปลงมาจาก Leonide Galitzine Barialinski ขุนนางรัสเซียวัย 85 ปี ที่ผลัดตกลงมาจากชั้น 6 ที่โรงแรม ณ กรุงโรม ซึ่งไม่ได้มีหลักฐานยืนยันว่าเธอเคยครอบครองเพชรดำเม็ดนี้ เช่นเดียวกับ Nadia Vyegin-Orlov ที่น่าจะไม่ใช่บุคคลจริงตามประวัติศาสตร์ โดย Ian Balfour ผู้เชี่ยวชาญด้านเพชรและนักเขียนหนังสือเรื่อง Famous Daimond เคยตั้งข้อสังเกตว่านี่อาจเป็นเรื่องราวที่ถูกสร้างขึ้นภายหลังเพื่อเพิ่มความลึกลับให้กับอัญมณีเท่านั้น
แต่ถ้าต้องหาเรื่องเกี่ยวกับ The Black Orlov ที่เป็นความจริงและตรวจสอบได้มากที่สุด อาจต้องย้อนไในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 เมื่อ Charles F. Winson พ่อค้าอัญมณีชาวอเมริกันนำเพชรเม็ดนี้ออกจัดแสดงในปี 1951 ก่อนจะมีการซื้อขายผ่านการประมูลหลายครั้งในเวลาต่อมา และถูกขายในการประมูลด้วยมูลค่า 300,000 ดอลลาร์สหรัฐในปี 1969 จนในที่สุดก็วนกลับมาปรากฏในเวทีประมูลอีกครั้งในปี 1990 ทั้งนี้ประเด็นที่น่าสนใจกว่าการเปลี่ยนมือเจ้าของไม่ซ้ำหน้า คือการที่ Charles เลือกแก้เคล็ดและลบล้างคำสาปด้วยการเจียระไนเพชรใหม่โดยแบ่งออกเป็น 3 เม็ด ขนาดประมาณ 67.50 กะรัต ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือสร้อยคอ The Black Orlov ที่เห็นๆ กันในปัจจุบัน ที่แม้คำสาปในตัวมันจะยังขาดหลักฐานแน่ชัด แต่มันก็กลายเป็นอัญมณีที่ถูกผูกติดเข้ากับความตายและการสูญเสียไปอย่างเต็มประตูเสียแล้ว
ลักษณะของอัญมณี:
- เพชรสีดำธรรมชาติมีสีดำขลับและผ่านการเจียระไนทรงคุชชั่นโบราณ ซึ่งช่วยเน้นมิติและพื้นผิวของอัญมณี ตัวเรือนจัดทำเป็นจี้ล้อมด้วยเพชรไม่มีสี 108 เม็ด และนำไปแขวนกับสร้อยคออีกชั้นหนึ่ง
น้ำหนัก:
- 67.50 กะรัต หลังผ่านการเจียระไน
เจ้าของหรือสถานที่จัดแสดงปัจจุบัน:
- มีรายงานว่าอยู่ในความครอบครองของเอกชน ที่ไม่ประสงค์ออกนามต่อสาธารณะ

The Delhi Purple Sapphire
อัญมณีสีม่วงที่พ่วงมากับความหลอน
หากมีอัญมณีชิ้นไหนที่สามารถทำให้เจ้าของหวาดกลัวได้ถึงขั้นบรรจุมันลงในกล่องถึงเจ็ดชั้น พร้อมทิ้งจดหมายเตือนคนรุ่นหลังว่าอย่าได้คิดครอบครอง The Delhi Purple Sapphire ก็คงเป็นหนึ่งในนั้น
แต่ความจริงข้อแรกที่ทำให้อัญมณีเม็ดนี้ยิ่งน่าสนใจไปอีกชั้นก็คือ The Delhi Purple Sapphire แท้จริงแล้วไม่ใช่ไพลินหรือแชปไฟร์อย่างชื่อเรียก หากเป็นอเมทิสต์หรือควอตซ์สีม่วงที่ถูกนำมาประดับไว้ในแหวนตัวเรือนเงิน พร้อมตกแต่งด้วยสัญลักษณ์ทางโหราศาสตร์และเครื่องประดับรูปแมลงสคารับ
เรื่องราวของมันเริ่มต้นจากคำบอกเล่าของ Edward Heron-Allen นักวิชาการและนักเขียนชาวอังกฤษ ได้รับอัญมณีเม็ดนี้ในปี 1890 โดยตามบันทึกที่เขาทิ้งไว้ อัญมณีดังกล่าวถูกพันเอก W. Ferris ทหารม้าชาวอังกฤษนำออกมาจากวิหารของพระอินทร์ในเมือง Kanpur ประเทศอินเดีย ระหว่างเหตุการณ์กบฏอินเดียในปี 1857
หลังจากนำอัญมณีกลับอังกฤษ Ferris ก็ดันประสบปัญหาทางการเงินและสุขภาพขึ้นมาซะดื้อๆ ขณะที่สมาชิกในครอบครัวคนอื่นๆ ก็พากันเจ็บป่วยระนาว ทำให้เรื่องเล่าที่ว่าคนที่ได้รับอัญมณีไปครอบครองต่อจากเขาจะต้องพบแต่ความโชคร้ายถูกโจษจันไปทั่วจนผู้คนเริ่มเชื่อว่ามันมีคำสาปติดตัวมาตั้งแต่วันที่ถูกนำออกจากวิหาร
