ช่างภาพ: ธาดา วาริช
สไตล์ไดเร็กเตอร์: จิรัฏฐ์ ทรัพย์พิศาลกุล
นายแบบ: ณเดชน์ คูกิมิยะ
แต่งหน้า: นฤชาติ เจตนาวิไล
ทำผม: นงนาถ บัวอำไพ
'ณเดชน์ คูกิมิยะ' นักแสดงแถวหน้าของประเทศไทย ผู้ฝากผลงานอันโดดเด่นในวงการบันเทิง เคยร่วมงานกับโว้กประเทศไทยในคอลัมน์ Vogue Men โดยประเดิมขึ้นปกดิจิทัลครั้งแรกในเดือนธันวาคม 2020 ก่อนจะกลับมาอีกครั้งในแฟชั่นเซ็ตลุคคลาสสิกเมื่อเดือนกรกฎาคม 2023 ล่าสุดในปี 2026 ณเดชน์กลับมาที่ Vogue Men อีกครั้ง พร้อมแฟชั่นเซ็ตที่สะท้อนพัฒนาการและการเติบโตของเขาในฐานะนักแสดงและบุคคลสาธารณะ ถ่ายทอดมุมมองที่สุขุม มั่นใจ และบทบาทใหม่ที่ยังคงท้าทายขีดจำกัดของตัวเอง ตอกย้ำการเป็นหนึ่งในนักแสดงที่ไม่เคยหยุดพิสูจน์ศักยภาพในทุกก้าวของเส้นทางอาชีพ
Vogue: มุมมองของณเดชน์กับการอยู่ในวงการบันเทิงตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ รู้สึกว่าวงการบันเทิงเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง ทั้งในแง่ของคนดู วิธีการทำงาน และความคาดหวังที่สังคมมีต่อนักแสดง
Nadech: ตอนเข้าวงการใหม่ๆ ผมเป็นเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่งที่ตื่นเต้นกับทุกอย่างในกรุงเทพฯ มาก เหมือนการได้ออกเดินทางผจญภัย ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา ตอนนั้นไม่ได้คิดเรื่องชื่อเสียงหรือเงินเลย แค่อยากมีประสบการณ์ชีวิต ผมเป็นคนราศีธนูด้วย เลยรู้สึกว่าการเป็นนักเดินทาง นักผจญภัยเหมาะกับผมมาก แต่พอเริ่มมีชื่อเสียงชีวิตก็เปลี่ยนไปพอสมควร อิสระบางอย่างหายไป ต้องระวังตัวมากขึ้นและถูกกำกับด้วยกฎของวงการ แต่ผมโชคดีที่เลือกไม่กบฏมาก ทำตามกฎเหล่านั้นด้วยความอดทนและพยายามรักษาคำมั่นสัญญา แม้ความสุขบางอย่างจะลดลง แต่ก็ภูมิใจกับตัวเองที่อดทนต่อสู้ ผ่านความผิดพลาด และพัฒนาตัวเองจนมาถึงวันนี้ วงการบันเทิงเองก็เปลี่ยนไปเยอะ ผมโตมากับยุคที่การถ่ายละครยังเป็นระบบแอนะล็อก ใช้กล้องไม่กี่ตัว ทุกอย่างมีข้อจำกัดมากกว่านี้ ต่างจากปัจจุบันที่เป็นดิจิทัล ทำงานคล่องตัวขึ้น การแสดงดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น ขณะเดียวกันคนดูก็มีทางเลือกเยอะขึ้น สามารถแสดงความคิดเห็นได้ทันที ทำให้นักแสดงต้องเรียนรู้และปรับตัวอยู่ตลอดเวลา แต่ผมกลับรู้สึกว่าเป็นความท้าทายนะ อีกเรื่องที่เปลี่ยนชัดคือความสัมพันธ์ระหว่างนักแสดงกับคนดู สมัยก่อนการเข้าถึงดาราเป็นเรื่องยาก แต่วันนี้โซเชียลมีเดียทำให้ทุกคนรู้สึกใกล้ชิดกันมากขึ้น คนดูเห็นชีวิตประจำวันของนักแสดงมากขึ้น รู้สึกเหมือนรู้จักกัน แม้จริงๆ แล้วเราอาจไม่เคยรู้จักกันเลยก็ตาม แต่ผมมองว่านี่เป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้คนเห็นความเป็นมนุษย์ของเรา เห็นว่าเราก็ใช้ชีวิตธรรมดา มีความสุข มีปัญหาไม่ต่างจากทุกคน และทำให้ความคาดหวังที่เคยมีต่อนักแสดงในอดีตลดลงไปด้วย
