Oscars ออสการ์

LIFESTYLE

VOGUE SCOOP | ถอดมุมมองเจ้าของ 'เพจหนังติดมันส์' Contributor รับเชิญที่พาเจาะอีกด้านของรางวัล OSCARS

ประมวลภาพรวมรางวัลออสการ์จากมุมมองของ 'แอดบอล' เจ้าของเพจ 'หนังติดมันส์' ที่มาเป็น Contributor รับเชิญให้โว้กเพื่อพูดถึงรางวัลออสการ์ในแง่มุมอื่นๆ

15 มีนาคม 2569

เนื้อเรื่อง: แอดบอล เจ้าของเพจหนังติดมันส์

 

Looking Back and Moving Forward...

หนังที่ชนะออสการ์คือหนังที่ดีที่สุดในโลกจริงหรือ? แล้วหนังที่ชนะบางเรื่องกำลังจะบอกเราว่า โลกกำลังสนใจอะไรอยู่นั้นเป็นความจริงไหม​ หรือทำไมหนังบางเรื่องที่ได้รางวัลกลับหายไปและไม่น่าจดจำ เหล่านี้คือคำถามจากงานประกาศรางวัลใหญ่ของโลกที่คอหนังทุกคนเฝ้ารอคำตอบ

 

รางวัล​ Academy Awards หรือ​ Oscars เป็นเหมือนจุดสิ้นสุดของช่วงฤดูล่ารางวัลจากวงการภาพยนตร์​ รางวัลนี้เป็นที่สนใจของคนทั่วโลก และที่ผ่านมาก็มีการการันตีว่าหนังที่ได้​รางวัลออสการ์​คือหนังที่ยอดเยี่ยมของโลกแน่นอน​ แต่ประวัติศาสตร์ไม่ได้ราบเรียบจืดชืดแบบนั้น เพราะความดราม่า กลเกมหลังฉากอันสวยงามของงานประกาศรางวัล รวมถึงผู้ชนะแบบค้านสายตามักจะเกิดขึ้นเสมอ ที่สำคัญ Best​ Picture​ อาจจะไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยม​เสมอไป​

 

Article

VOTING SYSTEM ระบบโหวต ต้นทางดราม่าของหนังยอดเยี่ยม...

ในยุคแรกจนถึงปี 2000 สมาชิก​ที่มีสิทธิ์โหวตถือหนึ่งคะแนนโหวตต่อคน หนังเรื่องไหนโหวตเยอะสุดก็ชนะไปโดยไม่จำเป็นต้องผ่านเกณฑ์เห็นชอบ​ 50 เปอร์เซ็นต์ ของ​ผู้ร่วมโหวต​ ปัญหาคือกรณีนี้ ถ้าหากมีหนังที่ค่อนข้างแตกต่างหรือไม่เล่นแบบเพลย์เซฟอาจทำให้ผู้ร่วมโหวตเกิดการ “เสียงแตก” สิ่งนี้ไม่สะท้อนฉันทมติแบบเห็น​ “หนังดี” เป็นทิศทางส่วนใหญ่ หนังเรื่องไหนพูดเรื่องแรงๆ เสี่ยงๆ​​ ก็ดูจะชนะยาก หรือถ้าจะวิพากษ์ตรงไปตรงมาก็ขาดความท้าทาย ดังนั้นจึงกลายเป็นว่า หนังที่ชนะจะเป็น “หนังสุภาพ​-เรียบร้อย​-กลางๆ”

 

ทางสมาคมฯ จึงแก้เกมด้วยระบบ Preferential Ballot (Ranked Choice Voting) ที่ถูกนำมาใช้เพื่อโหวตหนังยอดเยี่ยมเท่านั้น พูด​ง่ายๆ​ ว่าผู้ร่วมโหวตจะต้องเรียงอันดับหนัง (1-10) ของตัวเอง​ การรวมคะแนนจะนับเฉพาะ “อันดับ 1” ก่อน​ ถ้าผู้ชนะคะแนนไม่มีใครเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ให้ตัดหนังที่ได้คะแนนอันดับ​ 1 น้อยที่สุด​ออกไปก่อน​แล้วไปดูว่าโหวตนั้นเลือกอะไรเป็นที่สอง​​ ทำวนไปจนได้คะแนนรวมของหนังที่ได้โหวตสูงสูดเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นปัญหาก็คือหนังที่ชนะในระบบนี้คือหนังที่คนส่วนใหญ่รับได้​แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นหนังที่ดีที่สุด

 

