เมื่อนึกถึง Vogue Gala ภาพแรกที่หลายคนนึกถึงคงเป็นค่ำคืนแห่งแฟชั่นที่เหล่าดารา เซเลบริตี้ ดีไซเนอร์ และบุคคลสำคัญจากหลากหลายแวดวงมารวมตัวกันบนพรมแดงในโททัลลุคที่มี 'ผ้าไทย' เป็นองค์ประกอบสำคัญ แต่เคยตั้งคำถามกันไหมว่า เหตุใดงานกาล่าของ Vogue Thailand จึงต้องเป็น 'ผ้าไทย' งานนี้เกิดขึ้นเพื่ออะไร และทำไม 'ความเป็นไทย' จึงมีความสำคัญจนกลายเป็นหนึ่งในสิ่งที่ Vogue Thailand เลือกพูดถึงครั้งแล้วครั้งเล่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
โดยเฉพาะในวันที่ผ้าไทย งานหัตถกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น สำหรับใครบางคนยังถูกผูกไว้กับภาพของความเก่าแก่ โบราณ หรือแม้กระทั่งเชย ก่อนจะพบกันในค่ำคืนของ Vogue Gala 2026 วันที่ 9 กันยายนนี้ Vogue Thailand จึงชวนย้อนกลับไปทำความรู้จักกับปณิธานที่อยู่เบื้องหลังค่ำคืนนี้ พร้อมสำรวจว่าเหตุใดการหันสปอตไลต์กลับมาหางานคราฟต์ และมรดกทางวัฒนธรรมของไทย จึงไม่ได้หมายถึงการมองย้อนกลับไปหาอดีตเสมอไป แต่อาจเป็นอีกหนึ่งหนทางในการสร้างคุณค่าใหม่ และจินตนาการถึงอนาคตของแฟชั่นไทย
1 / 1
จากปณิธานแรกเริ่ม สู่ Vogue Gala
นับตั้งแต่ Vogue Thailand ถือกำเนิดขึ้น หนึ่งในปณิธานสำคัญของ 'สิรี อุดมฤทธิรุจ' ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซเรนดิพิตี้ แอนด์ โค จำกัด และ 'กุลวิทย์ เลาสุขศรี' บรรณาธิการบริหารนิตยสารโว้ก ประเทศไทย คือการสนับสนุนชุมชนช่างฝีมือ งานหัตถกรรม และมรดกทางวัฒนธรรมของไทย พร้อมผลักดันให้สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาแฟชั่นร่วมสมัยในระดับสากล
แนวคิดดังกล่าวปรากฏอยู่ในตัวตนของ Vogue Thailand มาโดยตลอด ตั้งแต่แฟชั่นเซ็ตที่นำองค์ประกอบทางวัฒนธรรมมาถ่ายทอดผ่านภาษาภาพร่วมสมัย ไปจนถึงการนำเสนอผลงานของนักออกแบบและช่างฝีมือไทย และ Vogue Gala ก็คือหนึ่งในพื้นที่ที่ทำให้ปณิธานนั้นก้าวออกจากหน้ากระดาษมาสู่โลกจริง
ภายใต้ภาพจำของ 'ค่ำคืนแห่งงานเลี้ยงผ้าไทย' Vogue Gala จึงไม่ได้มีขึ้นเพียงเพื่อเฉลิมฉลองความงามของผืนผ้าเท่านั้น แต่ยังเปิดพื้นที่ให้มรดกทางวัฒนธรรมได้พบกับแฟชั่นร่วมสมัย ผ่านการตีความของช่างฝีมือ นักออกแบบ แบรนด์ และผู้คนจากหลากหลายแวดวง
1 / 1
Vogue Gala จากค่ำคืนแห่งแฟชั่น สู่การสนับสนุนงานคราฟต์ไทย
ภาพที่หลายคนน่าจะคุ้นเคยที่สุดของ Vogue Gala คือการรวมตัวของเหล่าดีไซเนอร์ เซเลบริตี้ และบุคคลสำคัญจากอุตสาหกรรมแฟชั่นและบันเทิงในโททัลลุคที่มี ผ้าไทย เป็นองค์ประกอบสำคัญ ทว่าเบื้องหลังค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลอง ยังมีอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่เกิดขึ้นจากความตั้งใจในการสนับสนุนผ้าไทยและงานหัตถกรรมไทยให้สามารถสร้างคุณค่าและรายได้กลับคืนสู่ชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม
จุดเริ่มต้นเกิดจากการที่ Vogue นำผลงานผ้าจากชุมชนช่างฝีมือในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นชุมชนนาหว้า จังหวัดนครพนม บ้านดอนกอย จังหวัดสกลนคร ตลอดจนชุมชนผู้เชี่ยวชาญด้านการทอผ้า ส่งต่อให้กับนักออกแบบและแบรนด์แฟชั่นทั้งไทยและระดับโลก เพื่อนำไปตีความผ่านภาษาการออกแบบของตัวเอง จนเกิดเป็นผลงานพิเศษที่มีเพียงชิ้นเดียว ตั้งแต่เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ ก่อนนำกลับมาจัดแสดงและประมูลภายในค่ำคืน Vogue Gala โดยที่ผ่านมาแบรนด์อย่าง Sirivannavari Bangkok, Jimmy Choo, Christian Louboutin, Max Mara, MCM และ Emilio Pucci ต่างเคยเข้ามาร่วมสร้างสรรค์ผลงาน
แต่เรื่องราวของผลงานเหล่านี้ไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อการประมูลจบลง เพราะรายได้จะถูกส่งเข้าสู่ Vogue Fashion Fund เพื่อนำไปต่อยอดและสนับสนุนงานหัตถกรรมไทยให้สามารถสร้างรายได้และเติบโตต่อไป หนึ่งในผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากกองทุนในปัจจุบันคือ KRAMIN ที่นำเงินจาก Vogue Fashion Fund มาใช้เป็นต้นทุนในการผลิตสินค้าร่วมกับผู้ผลิตและช่างฝีมือไทย เมื่อสินค้าถูกจำหน่าย รายได้ก็จะหมุนกลับเข้าสู่กองทุน เพื่อนำไปสร้างงานและสนับสนุนชุมชนต่ออีกทอดหนึ่ง เกิดเป็นวงจรที่พยายามเปลี่ยนการสนับสนุนจากค่ำคืนหนึ่ง ให้กลายเป็นระบบที่สามารถสร้างคุณค่าและรายได้กลับคืนสู่ผู้คนที่อยู่เบื้องหลังงานคราฟต์ไทยได้อย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน Vogue Gala ยังคงเป็นค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองและการพบปะของผู้คนจากหลากหลายแวดวง ผ่านทั้งกาล่าดินเนอร์และ Fashion Studio ที่ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ในแต่ละปี เพื่อบันทึกภาพเหล่าแขกคนสำคัญและสร้างเฟรมพิเศษของบุคคลจากต่างวงการที่อาจไม่เคยปรากฏร่วมกันมาก่อน ทั้งหมดนี้จึงทำให้ Vogue Gala นอกจากจะเป็นค่ำคืนที่นำผ้าไทยมาอยู่ท่ามกลางแสงสปอตไลต์ ยังเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยง ช่างฝีมือ นักออกแบบ แบรนด์ ผู้บริโภคเข้าหากัน และทำให้การสนับสนุนงานหัตถกรรมไทยสามารถเดินทางต่อไปได้ไกลกว่าค่ำคืนของงาน
และเมื่อ Vogue Gala คือพื้นที่ที่นำความเป็นไทยมาพบกับแฟชั่นร่วมสมัย สถานที่จัดงานจึงเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยถ่ายทอดแนวคิดดังกล่าว ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Capella Bangkok โรงแรมริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ผสานศิลปะ งานออกแบบ และกลิ่นอายความเป็นไทยเข้ากับความร่วมสมัย จึงได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัด Vogue Gala อย่างต่อเนื่องทุกปี ความร่วมมือระหว่าง Vogue Thailand และ Capella Bangkok จึงสะท้อนแนวคิดเดียวกับหัวใจของงานว่า 'ความเป็นไทย' สามารถได้รับการถ่ายทอดผ่านภาษา และบริบทใหม่ๆ โดยไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดอยู่กับภาพจำเดิม
