Valentino Garavani

CELEBRITY

ย้อนรำลึกถึงชีวิตที่งดงามของ ‘Valentino Garavani’ ดีไซเนอร์ผู้ยิ่งใหญ่ โดย ‘Hamish Bowles’

“ผมรักความงาม มันไม่ใช่ความผิดของผม” - Valentino Garavani

23 มกราคม 2569

Syndicated from Vogue US


‘Valentino Clemente Ludovico Garavani’ ผู้เป็นที่รู้จักกันอย่างเรียบง่ายแต่ทรงพลังในชื่อ ‘Valentino’ เกิดเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ค.ศ. 1932 ที่เมืองโวเกรา เมืองอันเงียบสงบซึ่งดูเหมือนจะถูกหลงลืมอยู่ระหว่างมิลานกับเจนัว Valentino เสียชีวิตในวัย 93 ปี เมื่อวันที่ 19 มกราคม ซึ่งระหว่างมีชีวิตเขาได้พิชิตโลกแห่งแฟชั่นและสไตล์ พร้อมนำแนวคิดเรื่องความงาม หรูหรา ทรงพลัง เย้ายวน งดงามไร้ที่ติ และเปี่ยมด้วยความเป็นหญิงไปสู่ทุกสิ่งที่เขาสัมผัส

 

Article

Valentino Garavani

Photographed by Horst P. Horst, Vogue, April 15, 1970

“ผมรักความงาม มันไม่ใช่ความผิดของผม” Valentino เคยกล่าวไว้อย่างโด่งดังพร้อมยักไหล่ และในโลกแฟชั่น เขามองเห็นหนทางในการดึงดูดและตรึงใจผู้หญิง (ซึ่งเป็นลูกค้ากลุ่มเดียวของเขาในช่วงเริ่มต้น ก่อนที่เขาจะขยายขอบเขตเครือข่ายผู้แต่งกายอย่างดี)

 

เขาเรียนที่ Accademia dell’Arte ในมิลาน ศึกษาทั้งภาษาฝรั่งเศสและแฟชั่น จากนั้นเมื่ออายุ 17 ปี ก็ย้ายไปปารีส เรียนต่อที่ École des Beaux-Arts และ Chambre Syndicale de la Couture ก่อนจะได้เป็นเด็กฝึกงานในปี 1951 กับกูตูริเยร์ชาวเอเธนส์ ‘Jean Dessès’ ผู้แต่งกายให้ราชวงศ์และสตรีชั้นสูงด้วยชุดราตรีที่ทิ้งตัวงดงามและสีสันสดใสอย่างไร้ที่ติ ซึ่ง ‘Jacqueline’ เคาน์เตสส์แห่งรีบส์ ที่แต่งกายด้วยผลงานของ Dessès เธอถูก ‘Oleg Cassini’ ขอให้ช่วยออกแบบชุดบางชุดให้เขาที่ปารีส เธอก็ได้นำเรื่องนี้ไปเล่าให้ Dessès ฟัง พร้อมบอกกับเขาว่า “ฉันวาดภาพให้ดูหรูอย่างมีสไตล์ไม่เป็นเลย” เขาหัวเราะอย่างเอ็นดู “ผมมีนักวาดชาวอิตาเลียนคนหนึ่ง ที่คงยินดีหารายได้เพิ่มเล็กน้อยหลังเลิกงาน มาช่วยวาดแบบให้คุณ” และมิตรภาพระหว่าง Valentino กับ Jacqueline ก็ถือกำเนิดขึ้น

 