...Behind the Oscar Scene

เบื้องหลังหนังรางวัลที่ชนะมักจะมีเหตุผลบางอย่างสนับสนุนเสมอ ไม่ว่าเหตุผลนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม นี่คือประเด็นที่น่าสนใจที่อยากให้ขบคิดกันก่อนที่จะคล้อยตามไปกับรางวัลที่ได้ในแต่ละปี

 

Article

ชนะเพราะ​…หนังเป็นที่รักและระบบโหวตส่งเสริม


Green Book (2018) เรื่องราวมิตรภาพของคนต่างผิวสี​บนรถคาดิลแล็กสุดประทับใจ เป็นภาพยนตร์ที่เป็นที่ชื่นชอบมากๆ ของคนดู แต่เมื่อเวลาผ่านไปมีเสียงวิจารณ์ว่า “เป็นผู้ชนะยอดแย่ที่สุดของศตวรรษใหม่” เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นหนังที่ตีแผ่สังคม แต่นักวิจารณ์บางสายก็ถล่มกลับว่า ตีปัญหาเหยียดผิวด้วยท่าทีตื้นเขิน ​และดูเป็นความพยายามของผู้ร่วมโหวตที่จะรับผิดชอบว่าเราได้พูดเรื่องนี้กันแล้วนะ ซึ่งในปีนั้นมีหนังอาร์ตขาวดำสุดละเมียดอย่าง Roma ที่คว้ารางวัลจากหลายเทศกาลใหญ่ หรือ​ Black Panther หนังฮีโร่รายได้พันล้าน​ที่พูดเรื่องการแบ่งแยกทางชาติพันธุ์​เช่นกัน​ แต่​ Green​ ​Book​ ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยสำหรับการโหวต​​ในแง่เรื่องราวตามสูตรและสร้างความประทับใจง่ายๆ เข้าสูตรว่าหนังกลางๆ โอกาสชนะเยอะกว่า​จึงได้รางวัลไปตามคาด

 

Article

The​ Shape​ of Water (2017) เทพนิยายรักคนใบ้กับมนุษย์ปลา​ของ​ 'Guillermo Del Toro' ที่เคยเข้าชิงออสการ์จากผลงาน​มาสเตอร์พีซอย่าง Pan’s Labyrinth ที่คู่ควรกับรางวัลอย่างมาก แต่ในปีนี้มีหนังหลายเรื่องได้รับการเข้าชิงไม่ว่าจะเป็น Get Out, Call Me by Your Name, Coco รวมถึง Dunkirk จึงกลายเป็น​ว่า​ The Shape of Water เข้าหลักกติกาการโหวต​ ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าทางหนังแมสที่พูดได้ว่ารุ่มรวยทางศิลปะ หนังเรื่องนี้อาจไม่ใช่หนังที่ดีที่สุดของกิเยร์โม แต่การที่เขาได้รับรางวัล Best Director​ รวมถึงชนะรางวัลอื่นรวมสี่รางวัล​สะท้อนให้เห็นว่า ผู้กำกับและหนังเรื่องนี้เป็นที่รักและห่างไกลจากการโต้เถียงขัดแย้งในการให้คะแนน

 

Article

ชนะเพราะ…อารมณ์สังคม​ 


Nomadland​ (2020) หนังคนเร่ร่อนและรถบ้านสุดเหงา ในปีที่โลกถูกถล่มหลายระลอกจากโควิด บรรยากาศโดยรวม​ค่อนข้าง​เหงา​ งานประกาศรางวัลถูกจัดอย่างเล็กๆ เช่นเดียวกับหนังต่างๆ ที่ฉายในปีนั้นก็ถูกลดฟอร์มให้เล็กลงไปด้วย หนังที่เข้าชิงซึ่งเป็นคู่แข่งของเรื่องนี้อย่าง The Father, Sound of Metal, Minari เป็นหนังที่มีแก่นเดียวกัน นั่นคือว่าด้วย​เรื่องของ “การรับมือและการปรับตัวกับความโกลาหล” ซึ่ง​ Nomadland​ ที่ว่าด้วยชีวิตคนเร่ร่อนหลังยุคเศรษฐกิจล่มสลายและปรับตัวอย่างมีความหวังแทนยุคสมัยนั้นได้ดีที่สุดจึงทำให้ได้รางวัลไปอย่างไม่ยาก

 

