อีกหนึ่งธรรมเนียมในประเทศไทยเมื่อเดินทางเข้าสู่ทุกวันที่ 1 ของเดือนมิถุนายน กับการฉาบถนนให้เต็มไปด้วยสีรุ้งและความหลากหลายของขบวน Pride ที่เฉลิมฉลองให้แก่ความเท่าเทียมและการมีอยู่ของทุกเพศ นับเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจสำหรับประเทศไทยที่ขึ้นชื่อเรื่องเป็น hub ของความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกอัตลักษณ์ทางเพศ การให้ความเคารพ และก้าวสำคัญอย่าง ‘สมรสเท่าเทียม’ ที่ประกาศใช้มาตั้งแต่ต้นปี ขบวน Pride ที่จัดขึ้นทุกๆ วันแรกและวันสุดท้ายของเดือนแห่งความหลากหลาย แม้ปัจจุบันจะมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับการเข้ามาเอี่ยวของโลกทุนนิยม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการมีอยู่ของขบวน Pride นั้นเป็นอีกแรงผลักดันให้ LGBTQ+ หลายคนลุกขึ้นต่อสู้เพื่อสิทธิของตัวเอง Vogue History พาเล่าถึงต้นแบบของขบวน Pride โดยย้อนรอยกลับไปยังเหตุการณ์ Stonewall Riots ที่สหรัฐฯ ในปี 1969 อันเป็นจุดเริ่มต้นของการลุกฮือของเหล่าผู้มีความหลากหลาย
ปลายทศวรรษ 1960s ช่วงเวลาที่สหรัฐอเมริกายังเป็นสังคมที่ตีตราให้ความหลากหลายทางเพศเป็นเรื่องผิดศีลธรรม ผิดกฎหมาย และน่าละอายใจ การเป็นเกย์ คนข้ามเพศ หรือแม้แต่การแต่งกายที่ไม่ตรงเพศสภาพที่เกิดมาอาจนำไปสู่การจับกุม ถูกขับไล่ออกจากครอบครัว หรือเลวร้ายที่สุดคือการถูกทำร้ายโดยไม่ผิดกฎหมายใดๆ ด้วยสภาพสังคมที่มีการกีดกันอย่างชัดเจนส่งให้บาร์เกย์ในขณะนั้นแทบจะกลายเป็นคอมมูนิตี้เดียวที่ให้การยอมรับและปลอดภัยสำหรับชุมชน LGBTQ+ แม้บาร์เกย์เหล่านี้มักจะถูกควบคุมโดยเจ้าถิ่นแต่ก็มักถูกตำรวจบุกจับเป็นประจำเช่นกัน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Stonewall Inn บาร์เกย์ในย่าน Greenwich Village ของนิวยอร์ก โดยบาร์แห่งนี้มีแนวทางเฉพาะที่ชัดเจนคือเปิดเสรีให้ผู้ชายแต่งหญิงหรือหญิงข้ามเพศสามารถเข้าบาร์ได้ นับเป็นแหล่งพักพิงให้กับกลุ่มชายขอบอย่างแท้จริง ทว่าความปลอดภัยย่อมถูกคุกคามอยู่เสมอ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถบุกเข้ามาได้อย่างง่ายดายภายใต้ข้อหาง่ายๆ อย่าง ‘การแต่งกายไม่เหมาะสมตามเพศสภาพ’ สอดคล้องกับกฎหมายในขณะนั้นที่กำหนดว่าบุคคลต้องสวมใส่เสื้อผ้าที่สอดคล้องกับเพศกำเนิดอย่างน้อยสามชิ้นไม่เช่นนั้นจะถือว่ามีความผิด นับเป็นการใช้กฎหมายมาบังคับและริดรอนสิทธิทางอ้อมกดทับ LGBTQ+ ที่ไม่สมเหตุสมผล
