Vogue Thailand

WATCHES & JEWELLERY

Van Cleef & Arpels Alhambra ผลลัพธ์แห่งการทดลองที่นำมาสู่ความสง่างามและรากฐานประวัติศาสตร์

สัญลักษณ์แห่งความโชคดีกับใบโคลเวอร์สี่แฉกที่ปรากฏขึ้นในหน้าประวัติศาสตร์ของ Van Cleef & Arpels ตอนนี้ถูกพัฒนาและนำเสนอความงดงามผ่านโมทีฟโทนสีชมพูโปร่งแสง

18 กันยายน 2569

ช่างภาพ: ณัฐ จตุรพาหุ
สไตลิ่ง: กุลวิทย์ เลาสุขศรี
นางแบบ: Hannah Motler @ Oui Management
แต่งหน้า: Thomas Lorenz by_janekate
ทำผม: Simon Chossier @ B Agency
แคสติ้ง: Christian Me @ c.m.casting
ผู้ช่วยสไตลิสต์: Sara Bevagna, Nichapattra Potejanasaja
ผู้ช่วยช่างภาพ: Chase Williams

 

Van Cleef & Arpels ชื่อของเมซงจิวเวลรีระดับแถวหน้าที่เลื่องชื่อกับการสรรสร้างจิวเวลรีชั้นสูงและรูปแบบการนำเสนอเรื่องราวแรงบันดาลใจอันเป็นที่จดจำ รากฐานความคิดสร้างสรรค์กรุยทางสู่การทดลองเชิงศิลป์ การพัฒนาด้านงานฝีมือ เรื่อยมาจนถึงการรักษาทักษะและแนวคิดอันคงอยู่เป็นนิรันดร์ ท่ามกลางความด่วนเร็วของโลก ณ ปัจจุบัน เมซงทำให้เห็นถึงหนทางแห่งการพัฒนาอย่างมีจังหวะ และรักษาความยอดเยี่ยมอันเปรียบดั่งมรดกทางวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี ซึ่งคอลเล็กชั่น ‘Alhambra’ ก็ถือเป็นหนึ่งในคอลเล็กชั่นไอคอนิกที่อยู่เคียงคู่โลกจิวเวลรีและผูกโยงกับชื่อวองคลีฟแอนด์อาเปลส์มาอย่างยาวนาน ครั้งนี้กับรูปแบบการตีความและนำเสนอแนวทางต่อยอดแบบใหม่ จึงเกิดเป็นคอลเล็กชั่น ‘Alhambra’ ที่ทั้งสง่างามและเสิร์ฟกลิ่นอายความเฟมินีนได้อย่างไร้ที่ติ

จุดเริ่มต้นของ ‘Alhambra’ โดย Van Cleef & Arpels สู่ความไอคอนิกในปัจจุบัน

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1968 เรื่องราวแห่งความโชคดีจากมุมมองของวองคลีฟแอนด์อาเปลส์เกิดขึ้นพร้อมคำกล่าวของ Jacques Arpels หลานของ Estelle Arpels ว่า “ถ้าอยากมีโชค เราก็ต้องเชื่อในโชค” ดังนั้นเรื่องความเชื่อในโชคจึงกลายเป็นรากฐานสำคัญในการสรรสร้างจิวเวลรีคอลเล็กชั่น ‘Alhambra’ ซึ่งเชื่อว่าทุกคนคงคุ้นเคยกับสัญลักษณ์ใบโคลเวอร์สี่แฉก ทว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เมซงเลือกสัญลักษณ์ดังกล่าวมาเป็นส่วนสำคัญในชิ้นงาน เพราะหากอดีตกลับไปตั้งแต่ปี 1906 ปีแห่งการก่อตั้งเมซง สัญลักษณ์นี้ก็ปรากฏในชิ้นงานตั้งแต่แรก ดังนั้นหากจะกล่าวว่าคอลเล็กชั่น ‘Alhambra’ คือสัญลักษณ์แห่งโชคและเป็นสัญลักษณ์แห่งการย้อนอดีตสู่ประวัติศาสตร์แรกเริ่มของเมซงอย่างมีเรื่องมีราวก็คงไม่ผิดนัก จุดกำเนิดของโมทีฟเด่นและขอบลูกปัดซ้อนกันจึงเป็นรายละเอียดที่โดดเด่นและมีเรื่องราวประกอบกันมาตั้งแต่เมื่อราว 6 ทศวรรษก่อน

รายละเอียดต่างๆ ของชิ้นงานในคอลเล็กชั่น ‘Alhambra’ ถูกพัฒนาต่อเนื่องมาแบบไม่รู้จบ เพราะด้วยความอิสระในการสร้างสรรค์ที่สามารถผสมผสานวัสดุ เทคนิคเชิงศิลป์ และองค์ประกอบต่างๆ เรื่อยไปจนถึงรูปแบบของชิ้นงานที่หลากหลายตั้งแต่สร้อยคอ สร้อยคอแบบยาว แหวน ตุ้มหู และกำไลข้อมือ ทำให้จิวเวลรีในคอลเล็กชั่นนี้สามารถลื่นไหลไปตามหน้าประวัติศาสตร์และยังคงเป็นไอคอนของโลกจิวเวลรีอยู่จวบจนปัจจุบัน

