เรื่อง: ปฐพร ทรัพย์ไพฑูรย์, ณัฏฐณิชา ภู่คล้าย, Shayan Amin
เรียบเรียง: อมันดา อัมพรมหา
กราฟิก: จินาภา ฟองกษีร
หลังจากการต่อสู้ที่กินเวลาหลายทศวรรษในที่สุดเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2568 ประเทศไทยก็เป็นประเทศแรกในอาเซียนและประเทศที่ 3 ในเอเชียที่ให้สิทธิ์คู่รักทุกคู่สามารถสมรสกันได้ โดยไม่จำกัดเพศ จึงเกิดภาพบรรยากาศของการเฉลิมฉลอง ความงดงามของภาพคู่รักที่สวมกอดกันทั้งน้ำตา บางคู่รอคอยเวลานี้มาเกือบทั้งชีวิต ธงสีรุ้งโบกสะบัดหน้าสำนักงานเขตและที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ จุดบรรจบของความจริงและความฝันถึงวันที่ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกันนับเป็น ก้าวประวัติศาสตร์ในการเรียกร้องความเท่าเทียม ที่ทำให้เราเผลอทึกทักเอาว่าชัยชนะที่ยิ่งใหญ่นี้ได้พาการต่อสู้เพื่อการโอบรับความแตกต่างหลากหลายทางเพศมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว แต่ในความเป็นจริงข้างหลังภาพความสุขเหล่านั้นยังมีคำถามสำคัญที่รอให้สังคมร่วมหาคำตอบไปพร้อมๆ กันว่าความเท่าเทียมตามกฎหมายเพียงพอแล้วหรือยังเราเท่าเทียมกันจริงๆ แล้วหรือ หรือนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม
แม้กฎหมายสมรสเท่าเทียมหรือพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 จะมีผลบังคับใช้แล้ว ทำให้คู่รักทุกเพศได้รับสิทธิ์ที่เคยสงวนไว้แค่คู่รักชาย-หญิง เช่น การฟ้องหย่า การรับบุตร บุญธรรม การจัดการสินทรัพย์ร่วมกัน รวมถึงปิดทางให้กฎหมายอื่นๆ อ้างถึง "สามี-ภรรยา"ให้ครอบคลุมถึงคำว่าคู่สมรส แต่ยังมีอีกหลายประเด็นความเท่าเทียมทางเพศที่ต้องผลักดันกันต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายลูกฉบับอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ข้องคู่สมรส แต่ยังจำกัดอยู่ที่กรอบของคำว่า "ชาย" และ "หญิง" ให้รองรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไปจนถึงการทำให้สังคมทุกภาคส่วนโอบรับความแตกต่างหลากหลายอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่รับรองบนหน้ากระดาษ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเรายังไปไม่ถึงจุดนั้น แต่คุณค่าของหมุดหมายสำคัญนี้ก็ไม่ได้ลดน้อยลงไป สำหรับใครหลายคนกฎหมายสมรสเท่าเทียมคือสารตั้งต้นของความหวังที่จะกรุยทางให้เรื่องอื่นๆ เกิดได้ง่ายขึ้น

ความเท่าเทียมได้เกิดขึ้นแล้วและจะใช้ได้จริงเมื่อยามมีความจำเป็น
"เรารู้สึกว่าเราถูกมองเห็น รู้สึกดีที่เราได้รับการรับรองทางกฎหมาย" ยิม-เบญจรงค์ รุ่งมณีกุล อายุ 34 ปี อาชีพทนายความมองว่าความเท่าเทียมที่เกิดขึ้นแล้วหลังจากจดทะเบียนสมรส คือการสร้างครอบครัวและได้รับสิทธิ์ของการเป็นครอบครัวตามกฎหมาย การจดทะเบียนทำให้คู่ชีวิตสามารถดูแลชีวิตของกันและกัน สร้างอนาคตร่วมกันได้โดยมีกฎหมายรองรับ ยิมกับสามีเป็นคู่รักคู่แรกๆ ที่ไปใช้สิทธิจดทะเบียนในวันที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้ เขาเล่าว่าจุดเริ่มต้นที่ทำให้อยากได้รับการรับรองสถานะทางกฎหมายเกิดจากความต้องการบริจาคร่างกายและอวัยวะทั้งหมดหลังเสียชีวิต รวมถึงประสบการณ์ในการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตอนที่กฎหมายยังไม่รองรับทำให้สามีของยิมไม่สามารถให้ความยินยอมในการรักษาแทนเขาได้ เนื่องจากไม่ได้เป็นคนในครอบครัว "ผมมีอาการอาหารเป็นพิษรุนแรงต้องเข้าโรงพยาบาลด่วน แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ทำให้แฟนไม่สามารถเซ็นเอกสารแทนได้ ผมต้องฝืนเซ็นเองทั้งที่แทบลุกไม่ไหว"
ในยามวิกฤติ สิทธิทางกฎหมายแบบนี้คือความแตกต่างระหว่างการได้รับการดูแลอย่างเต็มที่กับการถูกกันออกจากชีวิตของคืนที่เรารัก ดังนั้นสำหรับยิมหลังจากจดทะเบียนแล้ว เขารู้สึกว่าความเท่าเทียมได้เกิดขึ้นแล้ว อย่างน้อยการให้สิทธิในการดูแลกันเป็นสิทธิ์ของการเป็นครอบครัวตามกฎหมาย ซึ่งสิทธิ์นี้เป็นการทำให้คู่ชีวิตสามารถดูแลชีวิตของกันและกันรวมถึงสร้างอนาคตร่วมกันอย่างมั่นคงได้โดยมีกฎหมายรองรับ

