เนื้อเรื่อง: แอดบอล เจ้าของเพจหนังติดมันส์
Looking Back and Moving Forward...
หนังที่ชนะออสการ์คือหนังที่ดีที่สุดในโลกจริงหรือ? แล้วหนังที่ชนะบางเรื่องกำลังจะบอกเราว่า โลกกำลังสนใจอะไรอยู่นั้นเป็นความจริงไหม หรือทำไมหนังบางเรื่องที่ได้รางวัลกลับหายไปและไม่น่าจดจำ เหล่านี้คือคำถามจากงานประกาศรางวัลใหญ่ของโลกที่คอหนังทุกคนเฝ้ารอคำตอบ
รางวัล Academy Awards หรือ Oscars เป็นเหมือนจุดสิ้นสุดของช่วงฤดูล่ารางวัลจากวงการภาพยนตร์ รางวัลนี้เป็นที่สนใจของคนทั่วโลก และที่ผ่านมาก็มีการการันตีว่าหนังที่ได้รางวัลออสการ์คือหนังที่ยอดเยี่ยมของโลกแน่นอน แต่ประวัติศาสตร์ไม่ได้ราบเรียบจืดชืดแบบนั้น เพราะความดราม่า กลเกมหลังฉากอันสวยงามของงานประกาศรางวัล รวมถึงผู้ชนะแบบค้านสายตามักจะเกิดขึ้นเสมอ ที่สำคัญ Best Picture อาจจะไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมเสมอไป

VOTING SYSTEM ระบบโหวต ต้นทางดราม่าของหนังยอดเยี่ยม...
ในยุคแรกจนถึงปี 2000 สมาชิกที่มีสิทธิ์โหวตถือหนึ่งคะแนนโหวตต่อคน หนังเรื่องไหนโหวตเยอะสุดก็ชนะไปโดยไม่จำเป็นต้องผ่านเกณฑ์เห็นชอบ 50 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ร่วมโหวต ปัญหาคือกรณีนี้ ถ้าหากมีหนังที่ค่อนข้างแตกต่างหรือไม่เล่นแบบเพลย์เซฟอาจทำให้ผู้ร่วมโหวตเกิดการ “เสียงแตก” สิ่งนี้ไม่สะท้อนฉันทมติแบบเห็น “หนังดี” เป็นทิศทางส่วนใหญ่ หนังเรื่องไหนพูดเรื่องแรงๆ เสี่ยงๆ ก็ดูจะชนะยาก หรือถ้าจะวิพากษ์ตรงไปตรงมาก็ขาดความท้าทาย ดังนั้นจึงกลายเป็นว่า หนังที่ชนะจะเป็น “หนังสุภาพ-เรียบร้อย-กลางๆ”
ทางสมาคมฯ จึงแก้เกมด้วยระบบ Preferential Ballot (Ranked Choice Voting) ที่ถูกนำมาใช้เพื่อโหวตหนังยอดเยี่ยมเท่านั้น พูดง่ายๆ ว่าผู้ร่วมโหวตจะต้องเรียงอันดับหนัง (1-10) ของตัวเอง การรวมคะแนนจะนับเฉพาะ “อันดับ 1” ก่อน ถ้าผู้ชนะคะแนนไม่มีใครเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ให้ตัดหนังที่ได้คะแนนอันดับ 1 น้อยที่สุดออกไปก่อนแล้วไปดูว่าโหวตนั้นเลือกอะไรเป็นที่สอง ทำวนไปจนได้คะแนนรวมของหนังที่ได้โหวตสูงสูดเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นปัญหาก็คือหนังที่ชนะในระบบนี้คือหนังที่คนส่วนใหญ่รับได้แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นหนังที่ดีที่สุด
...Behind the Oscar Scene
เบื้องหลังหนังรางวัลที่ชนะมักจะมีเหตุผลบางอย่างสนับสนุนเสมอ ไม่ว่าเหตุผลนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม นี่คือประเด็นที่น่าสนใจที่อยากให้ขบคิดกันก่อนที่จะคล้อยตามไปกับรางวัลที่ได้ในแต่ละปี

