เมื่อกฎเกณฑ์หมวดหมู่ของรางวัล Le Grand Prix d'Horlogerie de Genève หรือที่รู้จักกันในชื่อ GPHG ประจำปี 2026 ถูกเปลี่ยนแปลง นำมาสู่การมองภาพสะท้อนของอุตสาหกรรมนาฬิกาที่มีมากกว่าเรื่องเพศ แต่กำลังเน้นย้ำถึงการเจาะลึกรายละเอียดและความสำคัญของชิ้นงานฝีมือโดยปราศจากข้อจำกัดหรือการขีดเส้นขอบเขต
สรุป 5 ไฮไลต์สำคัญจากการจัดหมวดหมู่ใหม่แทนที่นาฬิกาหมวดผู้หญิงของ GPHG ประจำปี 2026
- หมวดหมู่นาฬิกาผู้หญิงรูปแบบต่างๆ (รวมถึงผู้ชาย) ถูกยกเลิก นำมาสู่การให้ความสำคัญเรื่องรายละเอียดงานฝีมือ ฟังก์ชั่น และทุกองค์ประกอบโดยไม่มีขีดจำกัดคำนิยามเรื่องเพศ
- หมวดหมู่ที่นาฬิกาจิวเวลรีเข้ามามีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้น เพราะไม่ใช่แค่การนำเสนอความหรูหราซึ่งผูกติดกับเพศใดเพศหนึ่ง แต่กำลังแสดงให้เห็นถึงการผนวกศาสตร์ 2 ด้านเข้าด้วยกันแบบไม่มีกฎเกณฑ์
- ภาพสะท้อนการเดินหน้าของอุตสาหกรรมนาฬิกาในปัจจุบันต่อเนื่องจนถึงอนาคต เมื่อคนสะสมและชื่นชอบนาฬิกาอาจไม่ได้ต้องการคำจำกัดความเรื่องเพศ แต่เลือกสรรความพึงพอใจขั้นสูงสุด
- แนวโน้มการลบล้างเรื่องภาพจำทางเพศที่แข็งแกร่งมากในวงการนาฬิกา ทั้งเรื่องไซซ์ สี รายละเอียดต่างๆ ทั้งหมดจะกลายเป็นเพียงองค์ประกอบของเรือนเวลาที่ใครจะใส่ก็เป็นการตัดสินใจอย่างอิสระ
- วงการนาฬิกากำลังจะเดินหน้าและตอบโจทย์ผู้สวมใส่หลากหลายรูปแบบ นิยามคำว่า “Genderless” จะเติบโตและเป็นสิ่งสำคัญที่ผลักดันอุตสาหกรรมนาฬิกาให้เหมาะสำหรับทุกคนมากยิ่งขึ้น
ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านมาอุตสาหกรรมนาฬิกาคือแวดวงที่ผู้ชายครองอำนาจ ไม่เพียงแต่ผู้สรรสร้าง ผู้บริหาร และกลุ่มทุน แต่หมายถึงเหล่าลูกค้าที่มีอำนาจการซื้อสูงก็เป็นผู้ชายเช่นเดียวกัน ถึงกระนั้นปัจจุบันนาฬิกาเป็นเรื่องของทุกคนไม่ว่าจะเพศใดก็ตาม การแบ่งประเภทโดยเฉพาะรางวัลอันทรงเกียรติจึงมีการปรับเปลี่ยนและสะท้อนถึงรสนิยมการสวมใส่นาฬิกาที่หลากหลายโดยไม่ยึดโยงกับเรื่องเพศ ปี 2026 รางวัล GPHG จึงทำการปรับประเภทรางวัลให้ปราศจากการแบ่งเกณฑ์ทางเพศ ครั้งนี้ไม่มีนาฬิกาผู้หญิงหรือผู้ชาย แต่มีการเจาะลึกรายละเอียดด้วยประเภทของฟังก์ชั่น งานฝีมือ และมาตรฐานรูปแบบต่างๆ แทน สะท้อนภาพอย่างชัดเจนว่านาฬิกาที่ถูกออกแบบมาในสไตล์ “Genderless” คือไซซ์ที่พอเหมาะสำหรับทุกคน หรือรายละเอียดที่เชื่อมโยงระหว่างนาฬิกผู้หญิงและผู้ชายแบบดั้งเดิม หรือในอีกมุมหนึ่งผู้หญิงก็สวมนาฬิกาผู้ชาย หรือผู้ชายหลายคนก็มีมุมมองต่อนาฬิกาผู้หญิงที่สามารถตอบโจทย์ด้านรสนิยมด้วยเช่นกัน หรือจะกลุ่ม LGBTQ+ ที่เปิดโลกอีกมุมมองให้อุตสาหกรรมนาฬิกา โดยครั้งนี้โว้กหยิบยก 3 หมวดการตัดสินรางวัลครั้งนี้ที่อาจแสดงถึงนาฬิกาผู้หญิงแต่มุ่งเน้นเรื่องความยอดเยี่ยมในชิงสร้างสรรค์ให้มากขึ้นกว่าเดิม
GEMSET: นาฬิกาประดับอัญมณี
