การกลับมาของโมเดล ‘จักรวาลภาพยนตร์’ หรือ Movie Universes ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ไม่ใช่เพียงกระแสที่เกิดขึ้นแล้วผ่านไป แต่เป็นผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในอุตสาหกรรมบันเทิงที่เกิดขึ้นจริงในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะความสำเร็จระดับปรากฏการณ์ของจักรวาลภาพยนตร์ดัง ที่ไม่ได้เพียงสร้างรายได้มหาศาล แต่ยังปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคให้คุ้นชินกับการเสพสื่อเรื่องเล่าแบบภาพยนตร์ภาคต่อระยะยาว จากเดิมที่ภาพยนตร์คือประสบการณ์ที่จบภายในเรื่องเดียว กลับกลายมาเป็นตอนหนึ่งของเรื่องราวขนาดใหญ่ที่ต้องติดตามภาคต่อ
ปฏิเสธไม่ได้ว่าโมเดลนี้ทำให้ประสบการณ์การดูภาพยนตร์กลายเป็นความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างผู้ชมกับแฟรนไชส์ ด้วยพฤติกรรมนี้ทำให้สตูดิโอหลายแห่งไม่ได้มองภาพยนตร์เป็นสินค้าเดี่ยวที่จบในเรื่องเดียวอีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของ ecosystem ที่สามารถขยับขยายไปสู่ซีรี่ส์ สินค้า หรือแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งได้อย่างไร้รอยต่อ ซึ่งความสำเร็จในระดับนี้ไม่ใช่แค่แรงบันดาลใจเท่านั้น แต่อาจจะเป็น ‘แรงกดดัน’ ให้จำเป็นต้องพยายามสร้างจักรวาลของตัวเองขึ้นมาแข่งขันในตลาดบ้าง
เมื่อสูตรสำเร็จถูกผลิตซ้ำๆ ในอุตสาหกรรม ความซับซ้อนและข้อจำกัดของมันก็เริ่มเผยให้เห็นชัดเจนขึ้น จักรวาลภาพยนตร์บางแห่งก็กลายเป็นอีกหนึ่งความพยายามที่ยังหาทางลงไม่พบ ซึ่งปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่สเกลหรือคุณภาพของภาพยนตร์ แต่มันรวมไปถึงการขาดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน การปรับทิศทางกลางคันหรือความไม่สม่ำเสมอของโทนเรื่องที่อาจทำให้ผู้ชมสับสน จากที่จักรวาลจะสร้างความเชื่อมโยงกลับกลายเป็นความรู้สึกกระจัดกระจายและลดทอนความผูกพันของผู้ชม
แต่เหตุผลที่สตูดิโอหลายแห่งก็ยังคงเดินหน้ายึดมั่นกับโมเดล Movie Universes ไม่ได้เป็นความดื้อดึงหรือยึดติดกับอดีตแต่อย่างใด แต่เป็นการคำนวณเชิงธุรกิจที่ยังมองเห็นศักยภาพมหาศาลของภาพยนตร์ ตัวอย่างเช่นจักรวาล Marvel, DC, Conjuring หรือในไทยอย่าง ธี่หยด หอแต๋วแตก หลวงพี่แจ๊ส หรือจักรวาลไทบ้าน โดยเฉพาะในยุคที่ต้นทุนการสร้างภาพยนตร์สูงและรายได้จากบ็อกซ์ออฟฟิศมีความผันผวนแปรปรวนมากขึ้น การมีแฟรนไชส์ที่แข็งแกร่งและสามารถต่อยอดจักรวาลได้อย่างกว้างขวาง นับเป็นอีกทรัพย์สินที่ครองมูลค่าสูงยิ่งนัก
นอกจากนี้ โมเดลยังเปิดโอกาสให้ตัวละครหนึ่งไปปรากฏได้ในหลายเรื่อง ทำให้เรื่องราวสามารถแตกออกได้อย่างไม่สิ้นสุด และความสำเร็จของหนึ่งโปรเจ็กต์สามารถยกระดับทั้งจักรวาลได้ พร้อมกันนั้นมันคือโมเดลที่หาก ‘ติดตลาด’ แล้วจะสามารถสร้างกำไรได้อย่างมหาศาล ในขณะเดียวกันหาก ‘ล้มเหลว’ ก็อาจสร้างความเสียหายเป็นระลอก หรือความเสี่ยงในการฝืนสร้างต่อแต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าเดิม ทำให้โมเดลนี้เป็นอีกการเดิมพันที่มีความเสี่ยงสูงในสายตาเหล่าผู้บริหาร
ในอีกมุมหนึ่ง สิ่งที่เคยเป็นจุดแข็งของโมเดล Movie Universes กำลังค่อยๆ กลายเป็นภาระที่หนักอึ้งสำหรับผู้สร้างและผู้ชม อย่างภาวะ ‘อิ่มตัว’ ที่ไม่ได้หมายถึงแค่จำนวนภาพยนตร์ที่มากเกินไป แต่รวมถึงการเล่าเรื่องที่ให้ความรู้สึกซ้ำซากและโครงสร้างที่จำเจ ซึ่งท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ อุตสาหกรรมภาพยนตร์ก็ไม่ได้หันหลังให้กับ Movie Universes แต่อย่างใด แต่กำลังอยู่ในขั้นตอนการปรับสมดุลและทบทวนแนวทางใหม่เสียมากกว่า เราอาจจะเริ่มเห็นความพยายามในการรีบูตจักรวาล การวางโครงสร้างระยะยาวที่รัดกุมมากขึ้น รวมถึงการให้ความสำคัญกับภาพยนตร์เดี่ยวที่จบภายในเรื่อง เพื่อให้แต่ละเรื่องสามารถดึงดูดผู้ชมได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาจักราลเชื่อมโยง ซึ่งแนวโน้มนี้สะท้อนให้เห็นว่าสตูดิโอได้เรียนรู้และกำลังเดินบนเส้นทางที่รอบคอบมากขึ้น รวมถึงการพยายามหาจุดสมดุลระหว่างการสร้างจักรวาลภาพยนตร์กับการรักษาเอกลักษณ์และคุณภาพของงานแต่ละชิ้นไปในคราวเดียวกัน
ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว Movie Universes ไม่ได้หมดความสำคัญไปจากอุตสาหกรรมภาพยนตร์ แต่สถานะของมันกำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่เคยถูกมองว่าเป็นสูตรสำเร็จที่ใครก็สามารถนำไปใช้ กลายเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์และการตลาดที่ต้องอาศัยทั้งความเข้าใจผู้ชม บริบทตลาด การวางแผนระยะยาว และความสามารถในการเล่าเรื่องในระดับสูง โดยเฉพาะในโลกที่ผู้ชมมีสิทธิเลือกมากมายที่มาพร้อมความคาดหวังสูง ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์เดี่ยวหรือ Movie Universes สิ่งสำคัญคือการทำให้ภาพยนตร์มีคุณค่าในตัวเองและสร้างความผูกพันกับผู้ชมได้ เป็นภาพยนตร์ที่ไม่ว่าจะกลับไปดูกี่ครั้งก็ยังคงสนุกอยู่เสมอ
(สามารถตามไปอ่านบทความ 'ทำไมหนังแฟรนไชส์ถึงมีหลายภาค...ไขกุญแจสำคัญที่ทำให้การรีบูตและการสร้างภาคต่อไม่เจ๊ง!' ได้ที่นี่)

'Lady Gaga' จับมือ 'Doechii' ส่งเพลงใหม่ 'Runway' ประกอบภาพยนตร์ The Devil Wears Prada 2