ในช่วงที่อยู่กับ Dessès เขายังได้สร้างสรรค์งานในรูปแบบภาพสเก็ตช์เท่านั้น ชุดที่ทิ้งตัวหรูหราและปักประดับอย่างวิจิตรเป็นเพียงสิ่งที่อยู่ในฝัน รวมถึงชุดกลางวันที่ทำจากชีฟองสีน้ำเงิน และชุดราตรีที่ปักแนบลำตัวด้วยคามีโอรูปดอกไม้พร้อมชีฟองสีชมพู เหลือง และน้ำตาลที่พาดเหนือช่วงอกและทอดยาวจากด้านหลังถึงพื้น เสื้อผ้าสำหรับดาราแห่ง Cinecitta (เมื่อเขาจัดงานฉลองครบรอบ 30 ปีและนิทรรศการในปี 1992 ผู้คนจากทุกวงการหลั่งไหลมาที่โรมเพื่อร่วมฉลองกับเขา ภายในห้องแสดงผลงานอันน่าทึ่งของเขาได้แอบรังสรรค์แบบจากภาพสเก็ตช์ยุคแรกเหล่านี้ขึ้นใหม่ abiti del sogno หรือชุดในฝัน ซึ่งเมื่อมีชีวิตจริงก็ยังงดงามตรึงใจไม่แพ้ตอนที่ Valentino ฝันถึงมันครั้งแรก)

 

Article

Photographed by Cecil Beaton, Vogue, January 15, 1972

เมื่อ ‘Guy Laroche’ ผู้ช่วยของ Dessès แยกตัวไปตั้งห้องเสื้อของตนเอง Valentino ก็เข้าร่วมกับเขาอยู่ไม่กี่ปี ก่อนจะออกไปทำงานช่วงสั้นๆ กับเจ้าหญิงรัสเซีย-จอร์เจีย ‘Irrne Galitzine’ (ผู้ทำให้ Palazzo  Pajamas กลายเป็นกระแสท่ามกลางชุดราตรีอันโอ่อ่า) จากนั้นในปี 1959 Valentino ได้ก่อตั้งห้องเสื้อของตนเอง โดยมีเงินสนับสนุนจากบิดาและเหล่าครอบครัวที่สนิทชิดเชื้อ

 

ในระหว่างนั้น ใครบางคนก็ได้เข้ามาในชีวิตของเขา

 

‘Giancarlo Giammetti’ เพิ่งรำลึกถึงการพบกันครั้งแรกของพวกเขา โดยเล่าว่าเขานั่งอยู่คนเดียวที่คาเฟ่แห่งหนึ่งในโรม “มีคนใจดีเดินมาถามว่า ‘นั่งคนเดียวหรือ?’ ผมตอบว่า ‘ใช่’ เขาถามต่อว่า ‘ผมกับเพื่อนขอนั่งตรงนี้ได้ไหม?’ แน่นอนสิ” Giammetti เล่า “แล้ว Valentino ก็มานั่งข้างผม ผมจำได้ชัดเจนมาก” เส้นผมสีเข้มพริ้วกรอบใบหน้าที่ผิวแทน มีเค้าโครงเย้ายวนและดวงตาสีฟ้าที่น่าจดจำ “จากนั้น Valentino ก็เริ่มพูดกับผมเป็นภาษาฝรั่งเศส ผมเลยบอกว่า ‘ขอโทษนะ?’ เขาตอบว่า ‘อ้อ ขอโทษที ผมเพิ่งกลับจากปารีสหลังอยู่มาสิบปี ความคิดเลยยังเป็นฝรั่งเศส และผมหวังว่าคุณจะพูดฝรั่งเศสได้…’” Giammetti ที่เรียนภาษาฝรั่งเศสมาตลอดชีวิต “เขาบอกว่า ‘จากนี้ไป ถ้าเราเจอกันอีก เราจะพูดภาษาฝรั่งเศสกัน’ และเราก็ยังทำอย่างนั้นอยู่จนถึงวันนี้ ไม่น่าเชื่อจริงๆ”

 

ทั้งสองพูดภาษาฝรั่งเศสต่อกัน ในฐานะคนรัก จากนั้นเป็นเพื่อนสนิทและหุ้นส่วนทางธุรกิจไปตลอดชีวิตของ Valentino

 