ชนะเพราะ…หนังเป็นที่รักและระบบโหวตส่งเสริม
Green Book (2018) เรื่องราวมิตรภาพของคนต่างผิวสีบนรถคาดิลแล็กสุดประทับใจ เป็นภาพยนตร์ที่เป็นที่ชื่นชอบมากๆ ของคนดู แต่เมื่อเวลาผ่านไปมีเสียงวิจารณ์ว่า “เป็นผู้ชนะยอดแย่ที่สุดของศตวรรษใหม่” เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นหนังที่ตีแผ่สังคม แต่นักวิจารณ์บางสายก็ถล่มกลับว่า ตีปัญหาเหยียดผิวด้วยท่าทีตื้นเขิน และดูเป็นความพยายามของผู้ร่วมโหวตที่จะรับผิดชอบว่าเราได้พูดเรื่องนี้กันแล้วนะ ซึ่งในปีนั้นมีหนังอาร์ตขาวดำสุดละเมียดอย่าง Roma ที่คว้ารางวัลจากหลายเทศกาลใหญ่ หรือ Black Panther หนังฮีโร่รายได้พันล้านที่พูดเรื่องการแบ่งแยกทางชาติพันธุ์เช่นกัน แต่ Green Book ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยสำหรับการโหวตในแง่เรื่องราวตามสูตรและสร้างความประทับใจง่ายๆ เข้าสูตรว่าหนังกลางๆ โอกาสชนะเยอะกว่าจึงได้รางวัลไปตามคาด

The Shape of Water (2017) เทพนิยายรักคนใบ้กับมนุษย์ปลาของ 'Guillermo Del Toro' ที่เคยเข้าชิงออสการ์จากผลงานมาสเตอร์พีซอย่าง Pan’s Labyrinth ที่คู่ควรกับรางวัลอย่างมาก แต่ในปีนี้มีหนังหลายเรื่องได้รับการเข้าชิงไม่ว่าจะเป็น Get Out, Call Me by Your Name, Coco รวมถึง Dunkirk จึงกลายเป็นว่า The Shape of Water เข้าหลักกติกาการโหวต ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าทางหนังแมสที่พูดได้ว่ารุ่มรวยทางศิลปะ หนังเรื่องนี้อาจไม่ใช่หนังที่ดีที่สุดของกิเยร์โม แต่การที่เขาได้รับรางวัล Best Director รวมถึงชนะรางวัลอื่นรวมสี่รางวัลสะท้อนให้เห็นว่า ผู้กำกับและหนังเรื่องนี้เป็นที่รักและห่างไกลจากการโต้เถียงขัดแย้งในการให้คะแนน

ชนะเพราะ…อารมณ์สังคม
Nomadland (2020) หนังคนเร่ร่อนและรถบ้านสุดเหงา ในปีที่โลกถูกถล่มหลายระลอกจากโควิด บรรยากาศโดยรวมค่อนข้างเหงา งานประกาศรางวัลถูกจัดอย่างเล็กๆ เช่นเดียวกับหนังต่างๆ ที่ฉายในปีนั้นก็ถูกลดฟอร์มให้เล็กลงไปด้วย หนังที่เข้าชิงซึ่งเป็นคู่แข่งของเรื่องนี้อย่าง The Father, Sound of Metal, Minari เป็นหนังที่มีแก่นเดียวกัน นั่นคือว่าด้วยเรื่องของ “การรับมือและการปรับตัวกับความโกลาหล” ซึ่ง Nomadland ที่ว่าด้วยชีวิตคนเร่ร่อนหลังยุคเศรษฐกิจล่มสลายและปรับตัวอย่างมีความหวังแทนยุคสมัยนั้นได้ดีที่สุดจึงทำให้ได้รางวัลไปอย่างไม่ยาก

Coda (2021) หนังที่พูดถึงความสัมพันธ์ของเด็กสาวที่รักในเสียงเพลงกับครอบครัวหูหนวก หลังโควิดแม้วงการหนังจะเริ่มฟื้นตัวแต่ผู้คนยังคงมึนงงกับวิกฤตที่เพิ่งผ่านพ้นไป ภาพยนตร์รีเมกจากหนังฝรั่งเศสเรื่องนี้เป็นภาพยนตร์เล็กๆ ที่จัดจำหน่ายใน Apple TV+ กลายเป็นภาพยนตร์ที่ตอบโจทย์การฮีลใจคน แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะไม่ใช่หนังที่ลึกซึ้งแบบที่ต้องใช้การตีความเยอะๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นหนังที่มีความน่าประทับใจในทุกส่วน อีกทั้งยังเป็นหนังสายกลางๆ ที่ใครดูก็เกลียดไม่ลง ในช่วงที่โลกกำลังพลิกฟื้นเราทุกคนก็อยากดูหนังที่สบายใจแบบนี้ทั้งนั้น