V: ณเดชน์เติบโตมาในฐานะ “ลูกอีสาน” และวันนี้ก็กลายเป็นหนึ่งในนักแสดงที่คนทั้งประเทศรัก ณเดชน์มองว่าความเป็นอีสานส่งผลต่อวิธีคิด ตัวตน หรือวิธีการทำงานของเราอย่างไรบ้าง
N: ร้อยเปอร์เซ็นต์เลยครับ ผมถูกสอนให้รู้จักประหยัด มัธยัสถ์ คุณแม่เป็นคนดุพอสมควร ผมเลยโตมาแบบอยู่ในโอวาท เป็นคนมีความยับยั้งชั่งใจ ตอนเด็กๆ ผมอยู่ขอนแก่น แต่ในวันสำคัญทางพุทธศาสนาหรือวันหยุด คุณแม่จะพาไปหาญาติพี่น้องตามต่างจังหวัด ไปอยู่กับน้องๆ เด็กชาวบ้าน เล่นดินเล่นทรายกัน ไม่ได้ไปเดินห้างหรือเล่นของเล่น กินง่ายอยู่ง่าย อาหารก็เป็นแบบอีสาน คุณแม่บอกเสมอว่าการไม่ลืมตัวสำคัญมาก ถ้าเราหลงระเริงกับลาภยศสรรเสริญหรือเงินทองจะนำมาซึ่งความทุกข์ทั้งตัวเราและคนรอบข้าง สุดท้ายเราอาจจะจำไม่ได้ว่าเราคือใคร อาจเสียเพื่อน ครอบครัว ความสัมพันธ์ คนรัก และงาน วงการบันเทิงหล่อหลอมให้เราเป็นคนดีด้วยกฎระเบียบและตัวเราเองก็ต้องตัดสินใจเลือกทำสิ่งที่ถูก เราต้องวางตัวและทำตัวให้ดี
V: การเปลี่ยนบทบาทจากพระเอกในภาพจำเดิมๆ มารับบทบาทที่หลากหลายขึ้น ณเดชน์ได้เรียนรู้อะไรจากการทำงานตรงนี้บ้าง
N: ผมคิดว่ามาจากโอกาสและประสบการณ์ที่ได้ทำงานมาตลอด เราผ่านมาหลายรูปแบบแล้ว แต่สิ่งที่ยังท้าทายผมอยู่เสมอคือการหาความน่าตื่นเต้นใหม่ๆ ให้กับตัวละครในแต่ละโปรเจกต์ หรือพูดง่ายๆ คือการดีไซน์ตัวละครให้มีมิติและแตกต่างออกไป เวลาเลือกงาน ผมมักจะเลือกบทที่ท้าทายความสามารถของตัวเอง ถ้าให้กลับไปเล่นบทเดิมๆ ในกรอบเดิมๆ ก็อาจไม่ตื่นเต้นเท่าเดิมแล้ว แต่ถ้าเป็นบทที่ท้าทายทั้งฝีมือการแสดง ความคิด หรือแม้แต่ร่างกายของเรา ผมรู้สึกว่าทำให้มีแรงอยากตื่นไปกองถ่ายทุกวัน อยากทุ่มเทเต็มที่กับงานนั้น อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญมากคือการได้ทำงานกับนักแสดงเก่งๆ ทุกครั้งที่ได้เจอเพื่อนร่วมงานที่มีฝีมือจะเป็นแรงบันดาลใจให้เราอยากพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ สำหรับผม การแสดงเป็นงานศิลปะอย่างหนึ่ง ไม่มีสูตรสำเร็จ ไม่มีคำตอบตายตัวว่าอะไรถูกหรือผิด แต่ละคนมีวิธีเล่าเรื่อง มุมมอง และวิธีสร้างตัวละครที่แตกต่างกันออกไป นั่นคือเสน่ห์ที่ทำให้ผมยังรักและสนุกกับการแสดงมาจนถึงทุกวันนี้
V: ความท้าทายของบทบาทมาพร้อมกับการผลักดันขีดจำกัดของตัวเองอย่างไรบ้าง