อย่างไรก็ตามเมื่อ Edward ได้รับอัญมณีชิ้นนี้มา เขาก็เริ่มบันทึกเหตุการณ์ประหลาดที่เชื่อมโยงกับมันอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในเรื่องเล่าที่โด่งดังที่สุดคือการที่เขานำอัญมณีไปให้คนรู้จักยืม ก่อนที่คนเหล่านั้นจะประสบเหตุร้ายตามมา อีกเรื่องหนึ่งระบุว่าเขาตัดสินใจโยนมันลงคลอง Regent’s Canal ในกรุงลอนดอนเพื่อกำจัดคำสาป แต่หลายเดือนต่อมา อัญมณีกลับถูกพบโดยช่างขุดลอกคลองและส่งคืนไปยังร้านขายของเก่า ก่อนจะย้อนกลับมาถึงมือเขาอีกครั้ง จนเขาตัดสินใจเก็บอัญมณีไว้ในกล่องซ้อนกันเจ็ดชั้นและฝากไว้ในตู้นิรภัยของธนาคาร พร้อมทิ้งจดหมายเตือนผู้ที่จะเปิดกล่องในอนาคต โดยมีใจความว่าอัญมณีชิ้นนี้ต้องคำสาปอย่างร้ายแรงและเปื้อนเลือดกับความเสื่อมเสียของผู้ที่เคยครอบครอง เขาถึงกับแนะนำให้ผู้ที่ได้รับมันไปโยนทิ้งลงทะเลเสีย
หลังจาก Edward เสียชีวิตในปี 1943 ลูกสาวของเขาได้ส่งมอบอัญมณีพร้อมจดหมายให้ Natural History Museum ในกรุงลอนดอนในปี 1944 และพิพิธภัณฑ์เก็บรักษามันไว้จนถึงปัจจุบัน แต่เรื่องกลับพลิกไปอีกทางเมื่อมีการตรวจสอบประวัติคำสาปอย่างจริงจัง ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องราวที่เขาบันทึกไว้อาจเกี่ยวข้องกับนวนิยายสยองขวัญเรื่อง The Purple Sapphire ซึ่งเขาเขียนขึ้นเองในปี 1921 ภายใต้นามปากกา Christopher Blayre โดยเนื้อหาของเรื่องแต่งมีความคล้ายคลึงกับเรื่องจริงที่เขาอย่างน่าประหลาด จึงมีความเป็นไปได้ว่าเขาอาจสร้างเรื่องราวรอบอัญมณีขึ้นเพื่อทำให้เรื่องแต่งของตัวเองดูสมจริงยิ่งขึ้น แม้จะไม่มีข้อสรุปที่ยืนยันได้ว่าเขาจงใจสร้างตำนานทั้งหมดขึ้นมา แต่เรื่องนี้ก็ทำให้ The Delhi Purple Sapphire เป็นตัวอย่างชั้นดีของการที่เรื่องเล่าสยองขวัญอาจสร้างชื่อเสียงให้วัตถุชิ้นหนึ่งได้ยาวนานกว่าความจริงที่อยู่เบื้องหลังเสียอีก
ลักษณะของอัญมณี:
- อเมทิสต์ ไม่ใช่แชปไฟร์ ตัวอัญมณีผ่านการเจียระไนเป็นทรงวงรีและประดับอยู่บนแหวนตัวเรือนเงินรูปงู
น้ำหนัก:
- ไม่มีข้อมูลน้ำหนักเป็นกะรัตที่ยืนยันแน่ชัด ตัวอัญมณีมีขนาดประมาณ 3.5 × 2.5 เซนติเมตร
เจ้าของหรือสถานที่จัดแสดงปัจจุบัน:
- Natural History Museum กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ จัดแสดงในห้อง The Vault

The Hope Diamond
เมื่อแผนการขายอาจเปลี่ยนให้เป็นเพชรกลายเป็นคำสาป
ในบรรดาอัญมณีที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก The Hope Diamond อาจเป็นชิ้นที่มีเรื่องราวคำสาปแพร่หลายที่สุดชิ้นหนึ่งขัดกับชื่อ Hope หรือความหวังของมันโดยสิ้นเชิง เพราะแม้จะมีสีฟ้าเหลือบน้ำเงินเข้มที่ดูงดงามเหนือจินตนาการ แต่ประวัติศาสตร์ของมันกลับเต็มไปด้วยการสูญเสีย การล่มสลาย และความตายของผู้ครอบครอง จนราวกับว่าเพชรเม็ดนี้มีพลังนำความวิบัติมาสู่เจ้าของทุกคนที่ครอบครอง