กฎเกณฑ์ของนาฬิกาประเภทนี้คือการคงอยู่ของรูปทรงและรายละเอียดนาฬิกาดั้งเดิม เพิ่มเติมคือการสอดแทรกรายละเอียดการประดับอัญมณีในน้ำหนักจำกัดที่ 6 กะรัต ดังนั้นนาฬิกาหมวดนี้จึงรักษาความงดงามในแบบนาฬิกาพื้นฐาน (หรืออาจจะซับซ้อน) ทว่าวัสดุหินสีเลอค่าจะไม่ได้แทนที่จนกลายเป็นจุดสนใจเด่นจนเกินไป นาฬิกาอย่าง Bovet 1822 Récital 23 ส่งเข้าประกวดด้วยนาฬิกาทรงรี วางหน้าปัดแบบไม่กึ่งกลาง รายล้อมเบเซลด้วยเพชร แต่ยังคงเอกลักษณ์และจุดเด่นของหน้าปัดจากรุ่นดั้งเดิม Bvlgari Serpenti Aeterna การเนรมิตศิลปะ Serpenti โฉมใหม่กับการประดับเพชรระยิบระยับแต่มีนางเอกเป็นรูปทรง ด้าน Chopard ส่ง L’Heure du Diamant เข้าประกวดด้วยนาฬิกาที่มีลายเส้นแบ่งสัดส่วนตลอดทั้งตัวเรือน เพิ่มเติมด้วยการประดับเพชร หรือจะเป็น Franck Muller Round Triple Mystery Skeleton กับรูปแบบของนาฬิกาบอกเวลาด้วยการหมุนวนบนหน้าปัด ซึ่งเสริมความระยิบระยับด้วยเพชรทั้งบนหน้าปัด เบเซล และข้อต่อสาย นอกจากนี้ยังมี Piaget Swinging Pebble นาฬิกาสร้อยคอที่เน้นการใช้หินควอตซ์ ซึ่งแต่ละเรือนจะกลายเป็นผลงานแบบ One-of-a-Kind ในแง่หนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่การผลิตเพียงเรือนเดียวซึ่งจะไม่เข้าเกณฑ์ตัดสิน ปิดท้ายด้วยผลงานจาก Tiffany & Co. กับเรือนเวลา Paradise Bird Toucan ที่นำเสนอความงดงามของนกทูแคนบนหน้าปัดพร้อมการประดับเพชรรายล้อมเบเซล
JEWELLERY: นาฬิกาจิวเวลรี
ความแตกต่างของนาฬิกาจิวเวลรีกับนาฬิกาประดับอัญมณีอาจฟังดูทับซ้อนชวนงง ทว่าเกณฑ์การตัดสินแตกต่างกันชัดเจน หมวดนาฬิกาประดับอัญมณีมุ่งเน้นเรื่องตัวเรือนโดยมีแนวคิดเรื่องเรือนเวลาเป็นสำคัญ ในขณะที่นาฬิกาจิวเวลรีมุ่งเน้นเรื่องศาสตร์ของจิวเวลรีแบบเจาะลึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคนิคการรังสรรค์อันละเอียดประณีต มาพร้อมรายละเอียดการประดับวัสดุต่างๆ อย่างเนี้ยบทุกกระเบียดนิ้ว รวมถึงวิธีการเลือกสรรอัญมณีที่ถือเป็นศาสตร์อันซับซ้อนอย่างหนึ่งด้วยเช่นกัน นาฬิกาในหมวดนี้จึงสะท้อนภาพของงานฝีมือด้านจิวเวลรีขั้นสูง เริ่มตั้งแต่ Bvlgari Tubogas Manchette กับการเลือกสรรอัญมณีหลากสีร้อยเรียงไปตามรูปทรงตัวเรือนและสายที่เชื่อมโยงกันอย่างสง่างาม เพชรที่ส่องทอประกายพร้อมแพตเทิร์นของรังสีแสงที่มีมิติ Chopard Myster Nut กับเมล็ดถั่วแสนหรูหรา นาฬิกาสร้อยคอพร้อมล็อกเก็ตโดดเด่นด้วยรูปทรงถั่วราวกับเป็นผลผลิตจากธรรมชาติ เช่นเดียวกับงานประดับเพชรที่น่าสนใจ Dior Montres มาพร้อม Dior Grand Bal Nuit des Indes นาฬิกาเพชรที่ตระการตาทั้งสายและตัวเรือน วงภายในหน้าปัดไล่เรียงอัญมณีที่ชูความโดดเด่นของศาสตร์จิวเวลรีเต็มรูปแบบ แม้นาฬิกาจะมาในรูปแบบ Time-Only ก็ตาม เพิ่มเติมประเภทนี้อีก 3 เรือนด้วย Franck Muller Vanguard Curvex Cut® Flower ที่เหล่าพืชพันธุ์ดอกไม้ ปรากฏบนหน้าปัดสีชมพู หรือจะเป็น Jacob & Co Billionaire Double Tourbillon Angel-Cut Diamonds ที่เสิร์ฟความหรูด้วยตัวเรือนเพชรที่รายล้อมกลไกตูร์บิญง 2 ด้านได้อย่างอัดแน่น ด้าน Piaget ก็ส่ง Flowing Curves Cuff Watch เข้าประกวดกับการใช้เทคนิคการจัดวางเซ็ตติ้งและรายละเอียดความเป็นธรรมชาติอย่างถึงที่สุด