Article

Coda​ (2021​) หนังที่พูดถึงความสัมพันธ์ของเด็กสาวที่รักในเสียงเพลงกับครอบครัวหูหนวก หลังโควิดแม้วงการหนังจะเริ่มฟื้นตัวแต่ผู้คนยังคงมึนงงกับวิกฤตที่เพิ่งผ่านพ้นไป​ ภาพยนตร์รีเมกจากหนังฝรั่งเศสเรื่องนี้เป็นภาพยนตร์เล็กๆ ที่จัดจำหน่ายใน Apple TV+ กลายเป็นภาพยนตร์ที่ตอบโจทย์การฮีลใจคน แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะไม่ใช่หนังที่ลึกซึ้งแบบที่ต้องใช้การตีความเยอะๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นหนังที่มีความน่าประทับใจในทุกส่วน อีกทั้งยังเป็นหนังสายกลางๆ ที่ใครดูก็เกลียดไม่ลง ในช่วงที่โลกกำลังพลิกฟื้น​เราทุกคนก็อยากดูหนังที่สบายใจแบบนี้ทั้งนั้น

 

Article

ชนะเพราะ…เกมการตลาด​ 

Shakespeare in Love (1998) นี่คือกรณีโด่งดังที่ทำเอาออสการ์ต้องหันมาสนใจว่าการทำแคมเปญอย่างหนักหน่วงนั้นส่งผลอย่างรุนแรงกับการประกาศรางวัล​ ในปีที่หนังอย่าง Saving Private Ryan หนังสงครามที่เราต่างทราบกันว่าคือผลงานชิ้นเอกของ 'Steven Spielberg' กวาดรางวัล​ทำรายได้จนกลายเป็นหนังแห่งปี แต่เมื่อถึงจุดสุดท้ายหวยกลับพลิกไปที่​ Shakespeare in Love หนังรอมคอมย้อนยุค นั่นเป็นเพราะว่าช่วงโค้งสุดท้าย 'Harvey Weinstein' โปรดิวเซอร์ใหญ่ของหนังทำแผนการตลาดแบบดุเดือด ไม่ว่าจะเป็นการฉายรอบพิเศษให้กับกรรมการเฉพาะกลุ่ม (ที่คิดว่าจะโหวตแน่ๆ ) ซื้อโฆษณาขนาดใหญ่​ รวมถึงสร้างวาทกรรมว่าหนังตัวเองเกี่ยวกับศิลปะการแสดง​ ​เรื่องเล่า​ซึ่งโดนใจคอหนังแน่ๆ ดันว่าหนังตัวเองจริงใจ​ สนุก​ มีคุณค่า ส่วนหนังทหารอีกเรื่องมีดีแค่ “เทคนิค” นี่คือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความโปร่งใสของผลรางวัลรวมถึงเป็นการบอกว่าถ้าอยาก​ได้​รางวัล​ก็จงทำอย่างสุดฝีมืออาจจะไม่จริงเสมอไป​ เพราะการเป็นผู้ชนะบางทีอาจจะไม่ใช่เพราะหนังดีกว่าแต่เพราะเล่นเกมตามกติกาได้เก่งกว่า

 

Article

ชนะเพราะ…ออสการ์อยากไถ่บาป​ 

 

12 Years a Slave (2013) หนังที่โหดทางความรู้สึกเพราะมาจากเรื่องจริงของคนที่ถูกจับไปเป็นทาสนาน 12 ปี ในช่วงหนึ่งก่อนหน้านั้นออสการ์โดนข้อหา Oscars So White ความหมายว่าเวทีออสการ์ไม่มีที่ยืนสำหรับนักแสดงผิวสีเท่าไรนัก กระแสที่ต่อเนื่องนั้นมาจุดติดและโดนเส้นอย่างจริงจังในปี 2013 พอดี​ 12 Years a Slave จึงกลายเป็นจุดสนใจและได้รางวัลไปในที่สุด หนังนำเสนอภาพแบบไม่ประนีประนอม​และรุนแรงราวกับบอกว่าเราจะไม่ทำเป็นปิดหูปิดตาเพื่อบอกว่าการเป็นทาสนั้น ทรมานเพียงใด​นี่คือการประกาศกร้าวผ่านการเล่าเรื่องของหนังเพื่อให้วงการหนังส่งเสียงและเปิดพื้นที่ให้คนผิวสี รวมถึงให้โลกหันมาพูดเรื่องนี้กันอย่างตรงไปตรงมามากขึ้น​ 

 