เรื่องราวของเพชรเม็ดนี้เริ่มต้นจาการขุดพบในประเทศอินเดีย ก่อนที่พ่อค้าอัญมณีชาวฝรั่งเศส Jean-Baptiste Tavernier จะนำกลับไปขายให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสในปี 1668 เพชรดั้งเดิมมีน้ำหนักประมาณ 115 กะรัตตามมาตรฐานปัจจุบัน และได้รับการเจียระไนใหม่ตามพระราชประสงค์จนกลายเป็นเพชรที่รู้จักกันในชื่อ French Blue
ต่อมาในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศส เครื่องราชกกุธภัณฑ์ของราชวงศ์ถูกปล้นในปี 1792 และเพชร French Blue ก็หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ ก่อนจะมีเพชรสีน้ำเงินขนาดใกล้เคียงกันปรากฏขึ้นในลอนดอนช่วงปี 1812 ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเพชรเม็ดเดียวกันที่ผ่านการเจียระไนใหม่ และในที่สุดก็กลายเป็น The Hope Diamond ตามชื่อของ Henry Philip Hope นายธนาคารชาวอังกฤษผู้ครอบครองเพชรในเวลาต่อมา
ส่วนตำนานคำสาปนั้นเริ่มแพร่หลายอย่างจริงจังในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เมื่อมีการเผยแพร่เรื่องราวว่าเจ้าของเพชรหลายคนต้องเผชิญกับความโชคร้าย ตั้งแต่ปัญหาการเงินไปจนถึงความสูญเสียในครอบครัว หนึ่งในผู้ครอบครองที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ Evalyn Walsh McLean สาวสังคมชั้นสูงชาวอเมริกัน ซึ่งซื้อเพชรเม็ดนี้จาก Cartier ในปี 1911
เพราะนับตั้งแต่ที่เธอครอบครองมัน โศกนาฏกรรมก็ซัดเข้ามาราวกับคลื่นทะเลระลอกใหญ่ ไล่ตั้งแต่การเสียชีวิตของลูกชายจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ การเสียชีวิตของลูกสาวจากการใช้ยาเกินขนาด และการสิ้นสุดชีวิตสมรสหลังสามีทายาทตระกูลหนังสือพิมพ์รายใหญ่หนีออกจากบ้าน เหตุการณ์เหล่านี้ถูกนำมาเชื่อมโยงกับคำสาปของเพชรจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพจำที่น่าสะพรึงกลัว
ทั้งนี้ข้อสันนิษฐานจาก Smithsonian Institution ระบุว่า Pierre Cartier หลานชายของ Louise Cartier ผู้ก่อตั้งเมซง อาจเป็นคนทำให้เรื่องเล่าและคำสาปผูกติดกับเพชรเม็ดนี้ เพราะต้องการกระตุ้นความสนใจของผู้ซื้อในช่วงที่กำลังพยายามขายเพชรให้กับครอบครัว McLean ในปี 1910-1911 และ Evalyn ก็คือคนที่ตกหลุมพรางนั้น เพราะเธอมีความเชื่อว่าอะไรก็ตามที่พาโชคร้ายไปหาคนอื่น จะนำโชคดีมาสู่ตัวเธอ
กล่าวง่ายๆ ก็อาจจะหมายความว่าเรื่องสยองขวัญทั้งหมดอาจเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การขายที่ช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้กับอัญมณีราคาแพง แทนที่จะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากพลังลึกลับจริงๆ และเรื่องราวความโชคร้ายของคุณนาย Evalyn ก็อาจเป็นเพียงความบังเอิญที่ประจวบเหมาะพอดีกับตอนที่เธอที่เพชรเม็ดนี้มา