ไม่นาน Valentino ก็ได้อพาร์ตเมนต์หรูประดับ frescoed บนถนนแฟชั่น เวีย คอนด็อตติ แต่ไม่ถึงปี เขาก็เผชิญกับสภาวะล้มละลาย (แม้เขาจะโทษรสนิยมระดับแชมเปญของตน แต่ดูเหมือนว่าจะมีใครบางคนไม่ได้จ่ายค่าเช่า) เขาและ Giammetti จึงย้ายไปยังพระราชวังศตวรรษที่ 16 บนถนนเวีย เกรกอเรียนา (อนึ่ง Giammetti ได้ซื้ออพาร์ตเมนต์บนถนนเวีย คอนด็อตติเมื่อไม่นานมานี้ และให้ ‘Laura Sartori Rimini’ แห่งสตูดิโอ Peregalli ปรับปรุงให้กลายเป็นสำนักงานของเขา ที่นั่นคือชุดห้องอันโอ่อ่าหรูหรา ผนังประดับด้วยผ้าทอเงินหรือกำมะหยี่ไหม แม้บางห้องจะยังคงมีภาพ frescoed ดั้งเดิมอยู่ ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ของ ‘Hervé van der Straten’ รวมถึงของเก่าโบราณต่างๆ ที่อาจเคยถูกมองว่าเป็นเพียงรสนิยมแบบแชมเปญในปี 1959 บัดนี้ได้กลายเป็นความงดงามอันลึกซึ้งและเป็นเอกลักษณ์ที่นิยามตัวตนอย่างแท้จริง)

 

Valentino ค่อยๆ สร้างชื่อในโลกแฟชั่น รูปลักษณ์อันโดดเด่นของเขาดึงดูดสื่อได้ไม่ยาก แต่เป็นเสื้อผ้าของเขาที่มีเสน่ห์ต่อดาราที่แวะเวียนมาที่โรม และเมื่อ ‘Elizabeth Taylor’ ซึ่งมาถ่ายทำ Cleopatra เลือกสวมเดรสคอลัมน์สีขาวแขนกุดจับพลีตของเขา ประดับขนนกออสทริชสองแถบที่ชายกระโปรง ไปงานพรีเมียร์ Spartacus ทุกคนก็จับตามองอย่างทันที

 

ผลงานของเขาปรากฏในโว้กอย่างฉับพลัน ‘Gloria Schiff’ บรรณาธิการในขณะนั้น ไม่เพียงพาเขาเข้าสู่โลกของนิตยสาร แต่ยังแนะนำให้รู้จักกับ ‘Jacqueline Kennedy Onassis’ ผู้ซึ่งกลายเป็นแรงสนับสนุนเมซงของเขาอย่างแข็งขัน และมักไปพักผ่อนที่คาปรีกับ Valentino และ Giammetti เป็นประจำ ในปี 1964 Valentino เปิดตัวลาย animalier ด้วยแจ็กเก็ตลายม้าลายทรงบ็อกซี ปักเจ็ตต์ สวมทับกระโปรงซาตินสีขาวคมกริบในนิตยสาร และในฤดูใบไม้ร่วงปี 1967 ‘Veruschka’ ถูกถ่ายภาพเดินตามตรอกหลังของโรมโดย ‘Franco Rubartelli’ สวมสเวตเตอร์สีน้ำตาลช็อกโกแลตยาวครึ่งน่อง คาดเข็มขัดทองทับกางเกงลายเสือแคบๆ พร้อมเสื้อโค้ตยาวถึงพื้นอัน dramatic มีโค้ตราตรีอีกตัวทำจากทูลล์สีแดงประดับขนนกออสทริชและลูกปัด และเมื่อถอดออก ก็เผยให้เห็นเดรสคอลัมน์สีแดงเกาะอกด้านใน ช่วงอกเย้ายวนราวกับพันรอบเรือนร่างอย่างไม่ตั้งใจ

 

