Istituto Marangoni

FASHION

VOGUE SCOOP | เชื่อมโยงการศึกษากับอุตสาหกรรมแฟชั่นโลก ผ่านการวิเคราะห์หลักสูตรของ Istituto Marangoni

ในแต่ละภาคส่วนของอุตสาหกรรมแฟชั่น ตั้งแต่การออกแบบ การบริหารแบรนด์และการตลาด การบริหารผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการสื่อสารแฟชั่นและการสไตลิ่ง ล้วนเชื่อมโยงกับรูปแบบการเรียนการสอนของ Istituto Marangoni

25 กุมภาพันธ์ 2569

อุตสาหกรรมแฟชั่นลักชัวรีระดับโลกในปัจจุบันไม่อาจนิยามได้ด้วยภาพของรันเวย์ตามฤดูกาลหรือการเปิดตัวสินค้าแบบดร็อปอีกต่อไป โครงสร้างแนวตั้งที่เคยยึดโยงอยู่กับลายเซ็นของดีไซเนอร์และตรรกะงานฝีมือ ไม่ว่าจะโอตกูตูร์ เทเลอริ่ง หรือเครื่องหนัง ได้เริ่มคลี่คลายสู่ระบบนิเวศหลากหลายภาคส่วน แบรนด์จำนวนมากไม่ได้ดำรงอยู่เพียงในฐานะเมซง หากทำหน้าที่เสมือนแพลตฟอร์มทางวัฒนธรรม ที่แฟชั่นเป็นประตูสู่จักรวาลซึ่งครอบคลุมความงาม การออกแบบ ศิลปะ สื่อ และแม้แต่ธุรกิจการบริการ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่ diversification แต่คือวิวัฒนาการเชิงกลยุทธ์ของการสร้างมูลค่า อิทธิพล และความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว จากสินค้าสู่ประสบการณ์ จากคอลเล็กชั่นสู่โลกของแบรนด์อย่างครบวงจร

 

การเคลื่อนตัวของอุตสาหกรรมดังกล่าวดำเนินควบคู่ไปกับพัฒนาการของ Istituto Marangoni ซึ่งก่อตั้งขึ้นที่มิลานในปี 1935 จากรากฐานวัฒนธรรมการตัดเย็บแบบอิตาเลียน สู่การเป็นสถาบันอุดมศึกษานานาชาติด้านแฟชั่น ศิลปะ การออกแบบ และลักชัวรี โครงสร้าง Study Areas รูปแบบใหม่ของสถาบันสะท้อนการจัดระเบียบของอุตสาหกรรมร่วมสมัยอย่างชัดเจน แทนที่จะมองแฟชั่นเป็นศาสตร์โดดเดี่ยว สถาบันวางระบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับวิธีที่กลุ่มลักชัวรีและแบรนด์อิสระระดับสูงเติบโตผ่านการขยายแบรนด์ (brand extension) และการเล่าเรื่องข้ามสาขา (cross-disciplinary storytelling)

 

ผลลัพธ์คือพอร์ตโฟลิโอหลักสูตรที่ออกแบบมาสำหรับเส้นทางอาชีพแบบไม่เป็นเส้นตรง นักศึกษาสามารถสร้าง trajectory ที่เคลื่อนผ่าน FASHION, BEAUTY, DESIGN, ART และ LUXURY HOSPITALITY ผสานหลักสูตรระดับปริญญาตรี (BA) ปริญญาโท (MA) และหลักสูตรเร่งรัดหนึ่งปี (One-Year Intensive) เข้าเป็นโครงสร้างการพัฒนาแบบต่อเนื่องและซ้อนทับ (stacked progression) ได้อย่างยืดหยุ่น การเคลื่อนย้ายข้ามวิทยาเขตในเครือข่ายระดับโลก ตั้งแต่มิลาน ฟลอเรนซ์ ลอนดอน ปารีส ดูไบ ริยาด มุมไบ จนถึงเซี่ยงไฮ้ ทำให้การเรียนรู้เกิดขึ้นภายในบริบทของ luxury capitals ที่มีระบบอุตสาหกรรมสร้างสรรค์รองรับจริง การศึกษาและตลาดจึงไม่ได้แยกจากกันหากอยู่ในบทสนทนาเดียวกันอย่างกลมกลืน

 

ความสอดคล้องระหว่างการศึกษาและอุตสาหกรรมไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดเชิงภาพลักษณ์ งานวิจัยโดย Doxa ระบุว่า กลุ่มสถาบันมีอัตราการได้งานทำสูงถึง 91% ขณะเดียวกันยังได้รับการจัดอันดับอยู่ในระดับ Top 100 ของโลกในสาขา Art & Design จาก QS World University Rankings 2025 ตอกย้ำสถานะทางวิชาการระดับนานาชาติ และความเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับตลาดแรงงานลักชัวรีระดับโลก

 

หัวใจสำคัญของโมเดลนี้คือ การเรียนรู้ที่ขับเคลื่อนโดยอุตสาหกรรม (industry-driven learning) ในทุก Study Area มีการบูรณาการ live projects ที่พัฒนาร่วมกับแบรนด์ลักชัวรีชั้นนำ เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ทำงานกับโจทย์จริง เผชิญความท้าทายของตลาดปัจจุบัน และวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยนผ่าน ในอุตสาหกรรมที่นิยามด้วยความเร็วและความไวต่อวัฒนธรรม การได้สัมผัสกระบวนการจริงทำให้บัณฑิตไม่ได้เพียงเรียนรู้ที่จะติดตามเทรนด์ แต่เรียนรู้ที่จะตีความและกำหนดทิศทางของมัน

 

 