ต่อมาในปี 1958 Harry Winston ผู้ค้าอัญมณีชาวอเมริกันและผู้ก่อตั้งแบรนด์จิวเวลรีในชื่อเดียวกันได้บริจาค The Hope Diamond ให้กับพิพิธภัณฑ์ Smithsonian National Museum of Natural History ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอมเริกา ซึ่งนับแต่นั้นมาก็ไม่มีตำนานความหลอนใดเกิดขึ้นอีก จะมีก็แต่แค่ผู้ชมที่หลั่งไหลไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์นั้นมากขึ้น จน The Hope Diamond ได้ชื่อว่าเป็นตัวชูโรงของที่นั้นเลยก็ว่าได้
นอกจากประวัติคำสาปแล้ว The Hope Diamond ยังมีคุณสมบัติทางวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ เพราะเป็นเพชรประเภท IIb ซึ่งมีโบรอนเป็นองค์ประกอบในปริมาณเล็กน้อย และสามารถเรืองแสงสีแดงส้มหากสัมผัสรังสีอัลตราไวโอเลตบางช่วง คุณสมบัตินี้เป็นข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ที่ตรวจสอบได้ ต่างจากคำสาปซึ่งยังไม่มีหลักฐานยืนยัน แต่คนที่ไม่ทราบข้อมูลส่วนนี้ก็ยังปักใจเชื่อว่ามันเป็นเพชรต้องคำสาปที่สามารถเปลี่ยนเป็นสีแดงได้ในยามที่คำสาปเริ่มทำงาน
ลักษณะของอัญมณี:
- เพชรสีน้ำเงินเข้มธรรมชาติ จัดอยู่ในกลุ่มเพชรประเภท IIb ซึ่งมีธาตุโบรอนเป็นองค์ประกอบในปริมาณเล็กน้อย ส่งผลให้เกิดสีน้ำเงินอันเป็นเอกลักษณ์ และมีคุณสมบัติเรืองแสงสีแดงส้มเมื่อสัมผัสรังสีอัลตราไวโอเลตบางช่วง
น้ำหนัก:
- 45.52 กะรัต หลังผ่านการเจียระไนใหม่จากเพชร French Blue ซึ่งมีน้ำหนักประมาณ 69 กะรัต
เจ้าของหรือสถานที่จัดแสดงปัจจุบัน:
- Smithsonian National Museum of Natural History กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา

The Black Prince’s Ruby
ทับทิมปลอมที่มาพร้อมการล่มสลาย
ชื่อของ The Black Prince’s Ruby ฟังดูราวกับเป็นอัญมณีสีแดงที่มีประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยการนองเลือด แต่ความจริงที่น่าประหลาดใจที่สุดกลับเป็นเรื่องของชื่อ เพราะอัญมณีเม็ดนี้ไม่ใช่ทับทิมตามชื่อ หากเป็นสปิเนลสีแดงขนาดใหญ่ที่ประดับอยู่บนมงกุฎ imperial State ของราชวงศ์อังกฤษ ซึ่งสาเหตุหลักๆ ก็มาจากการที่ในอดีต สปิเนลสีแดงจำนวนมากถูกเข้าใจผิดว่าเป็นทับทิม เพราะสีสันที่ใกล้เคียงกันและเทคโนโลยีการจำแนกอัญมณียังไม่ก้าวหน้าเหมือนปัจจุบัน จนทำให้ได้ชื่อที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง และความตลกของ The Black Prince’s Ruby ก็คือชื่อโด่งดังจนเปลี่ยนกลับไม่ได้แล้ว
ด้านตำนานที่เชื่อมโยงกับรัตนชาติเม็ดนี้ ต้องเริ่มจาก Edward of Woodstock เจ้าชายแห่งเวลส์ซึ่งรู้จักกันในอีกชื่อว่า Black Prince ได้รับมอบอัญมณีเม็ดนี้จาก Pedro the Cruel กษัตริย์แห่งกัสติยาในปี 1367 เพื่อเป็นรางวัลจากการช่วยเหลือในการรบ ทว่าในเวลาต่อมาเปโดรก็ถูกโค่นล้มและสังหารโดยพระเจ้าเฮนรีที่ 2 พระอนุชาต่างพระมารดาของพระองค์เองในปี 1369
หลังจากเจ้าชาย Edward สิ้นพระชนม์ เชื่อกันว่าอัญมณีถูกส่งต่อไปยัง พระเจ้า Richard ที่ 2 พระโอรสของพระองค์ แต่เรื่องราวกลับพลิกผันเมื่อพระเจ้าริชาร์ดที่ 2 ถูก พระเจ้า Henry ที่ 4 โค่นบัลลังก์ในปี 1399 ก่อนจะสิ้นพระชนม์ระหว่างถูกคุมขังในปีถัดมา โดยยังไม่มีข้อยุติแน่ชัดว่าพระองค์ทรงอดพระกระยาหารจนสิ้นพระชนม์หรือถูกปลงพระชนม์ ส่วนพระเจ้า Henry ที่ 4 เองก็ต้องเผชิญการกบฏและความขัดแย้งเพื่อรักษาอำนาจตลอดรัชสมัย อีกทั้งยังทรงประชวรต่อเนื่องหลายปีก่อนสิ้นพระชนม์ในปี 1413