จากนั้นก็มาถึงคอลเล็กชั่น White สำหรับฤดูใบไม้ผลิปี 1968 ที่ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย ‘Marella Agnelli’ สั่งเสื้อกั๊กลูกปัดสีขาวสไตล์แดนดี้และแจ็กเก็ตปักสวมทับกระโปรงยาวทรงเออ่อนๆ ขณะที่ ‘Henry Clarke’ ถ่ายภาพ ‘Marisa Berenson’ (หลานของ Schiaparelli) และ ‘Benedetta Barzini’ สวมชุดจากคอลเล็กชั่นนี้ในอพาร์ตเมนต์ที่โรมของ ‘Cy Twombly’ ให้กับโว้กตั้งแต่ปี 1959 Valentino ออกแบบเดรสสีแดงสดชื่อ ‘Fiesta’ และจากนั้นสีแดงก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของงานของเขาอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเฉดแดงอันเป็นเอกลักษณ์ กล้าหาญและไม่ขอโทษใคร

 

เมื่อ Valentino กลายเป็นชื่อที่น่าจับตา บรรดาสตรีไม่ว่าจะเป็น ‘Audrey Hepburn’, ‘Sophia Loren’, ‘Jaqueline Kennedy Onassis’, ‘Nan Kempner’, ‘Lynn Wyatt’, ‘Susan Gutfreund’ และเหล่าเจ้าหญิงอีกนับไม่ถ้วน ต่างหลั่งไหลเข้ามาแต่งตัวกับเขา ที่อยู่อาศัยของเขาก็ยิ่งโอ่อ่าขึ้นเป็นเงาตามตัว โดยฐานที่โรมของเขา เพนต์เฮ้าส์ที่ผนังหุ้มผ้าประดับภาพจิ๋วเปอร์เซียและบันเคตต์ราวห้องรับรองตุรกีถูกแปรเปลี่ยนเป็นบ้านบนถนนอัปเปีย ตกแต่งโดย ‘Renzo Mongiardino’ นักตกแต่งระดับสูงสุด ‘ผมไปเยี่ยม Valentino ช่วงปลายทศวรรษ 1980 และมันช่างน่าตะลึง รายละเอียดต่างๆ ถูกเสริมความอลังการจากครั้งที่มอง Mongiardino ตกแต่งไว้ก่อนหน้าไม่กี่ปี เดิมทีเป็นสภาพแวดล้อมที่มีเสาเรียงราย ผ้าบาติกสีเขียวอ่อน และเตียงเลื่อนสไตล์เอ็มไพร์หุ้มผ้าขาว แต่เมื่อผมเห็น ผ้าชินซ์และกำมะหยี่ทศวรรษ 1880 แข่งกันโดดเด่นกับแจกันจีนใบใหญ่ที่แน่นไปด้วยดอกอารัมลิลลี ดอกไม้จัดวางอย่างวิจิตรอยู่ทุกแห่ง และเมื่อมองผ่านพวกมันไปก็จะเห็นภาพของ ‘Fernando Botero’ สักหนึ่งหรือสองชิ้น

 

ครั้งแรกที่ผมไปโรมเพื่อชมโอตกูตูร์กลางทศวรรษ 1980 ก่อนการผจญภัยบนถนนอัปเปีย ผมรวบรวมความกล้าทั้งหมดแล้วเดินเข้าไปในซาลอนกูตูร์อันน่าเกรงขามของ Valentino ใกล้ยอดบันไดสเปน ห้องไม่ใหญ่มากสองห้องที่อบอวลด้วยเสน่ห์หรูหราล้ำลึก ที่นั่น สิ่งที่แขวนอยู่คือสูทอันไร้ที่ติ บอลกาวน์อันโอ่อ่า และชุดราตรีสง่างาม ทุกสิ่งที่ใครสักคนอาจต้องการ แน่นอน ห้องสองห้องนี้เปิดสู่รังผึ้งแห่งการทำงานที่ครอบครองห้าชั้นของพระราชวังขนาดใหญ่ ที่นี่คือ Couture Ateliers ห้องแล้วห้องเล่าที่เต็มไปด้วยสตรีผู้ขยันขันแข็งและชายอีกเล็กน้อยนับร้อยคนกำลังทำงานในห้องที่แสงสว่างท่วมท้น (หลายปีหลังจากการผจญภัยครั้งแรก ซาลอนแห่งนี้ถูกปรับโฉมอย่างละเมียดโดยสถาปนิกและนักออกแบบชาวอังกฤษ ‘Peter Moore’ และ ‘Peter Kent’ มีราวบันไดเคลือบเงิน หินอ่อนสีเทาอ่อนเต็มโถง และภาพวาดของ ‘Julian Schnabel’, ‘Keith Haring’ และ ‘Francesco Clemente’)