ARTISTIC CRAFTS: งานฝีมือเชิงศิลปะ
นาฬิกาประเภทนี้ถือเป็นอีกหนึ่งรูปแบบที่ก้าวข้ามเรื่องกลไก ขนาด และข้อจำกัดที่นิยามนาฬิกาแบบจำกัดเพศ เพราะนี่ไม่ใช่ผลงานเชิงฟังก์ชั่นแต่เป็นงานศิลปะที่ควรค่าแก่การสะสม ถ่ายทอดมนตร์เสน่ห์ผ่านเทคนิคหลากหลาย ทั้งานอินาเมล งานแล็กเกอร์ งานแกะสลัก งานกีโยเช่ งานไม้ เรื่อยไปจนถึงการสรรสร้างงานสเกลตันบนตัวเรือน ครั้งนี้นาฬิกาชิงรางวัลประกอบด้วย Anderson Genève Celestial Voyager VK Edition นาฬิการูปแบบ World Time ที่มาพร้อมลวดลายของมหานครนิวยอร์กที่ผ่านสรรสร้างจากเทคนิคการเพนต์ขนาดจิ๋วแสนประณีต Audemars Piguet Établisseurs Nomade นาฬิกาจากโปรเจกต์พิเศษของเมซงระดับยอดพีระมิด เป็นนาฬิกาพกที่โดดเด่นด้วยรายละเอียดของการจัดเรียงวัสดุและการขึ้นรูปทรงม มาพร้อมรายละเอียดสเกเลตันทำมือ ศาสตร์เก่าแก่ที่เมซงรักษาไว้เช่นเดียวกับการขัดผิวจากยุค 1930s ต่อด้วย Bovet 1822 Monsieur Bovet Tribute to Edouard Bovet บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางสู่เมืองจีนในปี 1818 ผ่านเรือ The Orville และมหาสมุทร รังสรรค์ด้วยเทคนิคงานศิลปะขนาดจิ๋ว สอดประสานกับงานสลักทองในหลากหลายส่วน Bvlgari Serpenti Misteriosi กับนาฬิกาจากยุค 1960s ที่มีการสอดประสานกันของแล็กเกอร์ 5 เฉดสี มาพร้อมรายละเอียดของงูทั้งลำตัว ส่วนหัวและท่าทางแลบลิ้น รวมถึงหน้าปัดเปลือกหอยมุก ทั้งหมดสะท้อนเรื่องราวของงานฝีมือด้านแล็กเกอร์และโครงสร้าง นาฬิกอีก 2 เรือนคือ L.Leroy Vox Temporis นาฬิกาสายลึกที่เพียบพร้อมทั้งกลไกตูร์บิญง Minute Repeater และหน้าปัดที่หมุนวนได้ แรงบันดาลใจย้อนกลับไปสู่จี้โบราณ ปิดท้ายด้วย Louis Vuitton Tambour Taiko Arty Automata ตัวเรือนไวต์โกลด์ แสดงให้เห็นถึงฉากหน้าความยิ่งใหญ่ของโลกนาฬิกาของเมซงที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ รายละเอียดการตกแต่งใช้เทคนิคอินาเมล Grand Feu การผสมผสานสีสันจัดจ้านบนหน้าปัด รวมถึงอินาเมล champlevé พร้อมงานเพนต์ขนาดจิ๋ว มากไปกว่านั้นยังกดปุ่มฟังก์ชั่นบริเวณ 8 นาฬิกาก็จะกระตุกให้ชิ้นส่วนต่างๆ ขยับเขยื้อนราวกับมีชีวิต นับเป็นงานศิลปะสำหรับสวมใส่บนข้อมือที่ทั้งหรูหรา ละเอียดประณีต และสนุกในเวลาเดียวกัน
(สามารถอ่านเรื่องราวเพิ่มเติมของงาน GPHG ปีก่อนได้กับบทความ VOGUE WATCH | เจาะลึกนาฬิกาที่ชนะ GPHG 2025 กับหมวดสาขารางวัลที่มีมากกว่าเรื่องเวลา)



