ความเกี่ยวพันกับเรื่องราวชวนสะพรึงยังดำเนินต่อในรัชสมัยของพระเจ้า Henry ที่ 5 ผู้สืบราชบัลลังก์ ซึ่งมีเรื่องเล่าว่าทรงสวมอัญมณีเม็ดนี้ไว้บนหมวกเหล็กระหว่างเข้าร่วมรบที่ Agincourt ในปี 1415 เมื่อพระองค์ถูกฟันเข้าที่ศีรษะอย่างจังแต่ก็ยังทรงรอดชีวิตมาได้ แม้แรงปะทะจะทำให้เนื้ออัญมณีบางส่วนแตกหลุดออกไปก็ตาม สุดท้ายพระเจ้า Henry ที่ 5 ก็สิ้นพระชนม์ด้วยพระชนมายุเพียง 35 พรรษาในปี 1422 ระหว่างทำสงครามในฝรั่งเศส
อย่างไรก็ตาม หลายศตวรรษต่อมา พระเจ้า Charles ที่ 1 ก็เข้ามาอยู่ในเรื่องเล่าชุดนี้ด้วย หลังพระองค์ถูกประหารชีวิตในปี 1649 รัฐสภามีคำสั่งให้ทำลายหรือขายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของราชวงศ์อังกฤษ มีบันทึกถึงอัญมณีบาลาสสีแดงเม็ดใหญ่ที่ถูกห่อด้วยกระดาษและนำออกขาย ซึ่งมักถูกสันนิษฐานว่าเป็น Black Prince’s Ruby
ทว่า Jack Ogden นักประวัติศาสตร์อัญมณีได้ออกมาตั้งข้อสังเกตว่าหลักฐานที่เชื่อมโยงอัญมณีเม็ดปัจจุบันกับเจ้าชายยังไม่ชัดเจน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอัญมณีชิ้นนี้ผ่านการใช้ชีวิตในราชสำนักและผ่านร้อนผ่านหนาวท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองมาหลายยุคหลายสมัย ที่แม้จะทำให้มันไม่มีตำนานคำสาปที่โด่งดังเท่ากับเม็ดอื่นๆ แต่เรื่องราวของมันกลับมีความน่าขนลุกในอีกลักษณะหนึ่ง เพราะชื่อและความหมายของอัญมณีถูกผูกไว้กับเจ้าชาย นักรบ และประวัติศาสตร์ของการแย่งชิงอำนาจ ขณะที่ตัวตนที่แท้จริงของผู้ครอบครองในอดีตยังมีช่องว่างที่ไม่สามารถเติมเต็มได้
ชนิดอัญมณี:
- สปิเนลสีแดงขนาดใหญ่ ไม่ใช่ทับทิม มีลักษณะเป็นทรงไม่สมมาตร และมีรูเจาะบริเวณส่วนหนึ่งของอัญมณี สันนิษฐานว่าอาจเคยใช้สำหรับร้อยหรือยึดติดกับเครื่องประดับในอดีต
น้ำหนัก:
- 170 กะรัต
เจ้าของหรือสถานที่จัดแสดงปัจจุบัน:
- เป็นส่วนหนึ่งของมงกุฎ Imperial State จัดแสดงร่วมกับเครื่องราชกกุธภัณฑ์อังกฤษที่ Tower of London กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

The Koh-i-Noor Diamond
เส้นแบ่งระหว่างคำสาปและความพยายามในการขึ้นครองอำนาจ
ชื่อ Koh-i-Noor แปลว่า “ภูเขาแห่งแสง” ในภาษาเปอร์เซีย เป็นเพชรที่มีประวัติศาสตร์ผูกพันกับราชวงศ์และอาณาจักรหลายแห่งในเอเชียใต้ ก่อนจะเดินทางไปอยู่ในครอบครองของราชวงศ์อังกฤษในศตวรรษที่ 19 และกลายเป็นหนึ่งในอัญมณีที่มีข้อถกเถียงมากที่สุดในโลก
ประวัติช่วงแรกของ Koh-i-Noor ยังมีข้อไม่แน่นอน แต่มีการเชื่อมโยงกับราชวงศ์โมกุลและการแย่งชิงอำนาจในอินเดีย ต่อมาในปี 1739 เพชรตกไปอยู่ในมือของ Nader Shah ผู้ปกครองเปอร์เซีย หลังจากการบุกยึดกรุงเดลี ก่อนที่เรื่องเล่าอันโด่งดังอีกเรื่องจะระบุว่าเขาได้เพชรเม็ดนี้มาจากการแลกผ้าโพกศีรษะกับจักรพรรดิ Muhammad Shah ก่อนจะอุทานว่า “Koh-i-Noor” เมื่อเห็นประกายของมัน
อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องการแลกผ้าโพกศีรษะอาจเป็นตำนานที่ถูกเล่าต่อมากกว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่มีหลักฐานยืนยันอย่างแน่ชัด สิ่งที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชัดเจนกว่าคือเพชรเดินทางผ่านผู้ปกครองหลายราชวงศ์ในเอเชียใต้ และท้ายที่สุดถูกส่งมอบให้บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษในปี 1849 ภายใต้เงื่อนไขของสนธิสัญญาลาฮอร์ หลังสงครามแองโกล-ซิกข์ครั้งที่สอง และเมื่อ Koh-i-Noor เดินทางถึงอังกฤษ เพชรมีน้ำหนักราว 186 กะรัตตามมาตรฐานการชั่งแบบเก่าก็ได้รับการเจียระไนใหม่ในปี 1852 ตามพระประสงค์ของเจ้าชาย Albert พระสวามีของสมเด็จพระราชินีนาถ Victoria ทำให้น้ำหนักลดลงเหลือ 105.6 กะรัตในรูปทรงที่เห็นกันในปัจจุบัน
ส่วนคำสาปของ Koh-i-Noor มีเรื่องเล่าว่าชายใดที่ครอบครองหรือสวมใส่เพชรเม็ดนี้จะต้องเผชิญกับความโชคร้ายและการล่มสลายของอำนาจ ขณะที่ผู้หญิงสามารถครอบครองได้โดยไม่ต้องเผชิญผลร้ายตามตำนาน นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เพชรเม็ดนี้ถูกนำไปประดับในมงกุฎของสมเด็จพระราชินีและพระราชินีพระองค์ต่อๆ มา แทนที่จะเป็นเครื่องประดับของกษัตริย์ชาย ซึ่งนักประวัติศาสตร์หลายคนมองว่าตำนานคำสาปอาจช่วยเป็นเพียงการสร้างเหตุผลเชิงสัญลักษณ์ให้การที่ราชวงศ์อังกฤษเลือกให้ผู้หญิงเป็นผู้สวมใส่ดูมีความชอบธรรมมากขึ้นก็เท่านั้น
Koh-i-Noor จึงเป็นลูกผสมระหว่างประวัติศาสตร์การล่าอาณานิคมและการต่อสู้ระหว่างเพศของผู้ปกครอง เพราะการได้มาซึ่งเพชรไม่ได้เกิดจากการซื้อขายโดยสมัครใจ แต่เป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขทางการเมือง เช่นเดียวกับมีคำสาปที่สร้างหายนะกับแค่ผู้ชายเท่านั้น เรื่องราวของมันจึงทำให้คำสาปเชื่อมโยงไปถึงประเด็นเรื่องอำนาจและการปกครองด้วย
ลักษณะของอัญมณี:
- เพชรธรรมชาติไม่มีสีผ่านการเจียระไนใหม่ในปี 1852 เป็นรูปทรงวงรีแบบเหลี่ยมเจียระไนหลายเหลี่ยมเพื่อเพิ่มประกายและการสะท้อนแสง
น้ำหนัก:
- 105.6 กะรัต จากน้ำหนัก 186 กะรัต หลังการเจียระไนใหม่ในปี 1852
เจ้าของหรือสถานที่จัดแสดงปัจจุบัน:
- เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องราชกกุธภัณฑ์อังกฤษ ประดับอยู่บนมงกุฎของสมเด็จพระราชินี Elizabeth และจัดแสดงที่ Tower of London กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
.webp)
The Regent Diamond
เพชรแห่งราชสำนักที่ผ่านการแย่งชิงบัลลังก์มนับครั้งไม่ถ้วน
หากเพชร Koh-i-Noor เป็นสัญลักษณ์ของการแย่งชิงอำนาจในเอเชียใต้ The Regent Diamond ก็เป็นหนึ่งในอัญมณีที่สะท้อนความรุ่งเรืองและความผันผวนของราชสำนักฝรั่งเศสได้อย่างชัดเจน เพราะเพชรเม็ดนี้เคยประดับทั้งมงกุฎของกษัตริย์ เครื่องประดับของจักรพรรดิ และเครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ของประเทศ