ชนะเพราะ…เกมการตลาด
Shakespeare in Love (1998) นี่คือกรณีโด่งดังที่ทำเอาออสการ์ต้องหันมาสนใจว่าการทำแคมเปญอย่างหนักหน่วงนั้นส่งผลอย่างรุนแรงกับการประกาศรางวัล ในปีที่หนังอย่าง Saving Private Ryan หนังสงครามที่เราต่างทราบกันว่าคือผลงานชิ้นเอกของ 'Steven Spielberg' กวาดรางวัลทำรายได้จนกลายเป็นหนังแห่งปี แต่เมื่อถึงจุดสุดท้ายหวยกลับพลิกไปที่ Shakespeare in Love หนังรอมคอมย้อนยุค นั่นเป็นเพราะว่าช่วงโค้งสุดท้าย 'Harvey Weinstein' โปรดิวเซอร์ใหญ่ของหนังทำแผนการตลาดแบบดุเดือด ไม่ว่าจะเป็นการฉายรอบพิเศษให้กับกรรมการเฉพาะกลุ่ม (ที่คิดว่าจะโหวตแน่ๆ ) ซื้อโฆษณาขนาดใหญ่ รวมถึงสร้างวาทกรรมว่าหนังตัวเองเกี่ยวกับศิลปะการแสดง เรื่องเล่าซึ่งโดนใจคอหนังแน่ๆ ดันว่าหนังตัวเองจริงใจ สนุก มีคุณค่า ส่วนหนังทหารอีกเรื่องมีดีแค่ “เทคนิค” นี่คือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความโปร่งใสของผลรางวัลรวมถึงเป็นการบอกว่าถ้าอยากได้รางวัลก็จงทำอย่างสุดฝีมืออาจจะไม่จริงเสมอไป เพราะการเป็นผู้ชนะบางทีอาจจะไม่ใช่เพราะหนังดีกว่าแต่เพราะเล่นเกมตามกติกาได้เก่งกว่า

ชนะเพราะ…ออสการ์อยากไถ่บาป
12 Years a Slave (2013) หนังที่โหดทางความรู้สึกเพราะมาจากเรื่องจริงของคนที่ถูกจับไปเป็นทาสนาน 12 ปี ในช่วงหนึ่งก่อนหน้านั้นออสการ์โดนข้อหา Oscars So White ความหมายว่าเวทีออสการ์ไม่มีที่ยืนสำหรับนักแสดงผิวสีเท่าไรนัก กระแสที่ต่อเนื่องนั้นมาจุดติดและโดนเส้นอย่างจริงจังในปี 2013 พอดี 12 Years a Slave จึงกลายเป็นจุดสนใจและได้รางวัลไปในที่สุด หนังนำเสนอภาพแบบไม่ประนีประนอมและรุนแรงราวกับบอกว่าเราจะไม่ทำเป็นปิดหูปิดตาเพื่อบอกว่าการเป็นทาสนั้น ทรมานเพียงใดนี่คือการประกาศกร้าวผ่านการเล่าเรื่องของหนังเพื่อให้วงการหนังส่งเสียงและเปิดพื้นที่ให้คนผิวสี รวมถึงให้โลกหันมาพูดเรื่องนี้กันอย่างตรงไปตรงมามากขึ้น