 

 

Article

Photo: Getty Images

การแสดงของ Valentino มักจบลงด้วยเสียงดนตรี ก่อนที่เขาจะออกมาพร้อมการปรบมือแปลกตา ปลายนิ้วกระทบฝ่ามือ แขนชูขึ้นสูง มันคือชัยชนะ คือ Showbiz

 

ในปี 1991 ผมมีนัดกับ Valentino เพื่อพูดคุยถึงเส้นทางอาชีพ และได้พบเขาในห้องอันงดงามที่มองเห็น Piazza Mignanelli เต็มไปด้วยของโบราณและผ้าม่านหรูหราที่ให้บรรยากาศแบบเซซิล โซเรล ไม่ง่ายเลยที่จะทำให้เขาเปิดปากพูด ขณะที่ห้องถัดไปกว้างใหญ่ ผมหมายถึงกว้างใหญ่มาก เป็นที่นั่งของ Giancarlo Giammetti รายล้อมด้วยงาน arte povera และของโบราณยุคทศวรรษ 1940 ซึ่งพูดคุยได้ง่ายมาก

 

แน่นอน Valentino มีทรัพย์สินอีกหลายแห่ง ไม่ว่าจะที่คาปรี นิวยอร์ก ลอนดอน แต่ในปี 1995 ผมได้รับเชิญไปยังชาโตศตวรรษที่ 17 ที่เขาซื้อไว้ บ้านที่ผมได้เห็นก็ต่อเมื่อต้องขับรถตามทางคดเคี้ยวและเลี้ยวโค้งอย่างดรามาติก ลาดลงไปเบื้องล่างคือ Chateau de Wideville อดีตบ้านของ ‘มาดาม de la Valliere’ นางสนมของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ตกเย็น ผมสำรวจสวนของ ‘Jacques Wirtz’ โรสแมรีสีม่วงสดทอดยาวข้ามทุ่งและตัดผ่านป่า ขณะที่กุหลาบและดอกไม้หอมฤดูร้อนอบอวลสวนที่มีกำแพงล้อม และตัวบ้านเองที่งดงามจับใจ Valentino ร่วมงานกับ ‘Henri Samuel’ ในการตกแต่งภายใน ซึ่งประกอบด้วยเก้าอี้กำมะหยี่ไหมสีมรกตและกลิ่นอายชิโนวาเซอรี ทำให้บ้านดูมีอารมณ์แฟนตาซีแบบปาล์มบีช เพิ่มความสบายให้กับภายนอกที่สง่างามเคร่งขรึม

 

ผมอดยิ้มไม่ได้เมื่อเห็นภาพ ‘Francis Bacon’ ขนาดมหึมาในห้องนั่งเล่นของ Valentino เป็นภาพชายเชิงนามธรรมที่นั่งอยู่บนพรมกองกุหลาบ แตกต่างจากงานอื่นใดที่ผมเคยเห็น ซึ่งมันให้ความเป็น ‘Valentino’ อย่างที่สุด เท่าที่ภาพของ Bacon จะเป็นได้ ขณะเดินไปทานอาหารค่ำ ใจยังซาบซึ้งกับสวนอันประณีตและการตกแต่งที่งดงาม กับทุกสิ่งที่ Giammetti และ Valentino ได้สร้างขึ้นในชีวิต ผมพูดกับ Valentino ว่า “สิ่งที่คุณทำคือการสร้างความงาม” เขาจับมือผมไว้ น้ำตาคลอ และกล่าวว่า “มันคือความงาม”

 

(สามารถตามไปอ่านบทความ ‘Valentino Garavani’ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Valentino เสียชีวิตแล้วในวัย 93 ปี’