หากมองในเชิงโครงสร้างภาคส่วน FASHION ยังคงเป็นระบบต้นกำเนิด เป็นพื้นที่ที่ภาษาแห่งการออกแบบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การบริหารผลิตภัณฑ์เพื่อการจำหน่าย การสื่อสาร และกลยุทธ์แบรนด์ถูกหล่อหลอมขึ้น แต่บทบาทของแฟชั่นในวันนี้คือการทำหน้าที่เป็น ‘ศาสตร์แม่’ ที่หล่อเลี้ยงภาคส่วนอื่น ตั้งแต่ความร่วมมือเชิงสร้างสรรค์ไปจนถึงการขยายหมวดหมู่สินค้าและการเล่าเรื่องแบบ Omnichannel

 

BEAUTY คือหนึ่งในส่วนขยายที่ทรงพลังที่สุด เพราะสามารถทำให้อุตสาหกรรมของความปรารถนากลายเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้โดยไม่ลดทอนความหมายเชิงสัญลักษณ์ ตัวอย่างเช่น CHANEL No. 5 ซึ่งเฉลิมฉลองครบรอบหนึ่งศตวรรษ แสดงให้เห็นว่าน้ำหอมสามารถกลายเป็นอนุสรณ์สถานทางวัฒนธรรมที่ทำให้เมซงคงอยู่ในความทรงจำข้ามรุ่นได้ ในภูมิทัศน์นี้ การสร้างแบรนด์ วัฒนธรรมการปรุงสูตร การออกแบบบรรจุภัณฑ์ และกลยุทธ์การสื่อสาร หลอมรวมกันเป็นจักรวาลแห่งประสาทสัมผัสที่ดำรงอยู่เหนือฤดูกาลแฟชั่น

 

DESIGN ในบริบทลักชัวรีร่วมสมัยไม่ใช่ตลาดแยกส่วน แต่เป็นภาษาของแบรนด์ที่แทรกซึมอยู่ในวัตถุ พื้นที่ ร้านค้า และประสบการณ์แบบ immersive เมื่อแบรนด์พัฒนาเป็นแพลตฟอร์ม ดีไซน์จึงทำให้อัตลักษณ์ ‘เข้าไปอยู่อาศัยได้’ ตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์และชิ้นงานสะสม ไปจนถึงคอนเซ็ปต์ร้านบูติกและการติดตั้งเชิงประสบการณ์ ลูกค้าไม่ได้เพียงซื้อสินค้าแต่ก้าวเข้าสู่โลกที่ถูกออกแบบอย่างมีความหมาย

 

ART กลายเป็นกลไกของความชอบธรรมทางวัฒนธรรมผ่านมูลนิธิ ความร่วมมือกับศิลปิน งานคอมมิชชั่น และนิทรรศการในฐานะกลยุทธ์การเล่าเรื่อง นิทรรศการระดับพิพิธภัณฑ์ เช่น การจัดแสดงของ CHANEL ที่ Palais Galliera แสดงให้เห็นว่ามรดกและนวัตกรรมสามารถถูกจัดวางในฐานะทุนทางวัฒนธรรม ศิลปะจึงไม่ใช่เพียงการสนับสนุน หากเป็นการแสดงบทบาทในฐานะผู้ประพันธ์เรื่องเล่า

 

LUXURY HOSPITALITY คือพรมแดนล่าสุดของการขยายแบรนด์ และอาจเป็นรูปแบบที่ immersive ที่สุด เพราะเปลี่ยนอัตลักษณ์ให้กลายเป็นบริการ ธรรมเนียม การออกแบบพื้นที่ และประสบการณ์ครบวงจร โดยผสานแฟชั่น ดีไซน์ ศิลปะ และบิวตี้เข้าไว้ในโมเดลปฏิบัติการเดียว ที่นี่ไลฟ์สไตล์ไม่ได้เป็นเพียงภาพลักษณ์ หากแต่กลายเป็นประสบการณ์ที่มีชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้าก็เปลี่ยนจากความผูกพันตามฤดูกาลสู่ความต่อเนื่องระยะยาว

 

ในบริบทเช่นนี้ ความได้เปรียบในการแข่งขันไม่ได้อยู่ที่ความเชี่ยวชาญเพียงศาสตร์เดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ข้ามภาคส่วน การนำองค์ความรู้จากแฟชั่นไปสู่กลยุทธ์บิวตี้ แปลงความเชี่ยวชาญด้านการสื่อสารสู่ภัณฑารักษ์ เชื่อมตรรกะธุรกิจกับการออกแบบประสบการณ์และการบริหารการบริการ โครงสร้างของ Istituto Marangoni ด้วยระบบ Study Areas ที่หลากหลาย ความคล่องตัวข้ามวิทยาเขต และเส้นทางต่อยอดจาก BA สู่ MA และ One-Year Intensive จึงสะท้อนวิธีที่ลักชัวรีดำเนินงานจริงในฐานะระบบอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงถึงกัน

 

ผลลัพธ์คือโปรไฟล์บัณฑิตรูปแบบไฮบริดที่เคลื่อนย้ายได้ในระดับนานาชาติ และมีความเข้าใจเชิงกลยุทธ์ ผู้ที่สามารถเริ่มต้นจาก Fashion Design แล้วพัฒนาไปสู่ Fragrance Creation & Branding เริ่มจาก Fashion Communication แล้วเปลี่ยนสู่ Art Curation หรือสร้างเส้นทางจาก Fashion Business ไปสู่ Luxury Hospitality Strategy เส้นทางอาชีพจึงสะท้อนรูปแบบการขยายตัวของกลุ่มลักชัวรีร่วมสมัยที่มองแบรนด์ไม่ใช่ในฐานะผู้ผลิตสินค้า แต่ในฐานะผู้สร้างโลกทางวัฒนธรรมที่มีชีวิตและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

Photo : Courtesy of Istituto Marangoni