The Departed (2006) 'Leonardo DiCaprio' รับบทตำรวจที่แฝงตัวเป็นโจร ส่วน 'Matt Damon' เป็นโจรในคราบตำรวจ รีเมกจากหนังฮ่องกง สองคนสองคม (นำแสดงโดย 'Andy Lau' และ 'Tony Leung') หนังถูกนำมาทำใหม่ โดยผู้กำกับมือรางวัล 'Martin Scorsese' ปูชนียบุคคลของวงการที่มีผลงานเข้าชิงรางวัลมาตั้งแต่ยุค 1970 มาร์ตินได้รางวัลที่คานส์มาแล้วและเข้าชิงออสการ์มาก่อนหน้านั้นถึง 5 ครั้งแต่ไม่เคยได้รับรางวัลออสการ์มาก่อน นั่นอาจเป็นเพราะว่าหนังของเขาพูดถึงความรุนแรงรวมถึงอิทธิพลด้านมืดจนกรรมการขยาดผลงาน ครั้งที่ใกล้เคียงที่สุดที่น่าจะได้รางวัลคือ Goodfellas ก็ถูกกระแสดาราใหญ่อย่าง 'Kevin Costner' เอาชนะไปดื้อๆ จากผลงานกำกับเรื่องแรกของเขา Dances with Wolves แม้จะเคยมีคนแซวว่า The Departed ไม่ใช่หนังที่ลุ่มลึกของมาร์ตินสักเท่าไร แต่ดูเหมือนคราวนี้ผู้ร่วมโหวตน่าจะมองแล้วว่าเป็นผลงานที่ไม่ขี้เหร่และถึงเวลาแล้วที่จะมอบรางวัลผู้ชนะให้เสียที

ชนะเพราะ…เกมเปลี่ยน
No Country for Old Men (2007) ในปี 2007 รางวัลออสการ์ไม่ได้ถูกหยิบยื่นให้เฉพาะผู้ชนะที่ทำหนังแนวตะวันตกแบบโมเดิร์นเท่านั้น เห็นได้จากรายชื่อของผู้เข้าชิงเรื่องอื่นๆ ในปีนั้นที่เป็นหนังที่ค่อนข้างมืดหม่นเกือบทั้งสิ้น ภาพยนตร์เหล่านั้นสะท้อนถึงความคิดของสังคมที่ต้องเผชิญความชั่วร้ายในชีวิตประจำวัน ไม่บ่อยครั้งที่หนังดาร์กๆ จะคว้ารางวัลยอดเยี่ยม และนั่นคือจุดกำเนิดของเทรนด์การเล่าเรื่องหนักๆ เพื่อล่ารางวัลนั่นเอง

Moonlight (2016) หนังเกี่ยวกับคนผิวสีที่เปิดประเด็นเรื่องเพศอย่างตรงไปตรงมา เป็นหนังเรื่องแรกที่ชนะรางวัลในปีนั้น เพราะตั้งแต่โดนข้อหา Oscars So White ทางกองกรรมการจึงได้ปฏิรูปกระบวนการคัดเลือกสมาชิกใหม่ ปรับสัดส่วนให้มีคนรุ่นใหม่ ผู้หญิง คนผิวสี รวมถึงบุคลากรนานาชาติเข้ามาในคณะทำงานมากขึ้น เหตุการณ์ประกาศรางวัลผิดซองที่ La La Land เกือบจะได้รางวัลไปเป็นเหมือนการบอกแบบมีนัยว่าหนังอิสระได้เอาชนะหนังมิวสิคัลขนบฮอลลีวู้ดอย่างเด็ดขาด ซึ่งน่าจะเป็นปีที่กระแสพื้นที่ของคนผิวสีสุกงอม จึงทำให้เกิดหนังในขนบนี้มาชิงรางวัลอย่างต่อเนื่อง

Parasite (2019) ภาพยนตร์ที่สำแดงความเกริกเกียรติเกรียงไกรจากเอเชีย นอกจากแรงผลักดันจากอุตสาหกรรมหนังเกาหลีแล้ว Parasite ยังเป็นตัวแทนของการเปิดกว้างของออสการ์ยุคใหม่ที่ไม่ได้มีแค่หนังอเมริกันเท่านั้นที่จะคว้ารางวัลยอดเยี่ยมได้ นั่นอาจเป็นเพราะว่าโลกกำลังถามหาความเท่าเทียม ดังนั้นถ้าหนังมีความเป็นสากล พูดเรื่องชนชั้นหรือประเด็นที่มีต่อคนทั้งโลกก็อาจจะได้รางวัลไปได้ไม่ยาก