Article

The Departed (2006) 'Leonardo DiCaprio' รับบทตำรวจที่แฝงตัวเป็นโจร​ ส่วน 'Matt Damon' เป็นโจรในคราบตำรวจ รีเมกจากหนังฮ่องกง​ สองคนสองคม (นำแสดงโดย '​Andy Lau' และ 'Tony Leung') หนังถูกนำมาทำใหม่ โดยผู้กำกับมือรางวัล 'Martin Scorsese' ปูชนียบุคคลของวงการที่มีผลงานเข้าชิงรางวัลมาตั้งแต่ยุค 1970 มาร์ตินได้รางวัลที่คานส์มาแล้ว​และเข้าชิงออสการ์มาก่อนหน้านั้นถึง 5 ครั้ง​แต่ไม่เคยได้รับรางวัลออสการ์มาก่อน นั่นอาจเป็นเพราะว่าหนังของเขาพูดถึงความรุนแรงรวมถึงอิทธิพลด้านมืดจนกรรมการขยาดผลงาน ครั้งที่ใกล้เคียงที่สุดที่น่าจะได้รางวัลคือ​ Goodfellas ก็ถูกกระแสดาราใหญ่อย่าง 'Kevin Costner' เอาชนะไปดื้อๆ จากผลงานกำกับเรื่องแรกของเขา Dances with Wolves แม้จะเคยมีคนแซวว่า The Departed ไม่ใช่หนังที่ลุ่มลึกของมาร์ตินสักเท่าไร แต่ดูเหมือนคราวนี้ผู้ร่วมโหวตน่าจะมองแล้วว่าเป็นผลงานที่ไม่ขี้เหร่และถึงเวลาแล้วที่จะมอบรางวัลผู้ชนะให้เสียที

 

Article

ชนะเพราะ…เกมเปลี่ยน​ 

 

No​ Country for Old Men (2007) ในปี 2007 รางวัลออสการ์ไม่ได้ถูกหยิบยื่นให้เฉพาะผู้ชนะที่ทำหนังแนวตะวันตกแบบโมเดิร์นเท่านั้น เห็นได้จากรายชื่อของผู้เข้าชิงเรื่องอื่นๆ ในปีนั้นที่เป็นหนังที่ค่อนข้างมืดหม่น​เกือบทั้งสิ้น ภาพยนตร์เหล่านั้นสะท้อนถึงความคิดของสังคมที่ต้องเผชิญความชั่วร้ายในชีวิตประจำวัน ไม่บ่อยครั้งที่หนังดาร์กๆ จะคว้ารางวัลยอดเยี่ยม และนั่นคือจุดกำเนิดของเทรนด์การเล่าเรื่องหนักๆ เพื่อล่ารางวัลนั่นเอง

 

Article

Moonlight (2016) หนังเกี่ยวกับคนผิวสีที่เปิดประเด็นเรื่องเพศ​อย่างตรงไปตรงมา เป็นหนังเรื่องแรกที่ชนะรางวัลในปีนั้น เพราะตั้งแต่โดนข้อหา Oscars So White ทางกองกรรมการจึงได้ปฏิรูปกระบวนการคัดเลือกสมาชิกใหม่ ปรับสัดส่วนให้มีคนรุ่นใหม่ ผู้หญิง คนผิวสี รวมถึงบุคลากรนานาชาติเข้ามาในคณะทำงานมากขึ้น​ เหตุการณ์ประกาศรางวัลผิดซองที่ La La Land เกือบจะได้รางวัลไปเป็นเหมือนการบอกแบบมีนัยว่าหนังอิสระได้เอาชนะหนังมิวสิคัลขนบฮอลลีวู้ดอย่างเด็ดขาด​ ซึ่งน่าจะเป็นปีที่กระแสพื้นที่ของคนผิวสีสุกงอม จึงทำให้เกิดหนังในขนบนี้มาชิงรางวัลอย่างต่อเนื่อง​

 

Article

Parasite(2019) ภาพยนตร์ที่สำแดงความเกริกเกียรติเกรียงไกรจากเอเชีย​ นอกจากแรงผลักดันจากอุตสาหกรรมหนังเกาหลีแล้ว Parasite ยังเป็นตัวแทนของการเปิดกว้างของออสการ์ยุคใหม่ที่ไม่ได้มีแค่หนังอเมริกันเท่านั้นที่จะคว้ารางวัลยอดเยี่ยมได้ นั่นอาจเป็นเพราะว่าโลกกำลังถามหาความเท่าเทียม ดังนั้นถ้าหนังมีความเป็นสากล พูดเรื่องชนชั้นหรือประเด็นที่มีต่อคนทั้งโลก​ก็อาจจะได้รางวัลไปได้ไม่ยาก

 

Article

ไม่ชนะ…แต่กาลเวลาพิสูจน์ว่าควรค่ากว่า​ 

 