N: ตัวอย่างเช่นเรื่องล่าสุด คนเดือดทวงแค้น ผมรู้สึกว่ามันมีอยู่ 2 พาร์ตที่ท้าทายมาก พาร์ตแรกคือการเป็นนักเลงที่แข็งแรง มีความน่าเกรงขามทางกายภาพ ผมเชื่อว่าคนในยุคนั้นก็สามารถดูแข็งแรง มีกล้าม มีรูปร่างที่ดีได้ แต่ในอีกพาร์ตหนึ่งตัวละครต้องติดคุกเป็นเวลานานและเริ่มป่วยด้วยโรคร้าย เพราะฉะนั้นผมต้องวางแผนเลยว่าช่วงไหนจะถ่ายซีนที่ยังแข็งแรง ช่วงไหนจะถ่ายตอนที่ร่างกายทรุดโทรม ต้องดูเหมือนคนป่วยจริงๆ สิ่งที่ท้าทายที่สุดสำหรับผมคือเรื่องกายภาพ เพราะก่อนที่คนดูจะได้ยินตัวละครพูดหรือเข้าใจความคิดและเหตุผลของเขา สิ่งแรกที่คนดูเห็นก็คือรูปร่างหน้าตา เราเลยอยากให้ First Impression ของตัวละครมันชัดตั้งแต่แรกเห็น ผมจึงตัดสินใจทำ Body Transformation ค่อนข้างจริงจัง ลดน้ำหนัก คุมอาหารหนักมาก พยายามทำทุกวิถีทางให้รูปร่างเปลี่ยนไปจากภาพจำเดิมๆ เพื่อให้คนดูเชื่อในตัวละครมากที่สุด ซึ่งสุดท้ายผมรู้สึกว่าผลลัพธ์ที่ออกมาตอบโจทย์กับความตั้งใจที่เราวางไว้พอสมควร
V: ช่วงหลังเราเห็นณเดชน์เลือกงานที่ดูโตขึ้นและซับซ้อนขึ้น มีบทบาทไหนอีกไหมที่อยากเล่นมากๆ
N: ผมอยากไปทางแอ็กชั่นต่อเพราะรู้สึกว่าสิ่งที่เราเคยคิดว่าสุดแล้วมันยังไปได้อีก อยากเพิ่มขั้นบันไดให้ตัวเองในฐานะนักแสดงแอ็กชั่น ในอนาคตที่คิดไว้คืออยากลองทำงานเบื้องหลังบ้าง อยากรู้ว่าถ้าเราได้เป็นโปรดิวเซอร์ ผู้จัด หรือมีโปรเจกต์ที่เป็นของตัวเองจริงๆ จะเป็นอย่างไร อยากลองสัมผัสดูว่ารสชาติของการสร้างงานในอีกบทบาทหนึ่งจะหอมหวานหรือทุกข์ทรมานขนาดไหน
V: ในบทบาทของ “หนุ่ม” จากภาพยนตร์ คนเดือดทวงแค้น ถือเป็นบทที่ได้ก้าวข้ามบทบาทเดิมๆ สู่การรับบทที่โตขึ้นและซับซ้อนขึ้น อยากทราบว่ากระบวนการทลายตัวเองเพื่อสร้างตัวละครใหม่ครั้งนี้เปลี่ยนแปลงณเดชน์ในฐานะนักแสดงอย่างไรบ้าง
N: ความตั้งใจของพี่ท็อป (สุรพงษ์ เพลินแสง) ผู้กำกับคืออยากเปลี่ยนผมไปโดยสิ้นเชิง เขาไม่อยากให้คนดูเห็นแล้วนึกถึงณเดชน์คนเดิม เพราะฉะนั้นทั้งเสื้อผ้า หน้า ผม รอยสัก รอยแผล รวมถึงบรรยากาศของหนังถูกออกแบบมาเพื่อพาคนดูออกจากภาพจำเดิมๆ ของผมให้มากที่สุด ตัวหนังเองค่อนข้างดาร์กและคอนทราสต์กับงานที่ผมเคยทำมาตลอดชีวิต จึงเป็นความตื่นเต้นที่ทำให้ผมพร้อมจะลงทุนทุกอย่าง ทั้งร่างกาย เวลา และพลังงาน เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ตัวเอง ผมลดน้ำหนักอย่างจริงจัง และทุ่มเทกับการเปลี่ยนแปลงกายภาพเต็มที่ เพราะรู้สึกว่าบทนี้คุ้มค่ากับการเสี่ยงและการทุ่มสุดตัว สิ่งที่ยากอีกอย่างหนึ่งคือคาแร็กเตอร์ของหนุ่มค่อนข้างห่างไกลจากคนที่ผมเคยรู้จักในชีวิตจริง ผมไม่มีเพื่อนหรือคนใกล้ตัวที่เป็นแบบนี้ให้ศึกษาโดยตรง เลยต้องอาศัยการจินตนาการ การทำการบ้าน เวิร์กช็อป คุยกับแอ็กติ้งโค้ช และคุยกับผู้กำกับเยอะมาก แต่พอถึงเวลาเข้าฉากจริง สิ่งที่เราสะสมมาทั้งหมดกลายเป็นอาวุธให้เรา ร่างกายและสัญชาตญาณจะค่อยๆ หยิบสิ่งเหล่านั้นออกมาใช้เอง สิ่งสำคัญคือเราต้องหาเหตุผลให้กับทุกการกระทำของตัวละครให้เจอ และโชคดีที่ผมหามันเจอ จึงทำให้ผมเข้าไปอยู่ในโลกของหนุ่มได้ค่อนข้างลึก ช่วงถ่ายทำผมแทบไม่ค่อยคุยกับใครเลยครับ พยายามอยู่กับตัวเองให้มากที่สุด แม้แต่กับนักแสดงด้วยกันก็ยังคุยน้อย เพราะรู้สึกว่าต้องพา “บักณเดชน์” ออกจากเซตให้บ่อยที่สุด แล้วพยายามรักษาความคิด ความรู้สึก และพลังของ “หนุ่ม” เอาไว้ตลอดเวลาที่ทำงาน
