Vogue Thailand

LIFESTYLE

VOGUE LIVING | Both Side Down เปิดทาวน์เฮาส์แฝดในบรุกลิน บ้านประหยัดพลังงานกับสถาปัตกรรมดีไซน์เก๋

บ้านประวัติศาสตร์ที่ปลูกติดกันสองหลังในบรุกลินเป็นกรณีศึกษาที่โดดเด่นทั้งด้านการอนุรักษ์ กลวิธี Passive House (บ้านประหยัดพลังงาน) และความกล้าออกแบบ

24 กรกฎาคม 2568

เรื่อง: Sam Cochran

ภาพ: Jason Schmidt

แปลและเรียบเรียง: วิริยา สังขนิยม

 

   เมื่อเข้ามาในบ้านสักครู่จึงรู้สึกถึงความเงียบ เพราะทาวน์เฮาส์แฝดย่านบรุกลินที่สร้างตั้งแต่ทศวรรษ 1840 และผ่านการฟื้นฟูใหม่ตามกลวิธีของบ้านประหยัดพลังงาน 2 หลังนี้ไม่มีเสียงระบบระบายอากาศ ไม่มีเสียงดังจากถนนข้างนอก ถึงบรรยากาศจะเงียบก็จริง แต่บ้าน 2 หลังนี้ไม่มีอะไรแผ่วเลย ด้วยต่างก็เป็นการประกาศตนด้านดีไซน์และเป็นกรณีศึกษาที่กล้ามากด้านการก่อสร้างประหยัดพลังงาน

     Tal Schori กับ Rustam Mehta 2 สหายวัยเด็กที่ร่วมกันก่อตั้ง GRT Architects ได้เข้ามาเหยียบข้างในบ้าน 2 หลังนี้เป็นครั้งแรกเมื่อ 7 ปีก่อนตามคำขอของลูกค้า 2 พี่น้องซึ่งมาซื้อทาวน์เฮาส์ติดกันเพื่อจะพาครอบครัวมาอยู่ ในช่วงหลายสิบปีก่อนที่ 2 พี่น้องจะมาซื้อ บ้านทรง Greek Revival 2 หลังนี้เปลี่ยนมือมาหลายครั้ง และถูกทอดทิ้งจนทรุดโทรม งานประดับต่างๆ ถูกรื้อออก “สภาพจวนจะพังเลยแหละ” ทาล โชรีเล่าสภาพบ้านที่เขาได้เห็นครั้งแรก แต่โอกาสที่จะได้ออกแบบอาคารคู่สำหรับเจ้าของที่เป็นพี่น้องกันก็เย้ายวนใจอยู่ไม่น้อย แม้จะต้องเผชิญความท้าทายเพิ่มเติม เพราะผนังด้านหน้าอาคารทรงประวัติศาสตร์มีระเบียบควบคุมเข้มงวด และโจทย์ด้านความยั่งยืนที่ตั้งไว้สูงก็ทำให้งานที่ใหญ่อยู่แล้วยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก

 

 

   จีอาร์ทีบูรณะอาคารที่เสี่ยงต่อความเสียหาย 2 หลังนี้ร่วมกับช่างก่อสร้างชั้นครู Mark Ellison และ Adam Marelli โดยเทปูนฐานรากใหม่และเสริมโครงไม้ พร้อมออกแบบภายในบ้านให้สอดคล้องกับชีวิตร่วมสมัยของ 2 ครอบครัว สำหรับตัวบ้านด้านนอกต้องบูรณะงานตกแต่งภายนอกให้กลับไปอยู่สภาพเดิมตามข้อมูลเก่าแก่ที่สุดที่หาได้ โดยทำบานเกล็ด ขื่อประตู คิ้วบัว ไม้กรุผนังด้านนอก และอีกหลายสิ่งขึ้นใหม่ให้ตรงกับภาพบ้านที่ถ่ายเมื่อประมาณปี 1940 แต่ในขณะเดียวกันก็ใส่ความแตกต่างให้ทั้งสองบ้านอย่างฉลาด รัสตัม เมตา บอกว่า “บริษัทเราชอบทำงานกับสถาปัตยกรรมประวัติศาสตร์มาก” พร้อมกับยกตัวอย่างโครงการที่ผ่านมาอย่างเช่นการดัดแปลงบ้านเจ้าอธิการหลังหนึ่งที่ฮาร์เล็ม “เราอยากทำให้ยุติธรรมกับอาคารเหล่านี้”

 

 

