Vogue Gala

FASHION

VOGUE SCOOP | ก่อนพบกันที่ Vogue Gala 2026 ทำไม 'ความเป็นไทย' จึงยังสำคัญต่อ Vogue Thailand?

ทำไมงานกาล่าของ Vogue Thailand จึงต้องเป็น 'ผ้าไทย'? งานนี้เกิดขึ้นเพื่ออะไร และทำไม 'ความเป็นไทย' ถึงมีความสำคัญจนกลายเป็นหนึ่งในสิ่งที่ Vogue Thailand เลือกพูดถึงครั้งแล้วครั้งเล่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

08 กันยายน 2569

     เมื่อนึกถึง Vogue Gala ภาพแรกที่หลายคนนึกถึงคงเป็นค่ำคืนแห่งแฟชั่นที่เหล่าดารา เซเลบริตี้ ดีไซเนอร์ และบุคคลสำคัญจากหลากหลายแวดวงมารวมตัวกันบนพรมแดงในโททัลลุคที่มี 'ผ้าไทย' เป็นองค์ประกอบสำคัญ แต่เคยตั้งคำถามกันไหมว่า เหตุใดงานกาล่าของ Vogue Thailand จึงต้องเป็น 'ผ้าไทย' งานนี้เกิดขึ้นเพื่ออะไร และทำไม 'ความเป็นไทย' จึงมีความสำคัญจนกลายเป็นหนึ่งในสิ่งที่ Vogue Thailand เลือกพูดถึงครั้งแล้วครั้งเล่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

     โดยเฉพาะในวันที่ผ้าไทย งานหัตถกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น สำหรับใครบางคนยังถูกผูกไว้กับภาพของความเก่าแก่ โบราณ หรือแม้กระทั่งเชย ก่อนจะพบกันในค่ำคืนของ Vogue Gala 2026 วันที่ 9 กันยายนนี้ Vogue Thailand จึงชวนย้อนกลับไปทำความรู้จักกับปณิธานที่อยู่เบื้องหลังค่ำคืนนี้ พร้อมสำรวจว่าเหตุใดการหันสปอตไลต์กลับมาหางานคราฟต์ และมรดกทางวัฒนธรรมของไทย จึงไม่ได้หมายถึงการมองย้อนกลับไปหาอดีตเสมอไป แต่อาจเป็นอีกหนึ่งหนทางในการสร้างคุณค่าใหม่ และจินตนาการถึงอนาคตของแฟชั่นไทย

จากปณิธานแรกเริ่ม สู่ Vogue Gala

     นับตั้งแต่ Vogue Thailand ถือกำเนิดขึ้น หนึ่งในปณิธานสำคัญของ 'สิรี อุดมฤทธิรุจ' ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซเรนดิพิตี้ แอนด์ โค จำกัด และ 'กุลวิทย์ เลาสุขศรี' บรรณาธิการบริหารนิตยสารโว้ก ประเทศไทย คือการสนับสนุนชุมชนช่างฝีมือ งานหัตถกรรม และมรดกทางวัฒนธรรมของไทย พร้อมผลักดันให้สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาแฟชั่นร่วมสมัยในระดับสากล

     แนวคิดดังกล่าวปรากฏอยู่ในตัวตนของ Vogue Thailand มาโดยตลอด ตั้งแต่แฟชั่นเซ็ตที่นำองค์ประกอบทางวัฒนธรรมมาถ่ายทอดผ่านภาษาภาพร่วมสมัย ไปจนถึงการนำเสนอผลงานของนักออกแบบและช่างฝีมือไทย และ Vogue Gala ก็คือหนึ่งในพื้นที่ที่ทำให้ปณิธานนั้นก้าวออกจากหน้ากระดาษมาสู่โลกจริง

     ภายใต้ภาพจำของ 'ค่ำคืนแห่งงานเลี้ยงผ้าไทย' Vogue Gala จึงไม่ได้มีขึ้นเพียงเพื่อเฉลิมฉลองความงามของผืนผ้าเท่านั้น แต่ยังเปิดพื้นที่ให้มรดกทางวัฒนธรรมได้พบกับแฟชั่นร่วมสมัย ผ่านการตีความของช่างฝีมือ นักออกแบบ แบรนด์ และผู้คนจากหลากหลายแวดวง