ในค่ำคืนของวันที่ 27 มิถุนายน ก่อนรุ่งสางของวันที่ 28 มิถุนายน ปี 1969 การบุกตรวจของตำรวจที่บาร์เกย์ Stonewall Inn ที่กลายเป็นเหตุการณ์เคยชินซ้ำซากในชุมชนระแวกนี้ ในค่ำคืนนั้นกลับกลายมาเป็นเหตุการณ์บนหน้าประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล โดยขณะที่ตำรวจพยายามเข้าควบคุมให้เหล่าผู้คนต่อแถวออกจากบาร์และจับกุมผู้ที่ไม่สามารถแสดงบัตรประจำตัวประชาชน แต่งกายไม่เหมาะสมกับเพศสภาพหรือ ‘ผิดเพศ’ กลับมีกลุ่มผู้เข้าร่วมในค่ำคืนนั้นบางคนเริ่มรวมตัวเป็นกลุ่มที่หน้าบาร์ อันเป็นเหตุมาจากการสะสมของความโกรธและการทับถมของการถูกกดขี่ที่ปะทุออกมา เมื่อหญิงข้ามเพศรายหนึ่งได้รับการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมจากเจ้าหน้าที่โดยถูกผลักอย่างรุนแรง ส่งให้มวลประชาผู้ถูกกดทับเริ่มต่อต้านและแสดงออกในอารยะขัดขืน บางคนเริ่มโห่เจ้าหน้าที่ บางคนเริ่มขว้างก้อนหินหรือเศษขยะ ก่อเป็นเหตุจลาจลกลางถนนคริสโตเฟอร์โดยไม่มีการนัดหมายแต่กลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดของคนชายขอบที่ถูกสังคมผลักไสมาอย่างยาวนาน แม้ไม่สามารถระบุชื่อของบุคคลผู้เป็นแกนนำในเหตุการณ์ครั้งนั้นได้ เนื่องจากความชลมุนและความโกลาหล แต่กลับมีชื่อของ Marsha P. Johnson หญิงข้ามเพศผิวดำและ Sylvia Rivera หญิงข้ามเพศที่มีเชื้อสายละติน ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นแกนนำในฐานะผู้จุดไฟและเติมเชื้อเพลิงแห่งการต่อต้าน พวกเธอเป็นนักเคลื่อนไหวที่ยืนหยัดเคียงข้างคนชายขอบที่ถูกสังคมทอดทิ้ง ทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจให้ก่อตั้งองค์กรเพื่อคนข้ามเพศและเยาวชน LGBTQ+ ในเวลาต่อมา นี่จึงไม่ใช่เพียงแค่เหตุการณ์การชุมนุมหรือการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่และประชาชนแบบทั่วไป แต่คือจุดหักเหทางวัฒนธรรมและการเมืองที่ประกาศศักดาว่า LGBTQ+ จะไม่ยอมให้ใครทำร้ายหรือบังคับให้พวกเขาต้องหลบซ่อนอีกต่อไป
ซึ่งหลังจากเหตุการณ์จลาจลในสัปดาห์นั้น มวลบรรยากาศการรวมตัวและเคลื่อนไหวก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากที่เคยรวมตัวกันเป็นคอมมูนิตี้เงียบๆ แบบหลบซ่อนใต้ดินของกลุ่ม LGBTQ+ กลับกลายเป็นขบวนการเคลื่อนไหวในที่แจ้งด้วยการก่อตั้งกลุ่ม Gay Liberation Front (GLF) และ Gay Activits Alliance (GAA) ที่เริ่มจัดกิจกรรม ประท้วง และรณรงค์ให้เปลี่ยนแปลงกฎหมายและปรับเปลี่ยนทัศนคติของสังคมที่มีต่อกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศ แม้การรณรงค์และการประท้วงอาจจะยิ่งส่งผลทางภาพลักษณ์ในเชิงลบมากกว่าเชิงบวก แต่จุดเปลี่ยนสำคัญก็เกิดขึ้นในปี 1970 เมื่อมีการจัด ‘Christopher Street Liberation Day March’ ที่ได้กลายมาเป็นต้นแบบของ Pride Parade แห่งแรกและขยายไปทั่วโลกในทศวรรษต่อมา นับจากการต่อสู้ในปี 1969 ต้องใช้เวลาถึงสิบกว่าปีที่ความหลากหลายทางเพศและความสัมพันธ์รักร่วมเพศจะได้รับการรับรองในสหรัฐฯ ปี 1980 เหตุการณ์ที่ Stonewall กลายมาเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการลุกต่อสู้เพื่อสิทธิความเท่าเทียมทางเพศและกลายมาเป็นรากฐานของ ‘Pride Month’ ที่ทั่วโลกต่างร่วมเฉลิมฉลองในทุกเดือนมิถุนายนของทุกปี