ความเท่าเทียมต้องไม่ใช่แค่ Rainbow Washing
แม้จะมีความมั่นคงมากในระดับหนึ่งหลังจากจดทะเบียนสมรส แต่สำหรับยิมเขามองว่าสิ่งที่ต้องผลักดันต่อคือการให้สิทธิและสวัสดิการในองค์กรอย่างเท่าเทียมทั่วถึงทุกเพศ เพราะบางองค์กรแม้จะมีนโยบายเรื่องความหลากหลายและการไม่เลือกปฏิบัติ แต่ส่วนใหญ่มักเป็นเพียงคำสวยหรูบนกระดาษ ไม่ได้ถูกนำมาใช้จริงในระดับปฏิบัติการ "องค์กรระดับโลกบางแห่งมีหลักการ DEI (Diversity, Equity, Inclusion) อย่างเป็นระบบ แต่องค์กรไทยโดยทั่วไปแนวคิดนี้ยังไม่ฝังรากลึก และผู้บริหารจำนวนไม่น้อยก็ยังไม่เข้าใจหรือไม่ได้ให้ความสำคัญจริงจัง เพราะฉะนั้นวาระเร่งด่วนคือการทำให้แนวคิดเหล่านี้ไม่หยุดอยู่แค่บนเวทีสัมมนา แต่แปรเปลี่ยนเป็นสวัสดิการและการคุ้มครองสิทธิที่จับต้องได้สำหรับทุกคนในที่ทำงาน"
การเกิดขึ้นของสมรสเท่าเทียมไม่ได้ทำให้อคติและการเลือกปฏิบัติหายไป ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่หวาดกลัวกับการต้องเผชิญกับอคติในชีวิตประจำวัน กังวลกับผลกระทบต่อการเติบโตและโอกาสก้าวหน้าในอาชีพ เพราะสังคมบางส่วน โดยเฉพาะในแวดวงวิชาชีพยังมองความรักของคนเพศเดียวกันว่าเป็นเรื่องผิดปกติ "แพทย์บางสถาบันยังลังเลที่จะเปิดเผยสถานะว่าเป็นคู่รักเพศเดียวกัน แฟนของผมเป็นหมอผ่าตัด เขาเติบโตมาในระบบที่อาจารย์เก่งๆ หลายคนยังถูกกีดกันเพียงเพราะรสนิยมทางเพศ และแม้ตอนนี้เราจะอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ในความรู้สึกของผู้คนความเท่าเทียมมันยังมาไม่ถึง" ยิมตัดพ้อ นั่นคือสิ่งที่เขาต้องการให้มีการผลักดันให้เกิดผลจริงต่อไป