แนวคิดของ Vogue Gala ไม่ได้สะท้อนอยู่เพียงในผลงานหรือกลไกที่สร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเลือกสถานที่ ที่ถ่ายทอดเรื่องราวในทิศทางเดียวกัน โดยเช่นเดียวกับปีที่แล้ว ในปีนี้งานจะจัดขึ้น ณ Capella Bangkok โรงแรมที่ผสานอัตลักษณ์ความเป็นไทยเข้ากับมุมมองร่วมาสมัยและถ่ายทอดออกไปในบริบทระดับสากล สอดคล้องกับแนวทางของ Vogue Thailand ที่ไม่ได้เพียงหยิบความเป็นไทยมานำเสนออย่างเถรตรง แต่พยายามมองให้เห็นทั้งคุณค่า เรื่องราว และความเป็นไปได้ในการพัฒนาต่อยอดสู่อนาคต สถานที่จัดงานสวยหรูอาจเป็นความประทับใจแรก แต่จุดมุ่งหมายที่แน่วแน่แท้จริงยังคงอยู่ที่ความตั้งใจในการผลักดันงานฝีมือและภูมิปัญญาของไทยให้เติบโตจากรากของตัวเองและเดินทางออกไปสู่สายตาระดับสากล
1 / 1
รื้ออคติ 'ผ้าไทย' Savoir-Faire กับ ภูมิปัญญาไทย ความเหมือนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ความท้าทายสำคัญของมรดกทางวัฒนธรรม ไม่ใช่แค่การเก็บรักษาให้รอดพ้นจากกาลเวลา แต่คือการทำให้มันเติบโตไปพร้อมกับยุคสมัย ผ้าไทยและงานหัตถกรรมพื้นบ้านมักถูกแช่แข็งไว้ในกรอบของความดั้งเดิม จนกลายเป็นความโบราณที่สร้างระยะห่าง และทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกไม่อิน ทั้งที่สิ่งนี้คือต้นทุนทางวัฒนธรรมอันทรงพลัง
ทว่าการให้คุณค่ากับรากเหง้าไม่ได้สวนทางกับความร่วมสมัย หากมองไปยังมหาอำนาจแฟชั่นอย่างฝรั่งเศสหรืออิตาลี ฝรั่งเศสเชิดชู Savoir-Faire และทักษะเฉพาะทางของช่างฝีมือชั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นงานปักหรืองานเครื่องหนัง ขณะที่ Made in Italy กลายเป็นเครื่องหมายการันตีคุณภาพ คราฟต์สแมนชิป และสุนทรียศาสตร์การออกแบบระดับโลก องค์ความรู้ที่สืบทอดหลายชั่วอายุคนของพวกเขาถูกเจียระไนจนกลายเป็นดีเอ็นเอของแฟชั่นร่วมสมัย
คำถามคือ เหตุใดเราจึงมองสิ่งเดียวกันด้วยสายตาที่ต่างกัน? เมื่อเป็นงานฝีมือตะวันตก เรามักเชื่อมโยงคำว่า Heritage, งานฝีมือ หรือ Savoir-Faire เข้ากับความเชี่ยวชาญและความหรูหรา แต่เมื่อเป็นผ้าไทย สิ่งเดียวกันนี้กลับถูกผูกติดกับคำว่า 'เชย' ทั้งที่เบื้องหลังเกิดจากทักษะ และความประณีตที่ไม่ต่างกันแม้แต่น้อย
แทนที่จะมุ่งอนุรักษ์ผ้าไทยให้คงเดิมทุกตารางนิ้ว โจทย์ที่แท้จริงคือการตั้งคำถามว่า "ผ้าไทยไปเป็นอะไรได้อีกบ้าง?" การเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ทดลอง และตีความใหม่ ไม่ว่าจะกลายเป็นชุดราตรี สตรีตแวร์ กระเป๋า หรือดีไซน์ไอเท็ม คือหัวใจของการพา Made in Thailand เดินหน้า เป็นการใช้อดีตเป็นวัตถุดิบเพื่อจินตนาการถึงความเป็นไปได้ใหม่ๆ ของแฟชั่นไทยอย่างไม่รู้จบ
1 / 1
พันธกิจของ Vogue Thailand ในการผลักดันงานคราฟต์ไทย
ในทุกฤดูกาล เราสามารถติดตามได้ว่าปารีสกำลังนำเสนออะไร มิลานกำลังพูดถึงอะไร หรือแบรนด์จากฝรั่งเศสและอิตาลีกำลังเสนอภาพของแฟชั่นแบบไหนให้กับโลก ซึ่งแน่นอนว่ายังคงเป็นส่วนสำคัญของหน้าที่สื่อแฟชั่น แต่หากนิตยสารแฟชั่นในประเทศไทยทำหน้าที่เพียงรายงานบทสนทนาที่ถูกสร้างขึ้นจากที่อื่น แล้วใครจะช่วยสร้างพื้นที่ให้บทสนทนาที่เริ่มต้นจากประเทศไทยเดินทางออกไปสู่โลกภายนอก?