แม้ในวันนี้ Pride Parade จะเต็มไปด้วยสีรุ้ง ดนตรี รอยยิ้ม ความภาคภูมิใจ และการเฉลิมฉลอง แต่ในอดีต Pride คือความกลัว การต่อสู้ การถูกกดขี่ทางกฎหมาย และความเจ็บปวดของเหล่าบุคคลที่สังคมไม่ต้องการ ความสำคัญของ Stonewall Riots จึงไม่ได้จำกัดแค่ในแง่ของการจลาจลหรือการเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่เท่านั้น แต่ยังเป็นการประกาศว่า ‘ตัวตนของพวกเราไม่ใช่เรื่องผิด’ และการมีอยู่ของ LGBTQ+ ก็คือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ไม่จำเป็นต้องต่อรองใดๆ แต่ควรที่จะได้รับอย่างเท่าเทียมกับเพศชายและหญิงทั่วไป ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่ยังไม่รู้จบ ไม่ว่าจะเป็นการทวงสิทธิ ความเท่าเทียม หรือแม้แต่ศักดิ์ศรีของมนุษย์ทุกคน ซึ่งปัจจุบันแม้หลายประเทศจะให้การยอมรับความหลากหลายทางเพศในทางนิตินัยและสังคมมากขึ้น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความรุนแรงทางเพศจากการเหยียดเชื้อชาติในชุมชน LGBTQ+ และการต่อต้านกลุ่มข้ามเพศก็ยังคงมีอยู่ทั่วทุกมุมโลก การหวนรำลึกถึง Stonewall จึงไม่ใช่เพียงแค่การระลึกถึงอดีตแต่คือการระลึกถึงการต่อสู้ที่เป็นคลื่นระลอกใหญ่และยังส่งผลมาถึงปัจจุบันว่าเสรีภาพและศักดิ์ศรียังคงต้องการการปกป้องและประวัติศาสตร์ที่แท้จริงของ Pride ไม่ได้มาจากขบวนพาเหรด แต่มาจากความกล้าและการลุกขึ้นสู้ของเหล่าคนชายขอบที่ต้องการยืนหยัดเพื่อตัวเอง ปัจจุบันนี้ประเทศไทยอาจจะก้าวขึ้นจุดนั้นมาแล้วในทางนิตินัยแต่ก็เป็นเรื่องจริงที่ในทางพฤตินัยแล้วการเหยียดเพศยังคงมีให้เห็นอยู่ แม้ขบวน Pride Parade จะเป็นการรวมตัวกันเล็กๆ เมื่อเทียบกับสังคมขนาดใหญ่แต่การมีอยู่ก็แสดงให้รับรู้ว่ายังมีกลุ่มบุคคลที่ยอมรับและพร้อมเป็นพื้นที่ที่จะแสดงตัวตนได้อย่างเสรี
Photo: Newsday LLC / Getty Images
กราฟิก: สุกฤตา ว่องวัฒนพิบูลย์
(สามารถตามไปอ่านบทความ 'เปิดเรื่องราว ‘สมรสเท่าเทียม’ การเปลี่ยนแปลงสำคัญที่สะท้อนการโอบรับความหลากหลายอย่างจริงจัง' ได้ที่นี่)

เปิดความในใจของ 7 คนธรรมดา ส่งต่อพลังขับเคลื่อนโลก LGBTQAI+ เพื่อความเท่าเทียมหลากหลาย

VOGUE HISTORY | สร้อยคอระย้า Back Necklace จากความเซ็กซี่ สู่สัญลักษณ์แห่งความหรูหราอย่างมีชั้นเชิง!

VOGUE HISTORY | เมื่อชุดบิกินี่ของ Miss World คนแรกของโลกคาบเกี่ยวระหว่างความงามและศีลธรรม

เปิดเรื่องราว ‘สมรสเท่าเทียม’ การเปลี่ยนแปลงสำคัญที่สะท้อนการโอบรับความหลากหลายอย่างจริงจัง