V: อะไรคือสิ่งที่ทำให้ตัวละคร “หนุ่ม” แตกต่างจากบทบาทพระเอกที่ณเดชน์เคยเล่นมา
N: ที่ผ่านมาผมมักเล่นบทคนดีของสังคม แต่หนุ่มไม่ใช่คนดีและก็ไม่ใช่คนชั่ว แต่เป็นคนบาปที่นรกไม่รับ การที่มนุษย์คนหนึ่งยิงหรือแทงคนด้วยความรู้สึกด้านชา ชีวิตเขาต้องผ่านอะไรมาพอสมควร การบ้านคือการหาว่าอะไรทำให้คนคนหนึ่งกลายเป็นแบบนี้ได้ ผมกับพี่ท็อปเลยใช้เวลาเจาะลึกภูมิหลังและเหตุผลของตัวละครเยอะมาก สุดท้ายหนุ่มอาจจะรู้สึกว่าจริงๆ แล้วโลกนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อมัน ถ้าไม่ใช่ใครสักคนต้องตายก็อาจจะเป็นตัวเอง ฉะนั้นคิดแค่นี้ก็คงเป็นเรื่องง่ายสำหรับคนคนหนึ่งที่จะลั่นไกปลิดชีวิตใครก็ได้
V: ถ้ามองตัวเองเป็นซอฟต์พาวเวอร์รูปแบบหนึ่งของไทย ณเดชน์อยากพา “ความเป็นไทย” หรือ “ความเป็นอีสาน” แบบไหนออกไปให้คนต่างชาติได้เห็น
N: ถ้าในฐานะนักแสดง ผมรู้สึกว่าการที่เราเป็นตัวของเราเองคือซอฟต์พาวเวอร์ที่ดีที่สุด ส่วนใหญ่แล้วต่างชาติก็จะรู้จักประเทศไทยในเรื่องของรสชาติอาหาร ความเป็นมิตร ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความเรียบง่ายของชีวิต แต่ถ้าถามว่าผมสามารถสร้างซอฟต์พาวเวอร์อะไรให้คนทั่วโลกได้เห็นบ้าง คำตอบก็คงเป็น คนเดือดทวงแค้น ครับ
V: ฝากผลงานเรื่อง คนเดือดทวงแค้น
N: คนเดือดทวงแค้น เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ผมได้ร่วมงานกับ Netflix เป็นโปรเจกต์ที่ผมมองว่าท้าทายตัวเองมากๆ เพราะผมใส่ทุกอย่างลงไปในตัวละครนี้ ทั้งร่างกาย และจิตใจ ผมอยากให้ทุกคนได้ดูหนังเรื่องนี้นะครับ เพราะนอกจากเรื่องของหนี้สินหรือเงินกู้นอกระบบแล้วยังมีความทุกข์อีกหลายรูปแบบที่เกิดขึ้นในชีวิตของตัวละครหลายๆ ตัว มันไม่ใช่แค่หนังแอ็กชั่นที่มีการต่อสู้กันอย่างเดียว แต่มีมิติของชีวิตคนด้วยครับ สุดท้ายผมอยากฝากไว้ว่าไม่ว่าเราจะเคยผิดพลาดแค่ไหนในชีวิต อยากให้ทุกคนให้โอกาสตัวเองได้เริ่มใหม่อีกครั้งเพื่อให้เราเป็นคนที่ดีขึ้นในวันถัดไปครับ
(สามารถตามไปอ่านบทความ 'เปิดบทสัมภาษณ์ 'เจมส์-จิรายุ ตั้งศรีสุข' จากคำสบประมาทสู่คำยกย่อง ขึ้นแท่นพระเอกแถวหน้าของไทย' ได้ที่นี่)

‘ญาญ่า-อุรัสยา’ กับลุคชุดเจ้าสาว Louis Vuitton จูงมือ ‘ณเดชน์ คูกิมิยะ’ เข้าประตูวิวาห์

ถอดรหัสชุดแต่งงานพื้นถิ่นอีสานของ 'ณเดชน์-ญาญ่า' ในพิธีวิวาห์ที่บ้านเกิด จังหวัดขอนแก่น

BREAKING NEWS! 'ณเดชน์ คูกิมิยะ' ขอนักแสดงสาว 'ญาญ่า-อุรัสยา' แต่งงานแล้วที่ประเทศอิตาลี!



