Brokeback​ Mountain (​2005) หนังเล่าถึงความสัมพันธ์ของคู่รักเพศเดียวกันสุดละเมียดและบอบช้ำ หนังที่คาดหมายว่าจะคว้าหนังยอดเยี่ยมในท้ายที่สุดแต่กลับแพ้ให้ Crash ซึ่งแม้แต่​พิธีกรเปิดซองประกาศรางวัลอย่าง 'Jack Nicholson' ก็ยังตกใจ​ มีการวิเคราะห์ว่าเพราะกรรมการในยุคนั้น​ส่วนใหญ่เป็นชายสูงอายุที่ยังมีทัศนคติแบบเก่า ไม่กล้าพอที่จะมอบความแตกต่างให้กับสังคม​ จนต้องดึงมือกลับมามอบรางวัลให้หนังที่พูดเรื่องความแตกต่างทางเชื้อชาติแทน อย่างไรก็ตามหนังเกย์คาวบอยเรื่องนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพของการเล่าเรื่องความสัมพันธ์ให้ออกมาอย่างงดงามของผู้กำกับอังลี่ อีกทั้งหนังยังเป็นที่พูดถึงมาจนถึงทุกวันนี้

 

Article

The Social Network (2010) หนังกำเนิด​เฟซบุ๊ก น่าจะเป็นหนังที่เป็นบทบันทึกแห่งยุคดิจิทัลแต่กลับพ่ายแพ้ The King’s Speech ที่มี​ “สูตรหนังออสการ์” ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นหนังย้อนยุค นักแสดงอังกฤษรุ่นใหญ่ การกำกับแบบเนี้ยบสไตล์คลาสสิก ฉากหลังยุคสงคราม และตัวละครเอกที่มีความบกพร่องที่ต้องฝ่าฟัน ส่วน The Social Network นั้น “ล้ำยุค” เกินไปสำหรับรสนิยมสายอนุรักษ์ของอะคาเดมี ไม่ว่าจะเป็นหัวข้อเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต การเล่าเรื่องตัดสลับเวลาและมุมมอง ประเด็นความหม่นมืดทางศีลธรรม ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ หรือมุมมองของผู้กำกับรุ่นใหม่อย่าง 'David Fincher' แม้ว่าสุดท้ายจะได้รางวัลสาขาบทดัดแปลงยอดเยี่ยมรวมถึงรางวัลตัดต่อภาพยนตร์ จึงพิสูจน์ได้ว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่น่าจดจำและยกเป็นกรณีศึกษาของภาพยนตร์สมัยใหม่ที่น่าสนใจ

 

ทั้งหมดนี้อาจเป็นการวิเคราะห์ได้ว่าประวัติศาสตร์ของออสการ์คือประวัติศาสตร์ของความพยายามดิ้นรนเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือและความสอดคล้องกับยุคสมัย​ รวมถึงสิ่งที่นักวิเคราะห์บอกไว้อย่างสรุป ซึ่งไม่เกินจริงเลยว่ารางวัลนี้แท้ที่จริง​แล้วไม่ได้บ่งบอกถึงความสมบูรณ์แบบ​แต่ยังคงมีพื้นที่ให้ถกเถียง ให้เชียร์ ให้ตีความ ดังนั้นงานออสการ์ปีนี้อาจจะถึงคราวของหนังที่พูดเรื่องคนผิวดำล่าแวมไพร์ที่สอดแทรกบาดแผลทางประวัติศาสตร์อย่าง Sinners หรืออาจจะให้โอกาสกับหนังที่พูดถึงศัตรูของรัฐเพื่อป่าวประกาศว่าฮอลลีวู้ดจะสู้กับผู้นำขวาจัดของพวกเขาอย่าง One​ Battle​ After Another แต่ไม่ว่าจะอย่างไรที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ หนังยอดเยี่ยมแต่ละปีนั้นสะท้อนสิ่งที่เรามีร่วมกันต่อหนังที่เราชอบเรื่องหนึ่ง เป็นความประทับใจส่วนบุคคล เป็นจดหมายเหตุ และอาจจะบอกกับนักดูหนังในอีกร้อยปีข้างหน้า​ว่าเราบอกเล่าคุณค่าผ่านเรื่องเล่าทางภาพยนตร์ในแต่ละยุคสมัยอันเป็นสมบัติของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ที่ควรค่าต่อการศึกษาในอนาคตต่อไป

 

(สามารถตามไปอ่านบทความ 'Oscars ประกาศรายชื่อเข้าชิงรางวัล Academy Awards ครั้งที่ 98 ประจำปี 2026' ได้ที่นี่)

Photo : Courtesy of Movie Companies