การสร้างระบบอุตสาหกรรมแฟชั่นที่แข็งแรงไม่อาจเกิดขึ้นจากคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ช่างฝีมือ นักออกแบบ แบรนด์ สถาบัน ผู้บริโภค และสื่อต่างมีบทบาทของตัวเอง และสำหรับสื่อแฟชั่น หนึ่งในสิ่งที่สามารถทำได้คือการมอบ พื้นที่และการมองเห็นพร้อมสร้างบริบทใหม่ที่ทำให้ผู้คนมองเห็นคุณค่าของสิ่งเดิมในวิธีที่ต่างออกไป
หากฝรั่งเศสสามารถทำให้ Savoir-faire และอิตาลีทำให้ Made in Italy กลายเป็นภาษาที่โลกแฟชั่นเข้าใจได้ การพูดถึง Made in Thailand ก็คงไม่ควรถูกลดทอนให้เหลือเพียงภาพของความโบราณ ทว่าควรถูกมองในฐานะต้นทุนทางวัฒนธรรมอันรุ่มรวยที่สามารถเติบโต ต่อยอด และได้รับการตีความใหม่ได้เช่นเดียวกัน และ Vogue Gala ก็เป็นอีกหนึ่งรูปธรรมของบทบาทนั้น
"เพราะนั่นอาจเป็นหนึ่งในหน้าที่สำคัญที่สุดของนิตยสารแฟชั่นที่มีคำว่า Thailand อยู่บนหัวหนังสือ"
1 / 1
สำรวจความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ของความเป็นไทยที่ Vogue Gala 2026
เมื่อมองย้อนกลับไป ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Vogue Gala เป็นมากกว่าแค่งานพรหมแดงที่ชวนแขกแต่งกายด้วยผ้าไทยมารวมตัวกัน หากเป็นการนำผ้าและงานฝีมือออกจากบริบทที่เราคุ้นเคย แล้วส่งต่อให้ผู้เข้าร่วมงานลองตอบคำถามเดียวกันว่า "ความเป็นไทยสามารถกลายเป็นอะไรได้อีกบ้าง?"
สำหรับ Vogue Gala 2026 การกลับมาหาความเป็นไทยจึงหมายถึงการเชื้อเชิญให้มองสิ่งที่เรามีอยู่แล้วด้วยสายตาใหม่ ลองจินตนาการถึงวันที่ผ้าไทยหลุดออกจากภาพจำเดิม เมื่อเทคนิคซึ่งสืบทอดมาหลายชั่วอายุคนโคจรมาพบกับภาษาการออกแบบร่วมสมัย นิยามของ 'Thai Fashion' จะครอบคลุมทั้งความหรูหรา งานทดลอง ความสนุก ความกล้า และงานระดับแฟชั่นชั้นสูงที่ยัดเยียดความสากลได้อย่างภาคภูมิ
การให้คุณค่ากับรากเหง้าไม่ได้ฉุดรั้งเราไว้จากโลกแฟชั่นสากล ในทางกลับกัน รากเหล่านั้นคือตัวตนอันเด่นชัดที่ทำให้เราโดดเด่นบนเวทีโลก ก่อนค่ำคืนสำคัญจะมาถึงในวันที่ 9 กันยายนนี้ Vogue Thailand ขอชวนทุกคนก้าวข้ามคำถามเรื่องความเชย แล้วมาเปิดจินตนาการร่วมกันว่า เราจะขับเคลื่อนความเป็นไทยไปสู่อนาคตอย่างไรได้อีกบ้าง
ตามไปอ่านเรื่องราวเพิ่มเติมเกี่ยวกับ 'Vogue Gala' ได้ที่ (เผยเซ็ตภาพโว้กสตูดิโอ ไฮไลต์สำคัญในงาน Vogue Gala 2025 แรงบันดาลใจจาก 'ธุง')

VOGUE GALA 2025 | รวมคลิปสัมภาษณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟของเหล่าคนดังในงาน Vouge Gala

เผยภาพเอ็กซ์คลูซีฟของเหล่าคนดังในงาน Vogue Gala 2025 ค่ำคืนแห่งวงการแฟชั่นไทย

ไทย-สากล...การผสมผสานแบรนด์ไทยและแบรนด์ระดับโลกที่เป็นจุดสำคัญของงาน Vogue Gala 2025