Vogue Gala จากค่ำคืนแห่งแฟชั่น สู่การสนับสนุนงานคราฟต์ไทย

     ภาพที่หลายคนน่าจะคุ้นเคยที่สุดของ Vogue Gala คือการรวมตัวของเหล่าดีไซเนอร์ เซเลบริตี้ และบุคคลสำคัญจากอุตสาหกรรมแฟชั่นและบันเทิงในโททัลลุคที่มี ผ้าไทย เป็นองค์ประกอบสำคัญ ทว่าเบื้องหลังค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลอง ยังมีอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่เกิดขึ้นจากความตั้งใจในการสนับสนุนผ้าไทยและงานหัตถกรรมไทยให้สามารถสร้างคุณค่าและรายได้กลับคืนสู่ชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

     จุดเริ่มต้นเกิดจากการที่ Vogue นำผลงานผ้าจากชุมชนช่างฝีมือในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นชุมชนนาหว้า จังหวัดนครพนม บ้านดอนกอย จังหวัดสกลนคร ตลอดจนชุมชนผู้เชี่ยวชาญด้านการทอผ้า ส่งต่อให้กับนักออกแบบและแบรนด์แฟชั่นทั้งไทยและระดับโลก เพื่อนำไปตีความผ่านภาษาการออกแบบของตัวเอง จนเกิดเป็นผลงานพิเศษที่มีเพียงชิ้นเดียว ตั้งแต่เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ ก่อนนำกลับมาจัดแสดงและประมูลภายในค่ำคืน Vogue Gala โดยที่ผ่านมาแบรนด์อย่าง Sirivannavari Bangkok, Jimmy Choo, Christian Louboutin, Max Mara, MCM และ Emilio Pucci ต่างเคยเข้ามาร่วมสร้างสรรค์ผลงาน

     แต่เรื่องราวของผลงานเหล่านี้ไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อการประมูลจบลง เพราะรายได้จะถูกส่งเข้าสู่ Vogue Fashion Fund เพื่อนำไปต่อยอดและสนับสนุนงานหัตถกรรมไทยให้สามารถสร้างรายได้และเติบโตต่อไป หนึ่งในผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากกองทุนในปัจจุบันคือ KRAMIN ที่นำเงินจาก Vogue Fashion Fund มาใช้เป็นต้นทุนในการผลิตสินค้าร่วมกับผู้ผลิตและช่างฝีมือไทย เมื่อสินค้าถูกจำหน่าย รายได้ก็จะหมุนกลับเข้าสู่กองทุน เพื่อนำไปสร้างงานและสนับสนุนชุมชนต่ออีกทอดหนึ่ง เกิดเป็นวงจรที่พยายามเปลี่ยนการสนับสนุนจากค่ำคืนหนึ่ง ให้กลายเป็นระบบที่สามารถสร้างคุณค่าและรายได้กลับคืนสู่ผู้คนที่อยู่เบื้องหลังงานคราฟต์ไทยได้อย่างต่อเนื่อง

     ขณะเดียวกัน Vogue Gala ยังคงเป็นค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองและการพบปะของผู้คนจากหลากหลายแวดวง ผ่านทั้งกาล่าดินเนอร์และ Fashion Studio ที่ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ในแต่ละปี เพื่อบันทึกภาพเหล่าแขกคนสำคัญและสร้างเฟรมพิเศษของบุคคลจากต่างวงการที่อาจไม่เคยปรากฏร่วมกันมาก่อน ทั้งหมดนี้จึงทำให้ Vogue Gala นอกจากจะเป็นค่ำคืนที่นำผ้าไทยมาอยู่ท่ามกลางแสงสปอตไลต์ ยังเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยง ช่างฝีมือ นักออกแบบ แบรนด์ ผู้บริโภคเข้าหากัน และทำให้การสนับสนุนงานหัตถกรรมไทยสามารถเดินทางต่อไปได้ไกลกว่าค่ำคืนของงาน

     และเมื่อ Vogue Gala คือพื้นที่ที่นำความเป็นไทยมาพบกับแฟชั่นร่วมสมัย สถานที่จัดงานจึงเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยถ่ายทอดแนวคิดดังกล่าว ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Capella Bangkok โรงแรมริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ผสานศิลปะ งานออกแบบ และกลิ่นอายความเป็นไทยเข้ากับความร่วมสมัย จึงได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัด Vogue Gala อย่างต่อเนื่องทุกปี ความร่วมมือระหว่าง Vogue Thailand และ Capella Bangkok จึงสะท้อนแนวคิดเดียวกับหัวใจของงานว่า 'ความเป็นไทย' สามารถได้รับการถ่ายทอดผ่านภาษา และบริบทใหม่ๆ โดยไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดอยู่กับภาพจำเดิม

