Vogue Thailand

FASHION

VOGUE FIRST TAKE | จากอาร์ไคฟ์ Valentino สู่โชว์ SS 27 ที่ยกระดับความหมายของเครื่องแต่งกาย

Alessandro Michele ทำเก๋ครั้งใหญ่ เปลี่ยนห้องสมุดโอ่โถงให้กลายเป็นโชว์เติมเต็มจินตนาการ

05 ตุลาคม 2569

นักออกแบบผู้หลงใหลในโลกแห่งนิยายแฟนตาซีอย่าง Alessandro Michele พาเราบุกโลกแห่งจินตนาการผ่านการเนรมิต Bibliothèque Sainte-Geneviève ห้องสมุดสาธารณะสุดโอ่โถงแห่งแรกของฝรั่งเศส เป็นสถานที่จัดโชว์คอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2027 ของ Valentino สอดคล้องกับคอนเซ็ปต์ ‘Antibiblioteca’ หรือภาวะแอนตี้ห้องสมุด โดยได้แรงบันดาลใจมาจากแนวคิด Antilibrary ซึ่งหมายถึงหนังสือที่ยังไม่ถูกเปิดอ่าน ของนักคิดชาวเลบานอน-อเมริกัน Nassim Nicholas Taleb ผู้เขียน The Black Swan ที่หยิบยกห้องสมุดส่วนตัวราว 30,000 เล่มของนักเขียนชาวอิตาลีนาม Umberto Eco มาเป็นตัวอย่าง โดยเชื่อว่าหนังสือที่ยังไม่ได้อ่านนั้นคือคลังความรู้อันล้ำค่าที่รอการค้นพบ เปรียบเปรยศักยภาพขององค์ความรู้ที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้าปกกับเหล่าอาภรณ์แสนงามในตู้เสื้อผ้าที่หลายคนอาจได้มาแล้วยังไม่เคยหยิบมาสวมหรืออาจหลงลืมที่จะหยิบใส่ แต่เสื้อผ้าชุดนั้นยังเปี่ยมด้วยพลังแห่งการสร้างสรรค์อันไร้ขีดจำกัด เขาอธิบายไว้ในเอกสารประกอบโชว์ว่า ‘แม้แต่เสื้อผ้าที่เราจะไม่มีวันได้สวมใส่ ก็ไม่ต่างจากหนังสือที่วางนิ่งอยู่บนชั้นโดยไม่เคยถูกเปิด’ และยังสอดคล้องกับกิมมิกบนบัตรเชิญที่เหล่าแขกผู้มาร่วมชมการแสดงรวมถึงแบรนด์แอมบาสเดอร์ชาวไทย เจฟ ซาเตอร์ และ ฟรีน สโรชา ต่างได้รับคำขอให้นำหนังสือติดตัวมาคนละเล่มเพื่อร่วมบริจาคในวาระนี้

Alessandro Michele สร้างสรรค์สิ่งที่เปรียบเสมือนบรรณานุกรมของหนังสือสมมติขึ้นใหม่ มาพร้อมกับคำอธิบายเนื้อหา รายชื่อผู้แต่ง และหมายเลข ISBN (เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือแต่ละเล่ม) ที่ถูกแต่งขึ้น ชื่อหนังสือที่มีทั้ง A Garden of Small Errors, Elsewhere Is a Precise Place และ The Social Life of Velvet มาพร้อมเอกสารประกอบโชว์ที่มีเนื้อหาละเอียดลออ สอดคล้องกับผลงานทั้งคอลเล็กชั่นสำหรับสตรีและบุรุษมากถึง 80 ลุค โดยตั้งใจปฏิเสธความเรียบง่ายแห่งสายธารมินิมัลอย่างสิ้นเชิง แล้วหันมาเลือกเฉลิมฉลองความสุขในการแต่งกายชนิดที่ไม่ต้องรอโอกาสพิเศษ เพราะสำหรับนักออกแบบผู้เคยสัมผัสและผ่านพ้นหลายวิกฤตสำคัญของโลกใบนี้ตั้งแต่วิกฤตโควิดยันสงครามตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนและไม่แน่นิ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต เขาต้องการให้ชีวิตมีความสุขสูงสุด ดื่มด่ำกับงานศิลปะหลากแขนง และอุทิศตัวเพื่อความงามดังที่ตัวผู้ก่อตั้ง Valentino Garavani เคยกล่าวไว้ ‘การหลงใหลในความงามไม่ใช่เรื่องผิดอะไร’

ความหลงใหลในแฟชั่นแห่งทศวรรษ 1980 ยุคทองของ Valentino ซึ่งโด่งดังและกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความหรูหราระดับโลก กลายเป็นหนึ่งในสินค้าแฟชั่นส่งออกที่ขายดิบขายดีที่สุดของประเทศอิตาลีในขณะนั้น สะท้อนผ่านผลงานที่เห็นในคอลเล็กชั่นรับลมร้อนปีหน้า เขาพิสูจน์แล้วว่าความหรูหราและดรามาติกแฟนตาซีไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่สามารถสร้างกำไรให้เป็นกอบเป็นกำ และเป็นเครื่องพิสูจน์ในแง่พาณิชย์ศิลป์ เห็นได้ชัดในโชว์ครั้งนี้ที่มีการแบ่งผลงานฟากบุรุษและสตรีในสัดส่วนเท่าๆ กัน เพื่อเอาใจคุณผู้ชายที่สนใจผลงานของแบรนด์มากขึ้น เขาผสานสีสันและเท็กซ์เจอร์แบบไม่ยั้ง มีการจับคู่สีที่ตัดกันอย่างฉูดฉาด เช่น สีม่วงไลแลคกับสีเหลือง ชมพูฮอตพิงก์ เขียวฟอเรสต์กรีน และแดงเชอร์รี่ คู่ดีเทลจัดเต็มสไตล์แม็กซิมัลฉบับ 1980s อาทิ งานผ้าลูกไม้สีสันสดใส การประดับประดาด้วยดอกไม้สามมิติ ขนนกฟรุ้งฟริ้ง พู่ระย้า งานปักเลื่อมระยิบระยับล้อแสงไฟสะกดสายตา และโครงสร้างชัดเจนสไตล์พาวเวอร์เดรสซิ่งในฝั่งชุดเทเลอร์ โดยไม่ลืมเติมเต็มลุคแกลมแบบ ‘น้อยไม่เป็น’ ด้วยการถมเครื่องประดับทั้งสร้อยคอ เข็มขัด แว่นตา และหมวก

“เสื้อผ้าเหล่านี้ดูเหมือนจะอยู่ในพื้นที่ซึ่งก้าวข้ามเรื่องการใช้งาน แต่คือแหล่งสะสมความสุข สุนทรียภาพ และวิถีแห่งการดำรงอยู่ผ่านร่างกาย อาจไม่เคยถูกนำไปใช้งานอย่างแท้จริง หากแต่กลับทำหน้าที่ขยายขอบเขตแห่งจินตนาการ” เขาเน้นย้ำถึงงานสร้างสรรค์ที่เห็นตรงหน้า เสื้อผ้าที่เป็นมากกว่าเครื่องนุ่งห่มป้องกันความร้อนและช่วยคลายหนาว เพราะศักยภาพที่มี ทำให้อาภรณ์เหล่านี้ทำหน้าที่กักเก็บเรื่องราวแห่งความหมายของชีวิตเช่นเดียวกับหนังสือที่รอวันเปิดอ่านให้เรียนรู้ไปด้วยกัน

เรื่อง : Khanakon Phettrakul
ภาพ : Vogue Runway