‘Alhambra’ โฉมใหม่กับแนวคิดด้านความสวยงามและการทดลองโดย Van Cleef & Arpels

จุดเด่นสำคัญที่ปรากฏอย่างชัดเจนกับผลงานชิ้นใหม่ในคอลเล็กชั่น ‘Alhambra’ คือความโปร่งแสง ซึ่งมาในรูปแบบของโมทีฟใบโคลเวอร์สี่แฉกที่ร้อยเรียงกันเป็นสร้อยคอ สร้อยคอแบบยาว สร้อยคอพร้อมจี้ กำไลข้อมือ และตุ้มหู โดยเป็นการวางรากฐานโครงสร้างด้วยวัสดุเยลโลว์โกลด์ ตัดกับโทนสีชมพู ทว่าสีชมพูโปร่งแสงนี้ไม่ใช่สีชมพูธรรมดาทั่วไป เพราะทีมสตูดิโอของเมซงพัฒนาการสร้างสีด้วยเทคนิคพิเศษอย่างกระบวนการ ‘gold-ruby’ ซึ่งสีที่เห็นดังกล่าวไม่ใช่สีจากเม็ดสี (Pigments) แต่เกิดจากกระบวนการเผาด้วยความร้อน 800 องศาเซลเซียสในระยะเวลาความลับเฉพาะ จนเกิดปฏิกิริยาที่ทำให้วัสดุเปลี่ยนสีจนเกิดเป็นสีชมพูสวยงามเช่นนี้ มากไปกว่านั้นยังมีฟองอากาศปรากฏภายใน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งรายละเอียดสำคัญที่ทำให้จิวเวลรี ‘Alhambra’ โฉมใหม่มีความแตกต่างและชวนสัมผัส กระบวนการรังสรรค์ดังกล่าวใช้เวลาค้นคว้าและทดลองยาวนานถึง 5 ปี

การเล่นแร่แปรธาตุของเมซงสะท้อนถึงการผลักดันขีดจำกัดในโลกจิวเวลรีอย่างชัดเจน โดยปกติหลายคนอาจจะคุ้นเคยกับงานลงยาหรือลงสีที่เนี้ยบประณีต แต่การทดลองเพื่อค้นหาสีและเอฟเฟกต์ของวัสดุอย่างเหมาะสมถือเป็นการก้าวไปอีกขั้นและสร้างมาตรฐาน พร้อมแนวคิดในการต่อยอดสู่การทดลองใหม่ๆ ที่ผสมผสานเข้ากับงานฝีมือชั้นครูที่เมซงเชี่ยวชาญเป็นทุนเดิม รายละเอียดของงานฝีมือดั้งเดิมก็ไม่ได้ถูกบดบังด้วยความแปลกใหม่ เลเยอร์ของขอบลูกปัดก็ยังคงงดงามด้วยงานฝีมือหรืองานขัดเงาที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนปราการด้านสุดท้ายเพื่อสร้างความสมบูรณ์แบบก็ยังคงปราศจากที่ติเช่นเดียวกัน ด้านเทคนิคการเซ็ตติ้งก็ครบถ้วนหรือแม้แต่การขึ้นรูปทรงอันเนี้ยบกริบทุกกระเบียดนิ้วก็ปรากฏให้เห็นเด่นชัด แม้แต่ความใส่ใจกับสายโซ่ระหว่างโมทีฟก็เป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เมซงไม่เคยมองข้าม

องค์ประกอบความงดงามและแนวทางการสวมใส่จิวเวลรีคอลเล็กชั่น ‘Alhambra’

เรื่องราวเบื้องหลังและการพัฒนาชิ้นงานอาจเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น แต่สิ่งสำคัญที่นักสะสมหรือผู้ชื่นชอบจิวเวลรีใส่ใจเป็นอย่างมากคือการสวมใส่จริง ซึ่งคอลเล็กชั่น ‘Alhambra’ โทนสีชมพูนี้ก็มอบประสบการณ์การสวมใส่อันน่าประทับใจ โมทีฟสีชมพูตัดกับเยลโลว์โกลด์ในส่วนต่างๆ สร้างความคอนทราสต์ที่มอบความสง่างามของชิ้นงานให้โดดเด่น สามารถสวมใส่เป็นจิวเวลรีชิ้นประจำตัว หรือจะสร้างความหวือหวาก็พึงทำได้เช่นเดียวกัน ในขณะที่ตุ้มหูก็ไม่ได้มาในรูปแบบของตุ้มหูชิ้นเดี่ยว แต่เป็นารจับคู่คล้องโซ่เข้ากับโมทีฟใบโคลเวอร์สี่แฉกในรูปแบบงานกีโยเช่วัสดุเยลโลว์โกลด์ รูปแบบของชิ้นงานต่างๆ ก็ตอบโจทย์การสวมใส่ตั้งแต่สวมในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการตอบโจทย์ใครหลายคนที่มองหาจิวเวลรีชิ้นสเตตเมนต์ กำไลข้อมือโมทีฟ 5 ชิ้นเป็นจุดเริ่มต้นและถือเป็นไอเท็มเรียบง่ายแต่สง่างาม ในขณะที่สร้อยพร้อมจี้โมทีฟเดี่ยวทำให้ดูมินิมัลแต่กลับเปี่ยมด้วยรายละเอียด สร้อยคอ 10 โมทีฟสะท้อนถึงความหรูหราและสง่างามอย่างพอเหมาะพอดี หรือจะเป็นสร้อยคอ 20 โมทีฟที่สรรสร้างความยิ่งใหญ่ไปพร้อมกับประตูแห่งโอกาสในการสไตลิ่งจิวเวลรีที่เต็มไปด้วยความอิสระ