ไม่ชนะ…แต่กาลเวลาพิสูจน์ว่าควรค่ากว่า
Brokeback Mountain (2005) หนังเล่าถึงความสัมพันธ์ของคู่รักเพศเดียวกันสุดละเมียดและบอบช้ำ หนังที่คาดหมายว่าจะคว้าหนังยอดเยี่ยมในท้ายที่สุดแต่กลับแพ้ให้ Crash ซึ่งแม้แต่พิธีกรเปิดซองประกาศรางวัลอย่าง 'Jack Nicholson' ก็ยังตกใจ มีการวิเคราะห์ว่าเพราะกรรมการในยุคนั้นส่วนใหญ่เป็นชายสูงอายุที่ยังมีทัศนคติแบบเก่า ไม่กล้าพอที่จะมอบความแตกต่างให้กับสังคม จนต้องดึงมือกลับมามอบรางวัลให้หนังที่พูดเรื่องความแตกต่างทางเชื้อชาติแทน อย่างไรก็ตามหนังเกย์คาวบอยเรื่องนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพของการเล่าเรื่องความสัมพันธ์ให้ออกมาอย่างงดงามของผู้กำกับอังลี่ อีกทั้งหนังยังเป็นที่พูดถึงมาจนถึงทุกวันนี้

The Social Network (2010) หนังกำเนิดเฟซบุ๊ก น่าจะเป็นหนังที่เป็นบทบันทึกแห่งยุคดิจิทัลแต่กลับพ่ายแพ้ The King’s Speech ที่มี “สูตรหนังออสการ์” ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นหนังย้อนยุค นักแสดงอังกฤษรุ่นใหญ่ การกำกับแบบเนี้ยบสไตล์คลาสสิก ฉากหลังยุคสงคราม และตัวละครเอกที่มีความบกพร่องที่ต้องฝ่าฟัน ส่วน The Social Network นั้น “ล้ำยุค” เกินไปสำหรับรสนิยมสายอนุรักษ์ของอะคาเดมี ไม่ว่าจะเป็นหัวข้อเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต การเล่าเรื่องตัดสลับเวลาและมุมมอง ประเด็นความหม่นมืดทางศีลธรรม ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ หรือมุมมองของผู้กำกับรุ่นใหม่อย่าง 'David Fincher' แม้ว่าสุดท้ายจะได้รางวัลสาขาบทดัดแปลงยอดเยี่ยมรวมถึงรางวัลตัดต่อภาพยนตร์ จึงพิสูจน์ได้ว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่น่าจดจำและยกเป็นกรณีศึกษาของภาพยนตร์สมัยใหม่ที่น่าสนใจ
ทั้งหมดนี้อาจเป็นการวิเคราะห์ได้ว่าประวัติศาสตร์ของออสการ์คือประวัติศาสตร์ของความพยายามดิ้นรนเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือและความสอดคล้องกับยุคสมัย รวมถึงสิ่งที่นักวิเคราะห์บอกไว้อย่างสรุป ซึ่งไม่เกินจริงเลยว่ารางวัลนี้แท้ที่จริงแล้วไม่ได้บ่งบอกถึงความสมบูรณ์แบบแต่ยังคงมีพื้นที่ให้ถกเถียง ให้เชียร์ ให้ตีความ ดังนั้นงานออสการ์ปีนี้อาจจะถึงคราวของหนังที่พูดเรื่องคนผิวดำล่าแวมไพร์ที่สอดแทรกบาดแผลทางประวัติศาสตร์อย่าง Sinners หรืออาจจะให้โอกาสกับหนังที่พูดถึงศัตรูของรัฐเพื่อป่าวประกาศว่าฮอลลีวู้ดจะสู้กับผู้นำขวาจัดของพวกเขาอย่าง One Battle After Another แต่ไม่ว่าจะอย่างไรที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ หนังยอดเยี่ยมแต่ละปีนั้นสะท้อนสิ่งที่เรามีร่วมกันต่อหนังที่เราชอบเรื่องหนึ่ง เป็นความประทับใจส่วนบุคคล เป็นจดหมายเหตุ และอาจจะบอกกับนักดูหนังในอีกร้อยปีข้างหน้าว่าเราบอกเล่าคุณค่าผ่านเรื่องเล่าทางภาพยนตร์ในแต่ละยุคสมัยอันเป็นสมบัติของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ที่ควรค่าต่อการศึกษาในอนาคตต่อไป
(สามารถตามไปอ่านบทความ 'Oscars ประกาศรายชื่อเข้าชิงรางวัล Academy Awards ครั้งที่ 98 ประจำปี 2026' ได้ที่นี่)

รวบ 3 ลุคเด่นของ 'ลิซ่า-ลลิษา' ที่มาสร้างแฟชั่นโมเมนต์ ณ Oscars ประจำปี 2025!