เมื่อกฎหมายถูกจำกัดใช้แค่คนในประเทศ
แม้กฎหมายสมรสเท่าเทียมจะมีผลบังคับใช้แล้ว แต่ยังมีคู่รักส่วนหนึ่งที่รู้สึกยินดีกับความเสมอภาคที่เกิดขึ้นแต่ก็เลือกที่จะยังไม่ใช้สิทธิ์เนื่องจากเหตุผลและข้อจำกัดที่เกิดขึ้นกับคู่รักต่างเพศเช่นเดียวกัน เช่น การรอคอยเวลาที่เหมาะสม "ถึงแม้ว่าเราจะยังไม่ได้ใช้สิทธิ์แต่เราก็ดีใจว่าถ้าวันหนึ่งเราจะใช้ มันก็มีให้ใช้และสถานะของเรามีกฎหมายรับรอง" เอ-ฐิติพงศ์เอมพรหม รังสีแพทย์วัย 37 ปีกล่าว เอซึ่งคบหากับ Christopher Jackson พยาธิแพทย์ชาว-แอฟริกาใต้อายุ 39 ปีมากว่า 10 ปียังไม่คิดจะแต่งงานหรือจดทะเบียนในเร็ววัน และยังไม่เคยคุยกับแฟนเรื่องนี้อย่างจริงจังเนื่องจากความสัมพันธ์ของทั้งคู่เป็นความสัมพันธ์ระยะทางไกล ทั้งคู่จึงตัดสินใจที่จะลองใช้ชีวิตใต้ชายคาเดียวกันอย่างน้อย 1 ปีก่อนจะตัดสินใจว่าจะแต่งหรือไม่แต่ง เอเล่าว่ารู้สึกดีที่ความสัมพันธ์ของตนมีกฎหมายรองรับ ทำให้สามารถยกทรัพย์สินหรือมรดกให้คนรักได้ถ้าต้องการ แต่ในฐานะของคนที่มีคู่ชีวิตเป็นชาวต่างชาติ สิ่งหนึ่งที่ยังเป็นข้อจำกัดสำคัญไม่ใช่แค่ในคู่รักเพศเดียวกันคือการให้สัญชาติแก่คู่สมรสซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนของกฎหมายไทย โดยเฉพาะกรณีที่คู่สมรสเป็นชาย การที่คู่สมรสมีข้อจำกัดในการได้รับสัญชาติไทยอาจทำให้คู่สมรสเสียโอกาสในการได้รับสิทธิ์หรือสวัสดิการที่จำกัดให้เฉพาะผู้ที่มีสัญชาติไทย

ก้าวต่อไปของสมรสเท่าเทียม
"สมรสเท่าเทียมคือชัยชนะทางกฎหมาย แต่คำถามคือสังคมยอมรับเราอย่างแท้จริงหรือยัง" ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้เป็นกำลังสำคัญในการผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียมชวนสังคมตั้งคำถามแม้การมีชีวิตในแบบที่สอดคล้องกับเพศสภาพของตนเองคือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน แต่ธัญวัจน์มองว่าบุคคลที่นิยามตัวเองว่าเป็น LGBTQ+ โดยเฉพาะกลุ่มหญิงข้ามเพศ (Transgender) ยังต้องเผชิญกับอคติทางสังคมที่รุนแรง ไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองและใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีกับเพศที่เลือกโดยสมบูรณ์ เห็นได้ชัดจากการเรียกร้องเรื่องการใช้คำนำหน้าของหญิงข้ามเพศ สังคมยังต่อต้านแนวคิดดังกล่าวกระทั่งในรัฐสภาเองก็ยังมีกระแสต่อต้านกฎหมาย อัตลักษณ์ทางเพศแม้แต่ในกลุ่มผู้ออกกฎหมายที่สนับสนุนสมรสเท่าเทียมเอง "กฎหมายสมรสเท่าเทียมได้รับเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้นใน สังคมและโลกออนไลน์ แต่ร่างกฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนคำนำหน้านามกลับถูกต่อต้านอย่าง รุนแรง ผู้คนอาจยอมรับความรักได้ แต่การกำหนด ตัวตนของคนยังเป็นเรื่องที่สังคมรับได้ยาก" ธัญวัจน์มองว่าความเท่าเทียมทางเพศที่แท้จริงจะเกิดขึ้นเมื่อคนทุกเพศไม่ว่าจะเป็น LGBTQ+ ชาย หรือหญิงสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี มีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน แม้สมรสเท่าเทียมจะเป็นหมุดหมายสำคัญ แต่บนเส้นทางของความเท่าเทียมทางเพศยังมีอีกหลายประเด็นที่ต้องผลักดัน ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายอัตลักษณ์ทางเพศ เพื่อให้บุคคลสามารถเปลี่ยนคำนำหน้า ชื่อให้ตรงกับเพศสภาพของตนได้ กฎหมายว่าด้วยอาชญากรรมจากความเกลียดชัง เพื่อปกป้องบุคคลจากความรุนแรงที่เกิดจากอคติทางเพศหรืออัตลักษณ์ การจัดการอุ้มบุญและเทคโนโลยีเจริญพันธุ์ การแก้กฎหมายสัญชาติ รวมถึงการสร้างกลไกเพื่อให้การสมรสเท่าเทียมในไทยได้รับการรับรองจากต่างประเทศ ผ่านข้อตกลงทวิภาคี
ในปัจจุบันที่ประเด็นเรื่องคำนำหน้านามกลายเป็นบทสนทนาใหม่ในสังคม โดยเฉพาะในวงการนิติบัญญัติ ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและ สิทธิมนุษยชนให้ความเห็นว่า "ในยุคที่เด็กกำลังเติบโตมาในยุคที่ไม่ยึดติดกับคำว่าเพศ สิ่งสำคัญไม่ใช่การกำหนดว่าใครเป็นอะไร แต่คือการเปิดพื้นที่ให้เขาได้เลือกและเติบโตด้วยความรักไม่ใช่กรอบ" ศศีนันท์บอกว่าความท้าทายในการผลักดันกฎหมายที่มีความละเอียดอ่อนอยู่ที่การเปลี่ยนความคิดของผู้คนโดยเฉพาะในสภา ในกรณีของสมรสเท่าเที่ยมเอง สส.หลายคนโหวตให้กฎหมายสมรสเท่าเทียมผ่านเพราะแรงกดดันจากพรรคหรือสังคม ไม่ใช่เพราะเข้าใจหรือเชื่อในหลักการของความเท่าเทียมทางเพศอย่างแท้จริง
แม้จะมีคนไม่เห็นด้วยและมีการต่อต้านในวงกว้าง สังคมควรจะถกเถียง แลกเปลี่ยน และหาทางออกร่วมกันโดยไม้ปิดประตูตาย ศศินันท์เชื่อว่าความกลัวไม่ว่าจะกลัวว่าจะมีการแอบอ้างหลอกลวง กลัวว่าจะเกิดความสับสน หรือกลัวว่าระบบราชการจะตามไม่ทัน ไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลในการปฏิเสธสิทธิของผู้อื่น สิ่งที่ควรทำคือการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการ จัดการกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นอย่างมีระบบไม่ใช่ปิดกั้นตั้งแต่ต้นเพราะความกลัว