     แนวคิดของ Vogue Gala ไม่ได้สะท้อนอยู่เพียงในผลงานหรือกลไกที่สร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเลือกสถานที่ ที่ถ่ายทอดเรื่องราวในทิศทางเดียวกัน โดยเช่นเดียวกับปีที่แล้ว ในปีนี้งานจะจัดขึ้น ณ Capella Bangkok โรงแรมที่ผสานอัตลักษณ์ความเป็นไทยเข้ากับมุมมองร่วมาสมัยและถ่ายทอดออกไปในบริบทระดับสากล สอดคล้องกับแนวทางของ Vogue Thailand ที่ไม่ได้เพียงหยิบความเป็นไทยมานำเสนออย่างเถรตรง แต่พยายามมองให้เห็นทั้งคุณค่า เรื่องราว และความเป็นไปได้ในการพัฒนาต่อยอดสู่อนาคต สถานที่จัดงานสวยหรูอาจเป็นความประทับใจแรก แต่จุดมุ่งหมายที่แน่วแน่แท้จริงยังคงอยู่ที่ความตั้งใจในการผลักดันงานฝีมือและภูมิปัญญาของไทยให้เติบโตจากรากของตัวเองและเดินทางออกไปสู่สายตาระดับสากล

รื้ออคติ 'ผ้าไทย' Savoir-Faire กับ ภูมิปัญญาไทย ความเหมือนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

     ความท้าทายสำคัญของมรดกทางวัฒนธรรม ไม่ใช่แค่การเก็บรักษาให้รอดพ้นจากกาลเวลา แต่คือการทำให้มันเติบโตไปพร้อมกับยุคสมัย ผ้าไทยและงานหัตถกรรมพื้นบ้านมักถูกแช่แข็งไว้ในกรอบของความดั้งเดิม จนกลายเป็นความโบราณที่สร้างระยะห่าง และทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกไม่อิน ทั้งที่สิ่งนี้คือต้นทุนทางวัฒนธรรมอันทรงพลัง

     ทว่าการให้คุณค่ากับรากเหง้าไม่ได้สวนทางกับความร่วมสมัย หากมองไปยังมหาอำนาจแฟชั่นอย่างฝรั่งเศสหรืออิตาลี ฝรั่งเศสเชิดชู Savoir-Faire และทักษะเฉพาะทางของช่างฝีมือชั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นงานปักหรืองานเครื่องหนัง ขณะที่ Made in Italy กลายเป็นเครื่องหมายการันตีคุณภาพ คราฟต์สแมนชิป และสุนทรียศาสตร์การออกแบบระดับโลก องค์ความรู้ที่สืบทอดหลายชั่วอายุคนของพวกเขาถูกเจียระไนจนกลายเป็นดีเอ็นเอของแฟชั่นร่วมสมัย

     คำถามคือ เหตุใดเราจึงมองสิ่งเดียวกันด้วยสายตาที่ต่างกัน? เมื่อเป็นงานฝีมือตะวันตก เรามักเชื่อมโยงคำว่า Heritage, งานฝีมือ หรือ Savoir-Faire เข้ากับความเชี่ยวชาญและความหรูหรา แต่เมื่อเป็นผ้าไทย สิ่งเดียวกันนี้กลับถูกผูกติดกับคำว่า 'เชย' ทั้งที่เบื้องหลังเกิดจากทักษะ และความประณีตที่ไม่ต่างกันแม้แต่น้อย

     แทนที่จะมุ่งอนุรักษ์ผ้าไทยให้คงเดิมทุกตารางนิ้ว โจทย์ที่แท้จริงคือการตั้งคำถามว่า "ผ้าไทยไปเป็นอะไรได้อีกบ้าง?" การเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ทดลอง และตีความใหม่ ไม่ว่าจะกลายเป็นชุดราตรี สตรีตแวร์ กระเป๋า หรือดีไซน์ไอเท็ม คือหัวใจของการพา Made in Thailand เดินหน้า เป็นการใช้อดีตเป็นวัตถุดิบเพื่อจินตนาการถึงความเป็นไปได้ใหม่ๆ ของแฟชั่นไทยอย่างไม่รู้จบ

พันธกิจของ Vogue Thailand ในการผลักดันงานคราฟต์ไทย

     ในทุกฤดูกาล เราสามารถติดตามได้ว่าปารีสกำลังนำเสนออะไร มิลานกำลังพูดถึงอะไร หรือแบรนด์จากฝรั่งเศสและอิตาลีกำลังเสนอภาพของแฟชั่นแบบไหนให้กับโลก ซึ่งแน่นอนว่ายังคงเป็นส่วนสำคัญของหน้าที่สื่อแฟชั่น แต่หากนิตยสารแฟชั่นในประเทศไทยทำหน้าที่เพียงรายงานบทสนทนาที่ถูกสร้างขึ้นจากที่อื่น แล้วใครจะช่วยสร้างพื้นที่ให้บทสนทนาที่เริ่มต้นจากประเทศไทยเดินทางออกไปสู่โลกภายนอก?