     การบูรณะตัวบ้านด้านนอกมีข้อจำกัดคือต้องทำให้ตรงตามต้นฉบับ ส่วนภายในบ้านเป็นพื้นที่สำหรับการทดลอง ทีมงานขยายพื้นที่ภายในแต่ละชั้นให้สูงสองชั้น ย้ายตำแหน่งหน้าต่างหลังบ้าน หรือเพิ่มขนาดหน้าต่างให้ใหญ่ขึ้น และเพิ่มความสูงของเพดานด้วยการยกหลังคาและขุดชั้นใต้ดินลงไปลึกกว่าเดิม ทาลบอกว่า “สำหรับบ้าน 2 หลังนี้เราอยากสร้างพื้นที่ที่สว่างและโปร่ง แต่ซับซ้อนแบบงานประติมากรรม” จีอาร์ทีใช้มาตรฐาน European Passive House (บ้านประหยัดพลังงานมาตรฐานยุโรป) เป็นแนวทางตลอดกระบวนการ ลดการใช้ระบบทำความร้อนหรือความเย็นภายในอาคาร ด้วยการซีลเปลือกอาคารอย่างแน่นหนา พร้อมติดตั้งระบบระบายอากาศสำหรับอาคารแต่ละหลังโดยเฉพาะ และเพื่อจะคงรูปแบบเดิมของผนังด้านหน้าอาคารไว้ จีอาร์ทีจึงซ่อนฉนวนไว้ตามแนวผนังภายใน ทำให้ผนังบางจุดหนาถึง 17 นิ้ว ทาลบอกว่า “เราคิดว่ามันเป็นผ้าห่มควิลต์” พร้อมกับเล่าว่าทีมงานเปิดใจรับความจำเป็นในการออกแบบที่เลี่ยงไม่ได้นี้ด้วยการทำกรอบหน้าต่างที่เคลือบถึง 3 ชั้นให้โค้งมน “ความอ่อนละมุนเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สร้างนิยามให้กับบ้านและเป็นตัวเชื่อมระหว่าง 2 บ้าน”

     บ้าน 2 หลังนี้ยังมีความสัมพันธ์กันในแง่สถาปัตยกรรม แต่ต่างก็มีตัวตนที่ชัดเจน บ้านของน้องสาวมีความเป็นเอกเทศมากกว่า ภายในมีบันไดกลางเชื่อมระหว่างชั้น หน้าต่างที่เปิดจากห้องนอนใหญ่ มองลงไปจะเห็นห้องครัวและส่วนรับประทานอาหาร เปิดรับแสงที่ส่องผ่านผนังอาคารด้านหลังเข้ามา ส่วนบ้านของพี่ชายมีจุดโฟกัสที่บันไดทรงสวยเหมือนงานประติมากรรม บันไดนี้ทอดจากมุมรับประทานอาหารเช้าขึ้นไปบรรจบกับระเบียงโค้งบนชั้น 2 แล้วบิดโค้งขึ้นไปเป็นกรอบหน้าห้องนอนใหญ่ ณ ชั้นบนสุด ก่อนจะแล่นขึ้นไปบรรจบกับหลังคา (ทาลบอกว่า “การสร้างรูปทรงโค้งที่ดูธรรมชาติขนาดนั้นเป็นงานหนัก”) ทีมงานทำดาดฟ้าสำหรับ 2 บ้านใช้ร่วมกันโดยทำผนังกั้นภายในบังไว้อย่างแนบเนียน ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาแบบสถาปัตยกรรมก็อนุมัติให้ทำได้

 

 

     ทั้งสองบ้านใช้ประโยชน์จากวัสดุเก่าอย่างฉลาด ไม้คานถูกดัดแปลงเป็นไม้กระดานปูพื้น และบางส่วนนำไปทำขั้นบันได อิฐผนังเดิมเปลี่ยนมาใช้ปูพื้นสวนหลังบ้าน แต่ความต่างระหว่าง 2 บ้านอยู่ที่การตกแต่งภายใน น้องสาวกับภรรยาของเธอให้ Revamp Interior Design เป็นผู้ตกแต่งห้องต่างๆ ภายในบ้าน ส่วนพี่ชายกับภรรยาซึ่งมีลูกสาวลูกชายยังเล็กทั้งคู่ยกหน้าที่นี้ให้ Adam Charlap Hyman มัณฑนากรในทำเนียบ AD100 “เราทำหน้าที่เชื่อมตัวบ้านด้านนอกซึ่งเป็นแบบโบราณกับภายในบ้าน ทำให้เกิดความสับสนและผสมกลมกลืน” อดัม ชาร์ลัป ไฮแมนเล่า “ความไม่ชัดเจนระหว่างสิ่งของต่างยุคสมัยกลับกลายมาเป็นโครงสร้าง”