ศึกใหญ่เสร็จสิ้น แต่การผลักดันยังต้องทำต่อ
ในฟากรัฐบาลซึ่งเป็นอีกภาคส่วนสำคัญในการผลักดันสมรสเท่าเทียม อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณากฎหมายสมรสเท่าเทียม หรือพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 บอกกับเราว่า "สิ่งที่น่ายินดีคือเมื่อสมรสเท่าเทียมผ่านแล้วไม่มีการต่อต้านจากสังคม หลังจากนี้ภารกิจของ รัฐบาลคือการขับเคลื่อนทางกฎหมายขั้นต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการคอยดูแลปรับปรุงตัวบทของพ.ร.บ. สมรสเท่าเทียมเอง การรับบุตรบุญธรรม รวมถึงการแก้ไข พ.ร.บ. สัญชาติที่ยังติดขัดอยู่ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังแก้ไขเพื่อปรับปรุงกฎหมายฉบับอื่นให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากสมรสเท่าเทียมโดยอาจต้องใช้เวลาสักระยะ"

บทสรุปและก้าวที่จะต้องเดินต่อ
กฎหมายสมรสเท่าเทียมคือชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ที่เกิดจากแรงกายแรงใจของผู้คนมากมายแต่การต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมยังไม่สิ้นสุด ยังมีประเด็นที่ซับซ้อนและเปราะบางที่สังคมต้องถกเถียงและหาทางออกร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงกฎหมายเก่าหลายฉบับ การรณรงค์เพื่อเปลี่ยนทัศนคติหรือการผลักดันให้ทุกภาคส่วนในสังคมเข้าใจและเห็นความสำคัญของเรื่องนี้จริงๆ ดังนั้นหากถามว่าก้าวต่อไปของกฎหมายสมรสเท่าเทียมจะเป็นอย่างไร คงยังให้คำตอบที่ชัดเจนในตอนนี้ไม่ได้ เพราะต้องใช้เวลาและองค์ความรู้จากหลายฝ่ายในการพัฒนาต่อไป แต่หากมองในภาพรวม ณ ขณะนี้นับได้ว่ากฎหมายสมรสเท่าเทียมคือจุดเริ่มต้นของการพัฒนากระบวนการที่จะพาสังคมไปสู่การโอบรับความหลากหลายอย่างแท้จริง
(สามารถอ่านเรื่อง VOGUE SCOOP | แคมเปญโลกแฟชั่นยุคใหม่ การสื่อสารที่เป็นมากกว่าแค่ภาพถ่าย ได้ที่นี่)


VOGUE SCOOP | รวมปรากฏการณ์ THAI POWER ของคนไทยที่ได้ไปเฉิดฉายบนพรมแดงเมืองคานส์ 2025