เพชรถูกค้นพบในอินเดียบริเวณเหมือง Golconda ในปี 1698 ก่อนจะตกไปอยู่ในมือ Thomas Pitt ผู้ว่าการอังกฤษประจำ Madras ซึ่งนำเพชรกลับไปเจียระไนในอังกฤษระหว่างปี 1704 ถึง 1706 จากเพชรดิบที่มีน้ำหนักประมาณ 426 กะรัต ผลงานที่ได้คือเพชรทรงคุชชั่นที่มีน้ำหนัก 140.64 กะรัต และได้รับการยกย่องในเวลานั้นว่าเป็นหนึ่งในเพชรที่มีความงามและความบริสุทธิ์สูงที่สุดในโลกตะวันตก
เรื่องเล่าหนึ่งระบุว่า ผู้ค้นพบเพชรเป็นทาสที่ทำงานอยู่ในเหมืองแห่งหนึ่ง เขาลักลอบนำเพชรออกมาจากเหมืองด้วยการซ่อนไว้ในบาดแผลที่ขา หวังใช้มันแลกกับอิสรภาพและชีวิตใหม่ในต่างแดน ก่อนจะไปขอความช่วยเหลือจากกัปตันเรือชาวอังกฤษเพื่อพาหลบหนี แต่แทนที่จะได้รับอิสรภาพ ชายผู้นั้นกลับถูกกัปตันฆ่าชิงเพชร และนำร่างทิ้งลงทะเล ส่วนกัปตันเองก็มีเรื่องเล่าว่าภายหลังใช้ชีวิตอย่างสุรุ่ยสุร่าย ดื่มสุราอย่างหนัก ก่อนจะจบชีวิตด้วยการแขวนคอตัวเอง ตำนานอันเต็มไปด้วยความโลภและความตายนี้ยังไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยืนยัน แต่ก็กลายเป็นเรื่องเล่าที่ทำให้เพชรเม็ดนี้มีภาพจำอันชวนขนลุกตั้งแต่ก่อนเข้าสู่ราชสำนักฝรั่งเศส
ในปี 1717 Philippe II, Duke of Orléans ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในช่วงที่พระเจ้า Louis ที่ 15 ยังทรงพระเยาว์ ได้ตัดสินใจซื้อเพชรเม็ดนี้เข้าสู่ราชสำนักฝรั่งเศส และมอบชื่อ The Regent Diamond ตามตำแหน่งของตนเอง เพชรถูกนำไปประดับบนมงกุฎที่ใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระเจ้า Louis ที่ 15 ในปี 1722 ก่อนจะกลายเป็นอัญมณีชิ้นสำคัญที่กษัตริย์ฝรั่งเศสหลายพระองค์ทรงเลือกใช้ แม้กระทั่งพระเจ้า Louis ที่ 16 เองก็ทรงมีเพชรเม็ดนี้ประดับบนมงกุฎในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อปี 1775
ทว่าในช่วงเวลาที่เพชรกำลังเปล่งประกายอยู่บนเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของราชวงศ์ ฝรั่งเศสกลับกำลังเดินหน้าเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ เมื่อเกิดการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี 1792 เครื่องราชกกุธภัณฑ์และทรัพย์สมบัติจำนวนมากถูกปล้นไปจากคลังเก็บสมบัติของราชวงศ์ รวมถึง The Regent Diamond ที่หายสาบสูญไปพร้อมกับอัญมณีล้ำค่าเม็ดอื่นๆ ก่อนจะถูกค้นพบอีกครั้งในปี 1793 โดยซ่อนอยู่ภายในโครงสร้างไม้แห่งหนึ่งในกรุงปารีส
ช่วงเวลาเดียวกันนั้น ชะตากรรมของราชวงศ์บูร์บงก็กำลังดำเนินไปสู่จุดจบ พระเจ้า Louis ที่ 16 ถูกประหารชีวิตด้วยกิโยตินในเดือนมกราคม 1793 ตามมาด้วยพระนาง Marie Antoinette ในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน ภาพของเพชรที่เคยเป็นศูนย์กลางแห่งความรุ่งเรืองบนมงกุฎของกษัตริย์ ก่อนจะถูกขโมยออกจากคลังสมบัติในช่วงที่ราชวงศ์กำลังล่มสลาย จึงยิ่งทำให้คำสาปของ The Regent Diamond ดูมีน้ำหนักในสายตาของผู้คน แม้จะไม่มีหลักฐานใดบ่งชี้ว่าเพชรเกี่ยวข้องกับโศกนาฏกรรมเหล่านั้นก็ตาม