     เครื่องเรือนและของแต่งบ้านสไตล์วิกตอเรียซึ่งเป็นของร่วมสมัยกับตัวบ้านเมื่อแรกสร้างเข้ามาทลายทำนบการสร้างสรรค์ อดัมบอกว่า “เจ้าของบ้านอยากได้อะไรที่ไม่ถึงกับเป็นการเล่นเพลงท่อนซ้ำจากยุคนั้น แต่ต้องมีจิตวิญญาณที่ลิงโลดเบิกบานคล้ายๆ กัน” ที่ต้องกล่าวถึงเป็นพิเศษคือโคมไฟ William Arthur Smith Benson ซึ่งกลายเป็น “เครื่องรางของขลัง” ประจำบ้าน มีพื้นที่ของตัวเองทั้งในห้องรับประทานอาหาร ห้องน้ำเล็ก ห้องครัว ฯลฯ และยังเป็นแรงบันดาลใจเบื้องหลังงานสั่งทำพิเศษจาก Katie Stout ที่เข้าคู่กันได้พอดีและใช้ตกแต่งห้องนั่งเล่น อดัมบอกว่า “เคที่ สเตาต์ทำคู่แฝดคนละฝาต่างยุคสมัย แต่สัดส่วนและสุนทรียะไปกันได้ให้กับโคมระย้าโบราณในห้องครัว”

 

 

     บ้านทั้งหลังตกแต่งด้วยสมบัติชิ้นงามไม่เหมือนใคร สร้างความเบิกบานใจเมื่อได้เห็น ห้องนั่งเล่นและห้องนอนใหญ่ตกแต่งด้วยพรมผ้าแบบฟรีฟอร์ม ฝีมือศิลปินหญิงโซฟี สโตน ส่วนห้องรับประทานอาหารใช้ผ้าสั่งทำพิเศษจาก Voutsa มาหุ้มโซฟาตัวเก๋และบุผนังห้อง ลายของผ้าบุผนังนั้นอ้างอิงงานแกะสลักไม้ของอเมริกาที่เรียกว่าแทรมป์อาร์ต ส่วนของตกแต่งชิ้นเด่นในห้องคือโต๊ะสั่งทำพิเศษจาก Ficus Interfaith หน้าโต๊ะปูกระเบื้องเทอราซโซ่ลายพรรณไม้บรุกลิน กับโคมไฟจาก Charlap Hyman & Herrero ที่ปิลาร์ อัลมอนแม่ของอดัมเป็นผู้เพนต์ลายด้วยมือ ของตกแต่งในพื้นที่อื่นๆ ของบ้านอ้างอิงผลงานของมาเดอเลน คาสเตง, โรเบิร์ต มอลเลต-สตีเวนส์, เรนโซ มอนจาร์ดิโน และยักษ์ใหญ่ในอดีตอีกหลายคน รวมทั้งงานวรรณกรรมอย่างนิยายของอีดิท วอร์ตันและ Tender Buttons ที่เกอร์ทรูด สไตน์เขียนไว้เมื่อปี 1914 “บ้านนี้เป็นโครงการใหญ่ที่หักมุมเยอะแต่สนุกดี” อดัมเล่า “ลูกค้าคู่นี้สร้างสรรค์สุดยอด ใจกว้างสุดๆ แล้วก็กล้าผจญภัยสุดๆ เป็นคนที่เห็นคุณค่าของความงามและความแปลก รวมทั้งข้าวของสุดพิเศษที่มีประวัติน่าสนใจ”

     ทั้งหมดที่อดัมกล่าวมาเห็นได้ชัดที่สุดในห้องน้ำของเจ้าของบ้านที่ตกแต่งด้วยภาพวาดฝาผนังและโมเสกแนวอิมเมอร์ซีฟ ฝีมือลูคัส เจอโรนิมัส จินิโอทิสซึ่งเล่นกับท่อนซ้ำของเพลง Tempest ของบ็อบ ดีแลนที่กล่าวถึงเรือไททานิกขณะกำลังอับปาง และเป็นเพลงโปรดของครอบครัวที่ไม่ยึดติดกรอบกฎเกณฑ์ครอบครัวนี้ “นี่คือผลงานชิ้นเอกของทุกทีมที่เกี่ยวข้อง” อดัมกล่าวถึงการทำงานร่วมกันเชิงสร้างสรรค์และเชิงเทคนิคระหว่างนักออกแบบ สถาปนิก ช่างก่อสร้าง และช่างฝีมือ ส่วนทาลก็บอกว่าในท้ายที่สุดแล้ว “ภารกิจของเราคือการสร้างสถานที่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างเต็มที่สำหรับ 2 ครอบครัวนี้”

 

(สามารถอ่านเรื่อง Vogue Living | เมื่อบ้านแบบควีนแอนน์ สถาปัตยกรรมวิตอเรียยุค 1890 ถูกเหล่าศิลปินรีโนเวตใหม่! ได้ที่นี่)