ด้านการสไตลิ่งความโดดเด่นที่โว้กนำเสนอคือจิวเวลรีแต่ละชิ้นสามารถเป็นตัวแทนในการนำเสนอมุมมองด้านแฟชั่นที่น่าสนใจด้วยเช่นกัน สร้อยพร้อมจี้อาจจับคู่กับลุคที่แข็งแกร่งทรงพลังอย่างเสื้อเชิ้ตและแจ็กเก็ตหนัง สร้างความสมดุล มอบคาแร็กเตอร์สาวมั่นใจที่สอดแทรกกลิ่นอายความนุ่มนวลและสง่างาม ตุ้มหูโทนสีนี้ก็ดูเป็นไอเท็มที่พร้อมสร้างความสะดุดตา กับจับคู่อย่างเรียบง่ายในสไตล์โมโนโครมก็น่าดึงดูด หรือจะจับคู่กับจิวเวลรีชิ้นอื่นอย่างสร้อยคอ 10 โมทีฟก็ยอดเยี่ยม หรือแม้แต่กำไลข้อมือก็สามารถจับคู่เข้ากับตุ้มหูเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีแนวทางการสวมใส่สร้อยคอกับโทนสีเข้มตัดกัน มาพร้อมเมกอัพเลียนล้อไปในทิศทางเดียวกัน มากไปกว่านั้นสร้อยคอ 20 โมทีฟก็สามารถเติมเต็มลุคเรียบง่ายเบาสบายให้หรูหราและน่าตื่นเต้น อีกด้านก็เสริมสร้างลุคจัดจ้านให้ครบถ้วนสมบูรณ์กว่าที่เคย

หัวใจหลักด้านงานฝีมือและการต่อยอดอย่างไม่รู้จบโดย Van Cleef & Arpels

ในท้ายที่สุดการทดลองพัฒนาจิวเวลรีคอลเล็กชั่น ‘Alhambra’ ในครั้งนี้อาจไม่ใช่เพียงการสร้างสรรค์ผลงานที่เพียบพร้อมและถ่ายทอดความหรูหราสง่างาม หรือมุ่งเน้นเรื่องนวัตกรรมและการทดลองเพียงอย่างเดียว เพราะเมซงใส่ใจเรื่องงานฝีมือโดยเฉพาะงานอินาเมลเสมอมา และการทดลองครั้งนี้จึงเป็นเหมือนอีกหนึ่งความสำเร็จต่อเนื่องที่จะนำพาแนวทางใหม่มาสู่เมซงและสู่ผู้รักจิวเวลรีในอนาคต ย้อนกลับไปในหน้าประวัติศาสตร์ตั้งแต่ปี 1906 เมซงเผยโฉมผลงานที่สะท้อนถึงคุณภาพงานอินาเมลระดับสูงมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นจิวเวลรี หรือผลงานรูปแบบต่างๆ พร้อมทั้งถ่ายทอดมนตร์เสน่ห์ของเทคนิคอินาเมลหลากหลายรูปแบบ นอกจากนี้ยังสรรสร้างผลงานที่เชื่อมโยงกับมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ หรือแม้แต่มรดกทางวัฒนธรรมสำคัญของมวลมนุษยชาติ ยกตัวอย่างเช่นเรือ ‘Varuna’ หรือในอีกด้านหนึ่งเมซงการนำพางานจิวเวลรีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสร้างมิติของงานนาฬิกา ทั้งหมดนี้ฉายภาพความสวยงามของเมซง และแน่นอนว่าจิวเวลรีชิ้นสำคัญอย่าง ‘Alhambra’ สีชมพูโปร่งแสงจึงเป็นทั้งจิวเวลรีที่ชวนสะดุดตา พร้อมกับทำหน้าที่เป็นหมุดบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่พาย้อนกลับสู่อดีตอันเปี่ยมด้วยเรื่องราวและรากฐานที่เล่ากลับมาถึงชิ้นงานได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

 

(สามารถอ่านเรื่องราวเพิ่มเติมเรื่องเมซงวองคลีฟแอนด์อาเปลส์ได้แล้วกับบทความ สำรวจมรดกแห่งงานฝีมือของ Van Cleef & Arpels ในนิทรรศการ GLANZSTÜCKE ณ กรุงเวียนนา)