หลังจากถูกค้นพบ เพชรเม็ดนี้ยังคงผ่านความผันผวนทางการเมืองต่อไป โดยถูกนำไปใช้เป็นหลักประกันเพื่อระดมทุนสำหรับค่าใช้จ่ายทางการทหารของฝรั่งเศสในช่วงปลายทศวรรษ 1790 ก่อนที่ Napoleon Bonaparte จะไถ่คืนในปี 1801 และนำไปประดับบนด้ามดาบพิธีการของตนเองในฐานะกงสุลใหญ่ เส้นทางของมันจึงไม่ได้จบลงพร้อมการล่มสลายของราชวงศ์บูร์บง หากยังเดินทางผ่านยุคสาธารณรัฐและจักรวรรดิฝรั่งเศสต่อมาอีกหลายครั้ง
เรื่องราวของ The Regent Diamond จึงเต็มไปด้วยการเดินทางระหว่างราชวงศ์และระบอบการปกครองที่เปลี่ยนแปลง ตั้งแต่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การปฏิวัติ ไปจนถึงจักรวรรดิฝรั่งเศส แม้จะไม่มีตำนานคำสาปเหนือธรรมชาติที่โด่งดังเท่ากับ Hope Diamond แต่ประวัติของมันก็สะท้อนความเปราะบางของอำนาจชนชั้นสูงได้อย่างน่าสนใจ เพราะอัญมณีที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคงและความยิ่งใหญ่ของราชวงศ์ กลับต้องผ่านการปล้น การซ่อน และการนำไปจำนำในช่วงที่อำนาจทางการเมืองไม่มั่นคง
ปัจจุบัน The Regent Diamond อยู่ในความครอบครองของรัฐบาลฝรั่งเศสและเป็นส่วนหนึ่งของคอลเล็กชั่นของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ แม้ปัจจุบันเพชรจะไม่ได้จัดแสดงอยู่ตลอดเวลา แต่ประวัติศาสตร์ของมันยังคงทำให้เป็นหนึ่งในอัญมณีสำคัญที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างอัญมณีมีค่าและอำนาจทางการเมืองได้อย่างชัดเจน
ลักษณะของอัญมณี:
- เพชรธรรมชาติเกือบไร้สี ติดโทนฟ้าอมเขียวเล็กน้อย เจียระไนทรงคุชชั่นแบบเหลี่ยมเก่า
น้ำหนัก:
- 140.64 กะรัต
เจ้าของหรือสถานที่จัดแสดงปัจจุบัน:
- เป็นสมบัติของรัฐบาลฝรั่งเศส อยู่ในคอลเล็กชั่นส่วนตัวของพิพิธภัณฑ์ Louvre กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
หรือคำสาปอาจเป็นเพียงภาพแทนด้านมืดในจิตใจมนุษย์?
เมื่อมองย้อนกลับไปยังอัญมณีทั้ง 6 เม็ดจะเห็นได้ว่าความน่าหวาดกลัวของพวกมันไม่ได้เกิดจากเรื่องเหนือธรรมชาติเและการเสียชีวิตของผู้ครอบครองเพียงอย่างเดียว หากยังมาจากบทชีวิตของมนุษย์ที่เต็มไปด้วยการแย่งชิงอำนาจ ความโลภ และความพยายามสร้างความหมายบางอย่างให้กับสิ่งของที่มีมูลค่า เพราะแม้บางเม็ดจะมีตำนานที่ไม่มีหลักฐานรองรับ บางเม็ดจะมีเรื่องหลอนที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเพิ่มมูลค่าทางการตลาด ขณะที่บางเม็ดก็เป็นพยานของเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริง แต่ทั้งสิ้นล้วนเกี่ยวพันกับการฉกชิงวิ่งราว สงครามนองเลือด และการยึดครองโดยไม่ชอบธรรม จนแทบจะแยกความงามออกจากร่องรอยความโหดร้ายไม่ได้ และนั่นทำให้มันน่ากลัวกว่าการมีคำสาปติดตัวเป็นไหนๆ เพราะมันอาจสะท้อนความจริงที่ว่ามนุษย์สามารถสร้างเรื่องราวครอบวัตถุชิ้นหนึ่งได้อย่างทรงพลัง เพื่อบดบังความจริงและสัญชาติญานดิบของคนชนชั้นบนที่แม้จะมีเงินพร้อมจ่ายให้กับของมีราคา แต่กลับเลือกเข่นฆ่าและแย่งชิงกันมา จนคนธรรมดาแห่เข้าใจกันไปเองว่า “อัญมณีล้ำค่าพกพาคำสาปและความชั่วร้ายติดมาด้วย"


.webp)