     การสร้างระบบอุตสาหกรรมแฟชั่นที่แข็งแรงไม่อาจเกิดขึ้นจากคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ช่างฝีมือ นักออกแบบ แบรนด์ สถาบัน ผู้บริโภค และสื่อต่างมีบทบาทของตัวเอง และสำหรับสื่อแฟชั่น หนึ่งในสิ่งที่สามารถทำได้คือการมอบ พื้นที่และการมองเห็นพร้อมสร้างบริบทใหม่ที่ทำให้ผู้คนมองเห็นคุณค่าของสิ่งเดิมในวิธีที่ต่างออกไป

     หากฝรั่งเศสสามารถทำให้ Savoir-faire และอิตาลีทำให้ Made in Italy กลายเป็นภาษาที่โลกแฟชั่นเข้าใจได้ การพูดถึง Made in Thailand ก็คงไม่ควรถูกลดทอนให้เหลือเพียงภาพของความโบราณ ทว่าควรถูกมองในฐานะต้นทุนทางวัฒนธรรมอันรุ่มรวยที่สามารถเติบโต ต่อยอด และได้รับการตีความใหม่ได้เช่นเดียวกัน และ Vogue Gala ก็เป็นอีกหนึ่งรูปธรรมของบทบาทนั้น

 

"เพราะนั่นอาจเป็นหนึ่งในหน้าที่สำคัญที่สุดของนิตยสารแฟชั่นที่มีคำว่า Thailand อยู่บนหัวหนังสือ"

 

สำรวจความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ของความเป็นไทยที่ Vogue Gala 2026

     เมื่อมองย้อนกลับไป ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Vogue Gala เป็นมากกว่าแค่งานพรหมแดงที่ชวนแขกแต่งกายด้วยผ้าไทยมารวมตัวกัน หากเป็นการนำผ้าและงานฝีมือออกจากบริบทที่เราคุ้นเคย แล้วส่งต่อให้ผู้เข้าร่วมงานลองตอบคำถามเดียวกันว่า "ความเป็นไทยสามารถกลายเป็นอะไรได้อีกบ้าง?"

     สำหรับ Vogue Gala 2026 การกลับมาหาความเป็นไทยจึงหมายถึงการเชื้อเชิญให้มองสิ่งที่เรามีอยู่แล้วด้วยสายตาใหม่ ลองจินตนาการถึงวันที่ผ้าไทยหลุดออกจากภาพจำเดิม เมื่อเทคนิคซึ่งสืบทอดมาหลายชั่วอายุคนโคจรมาพบกับภาษาการออกแบบร่วมสมัย นิยามของ 'Thai Fashion' จะครอบคลุมทั้งความหรูหรา งานทดลอง ความสนุก ความกล้า และงานระดับแฟชั่นชั้นสูงที่ยัดเยียดความสากลได้อย่างภาคภูมิ

     การให้คุณค่ากับรากเหง้าไม่ได้ฉุดรั้งเราไว้จากโลกแฟชั่นสากล ในทางกลับกัน รากเหล่านั้นคือตัวตนอันเด่นชัดที่ทำให้เราโดดเด่นบนเวทีโลก ก่อนค่ำคืนสำคัญจะมาถึงในวันที่ 9 กันยายนนี้ Vogue Thailand ขอชวนทุกคนก้าวข้ามคำถามเรื่องความเชย แล้วมาเปิดจินตนาการร่วมกันว่า เราจะขับเคลื่อนความเป็นไทยไปสู่อนาคตอย่างไรได้อีกบ้าง

     ตามไปอ่านเรื่องราวเพิ่มเติมเกี่ยวกับ 'Vogue Gala' ได้ที่ (เผยเซ็ตภาพโว้กสตูดิโอ ไฮไลต์สำคัญในงาน Vogue Gala 2025 แรงบันดาลใจจาก 'ธุง')

ช่างภาพ : สุดเขต จิ้วพานิช, นาทนาม ไวยหงษ์, กฤชสุวัชร์ ประโยชน์พิบูลผล, MwGame
ภาพประกอบ : Courtesy of Brands / กุลวิทย์ เลาสุขศรี, จิรัฏฐ์ ทรัพย์พิศาลกุล, วสันต์ ผึ่งประเสริฐ, เอกรัชต์ อุบลศรี, วิศรุต อังคทะวานิช
กราฟิก : สุกฤตา ว่องวัฒนพิบูลย์
เรื่อง : นฤปนาท เหรัญญะกราฟิก