Vogue Thailand

WATCHES & JEWELLERY

โว้กพาสำรวจสุดยอดผลงานการรังสรรค์เรือนเวลาจาก Watches & Wonders 2026 ที่น่าทึ่งที่สุด!

ฉากหน้าแห่งความงดงามอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโลกนาฬิกา เพราะเบื้องหลังกลไก การพัฒนา และมิติเชิงศิลป์ระดับสูงสรรสร้างจนเกิดเป็นเรือนเวลาและผลงานระดับมาสเตอร์พีซจากเมซงระดับแถวหน้าของโลก

25 กรกฎาคม 2569

UNREAL CREATIONS

เมื่อ Watches & Wonders 2026 เปิดฉากอย่างเป็นทางการช่วงกลางเดือนเมษายน ทุกสายตาจับจ้องกับการนำเสนอเรือนเวลาขั้นสุดยอด ซึ่งนิยามคำว่า “Wonders” ณ Palexpo สะท้อนภาพของนาฬิกาที่เป็นมากกว่าเครื่องมือบอกเวลา แต่หมายถึงสิ่งมหัศจรรย์ที่เต็มไปด้วยความเชี่ยวชาญในศาสตร์ต่างๆ โดยแท้จริง ณ หุบเขาแห่งการสร้างสรรค์ Jaeger-LeCoultre เชิดชูผลงานที่พลิกโฉมกลไกตูร์บิญง ซึ่งเดิมก็เป็นดั่งจุดมาร์คสำคัญของการผลิตนาฬิกา โดย Master Hybris Inventiva Gyrotourbillon À Stratosphère นำเสนอกลไก ‘Gyrotourbillon’ แบบใหม่กับความครอบคลุมความเป็นไปได้ในการเคลื่อนที่มากถึง 98 เปอร์เซ็นต์ มากกว่าตูร์บิญงทุกแบบที่เคยรังสรรค์มา โครงสร้างเปลือยบนหน้าปัดเผยให้เห็นการเคลื่อนไหวหลากหลายทิศทาง พร้อมการบอกเวลาบนหน้าปัดหลักที่เพียบพร้อมด้วยงานกีโยเช่และอินาเมลอย่างแม่นยำ การขับเคลื่อนดังกล่าวต่อต้านสวนทางกับแรงโน้มถ่วงทำให้นาฬิกาเรือนนี้แม่นยำและทรงประสิทธิภาพโดยใช้การต่อยอดจากรากฐานเรื่องนาฬิกาแบบดั้งเดิมได้อย่างน่าอัศจรรย์ แม้จะไม่มีฟังก์ชั่นการบอกเวลาที่ซับซ้อนไปกว่าหลักชั่วโมง นาที และวินาที แต่มันก็ยอดเยี่ยมกินจินตนาการ และชวนให้ผู้เขียนนึกถึงอีกหนึ่งสุดยอดนวัตกรรมอย่าง [Super]Freak 25th Anniversary มหากาพย์การรังสรรค์เรือนเวลาแบบ ‘Time-Only’ ที่ใช้นวัตกรรมตามสิทธิบัตรของ Ulysse Nardin มากถึง 35 ฉบับตั้งแต่รุ่นแรก ขับเคลื่อนให้นาฬิกามีชีวิตด้วยชิ้นส่วนกว่า 97.46 เปอร์เซ็นต์ ที่ขยับเขยื้อนอย่างลื่นไหล (จากทั้งหมด 511 ชิ้น) นาฬิกาตัวเรือนไวต์โกลด์ขนาด 44 มิลลิเมตร เผยให้เห็นทุกสัดส่วน มีการขึ้นลาน GRINDER® เฉพาะตัว การใช้ซิลิคอนและไดมอนซิล เทคโนโลยี NANOSITAL® และอื่นๆ อีกมากมาย ทุกองค์ประกอบสอดผสานกันอย่างน่าทึ่งจนได้รับการบันทึกว่าเป็นนาฬิกาที่บอกเวลาตามหลักเวลาทั่วไปที่สลับซับซ้อนและน่าทึ่งที่สุดในประวัติศาสตร์
 

เมื่อกำลังตาลุกวาวอยู่กับและตื่นเต้นกับสิ่งมหัศจรรย์แบบ ‘Time-Only’ เสียง ‘gong’ ดังขึ้นพร้อมบอกเวลาด้วยเสียงตรงออกจากบูธ Vacheron Constantin โดยเรือนเวลาฉบับ One of a Kind อย่าง Les Cabinotiers Minute Repeater Tourbillon Skeleton ดึงดูดให้สัมผัสถึงมิติความยอดเยี่ยมขั้นสุดยอด เรือนเวลาแห่งนวัตกรรมที่เพียบพร้อมทุกรายละเอียด เริ่มตั้งแต่ฉากหน้าของความสวยงามกับตัวเรือนขนาด 45 มิลลิเมตร หน้าปัดสเกเลตัน เผยให้เห็นกลไก Calibre 2755 TMR SQ แบบทะลุปรุโปร่ง ทำจากวัสดุพิงก์โกลด์ 4N โครงสร้างภายในหน้าปัดพัฒนาด้วยเทคโนโลยีโมเดล 3 มิติ สามารถบอกเวลาหลักชั่วโมง นาที และวินาที อย่างแม่นยำ ในขณะเดียวกันก็มาพร้อมกลไก Minute Repeater ในสไตล์คลาสสิก และหน้าปัดบอกพลังงานสำรอง วงแหวนรอบๆ ตัดกันด้วยสีเงินกับน้ำเงิน และหลักเวลาพิงก์โกลด์ ปิดท้ายความสมบูรณ์แบบด้วยสายหนังสีน้ำเงิน เติมเต็มทุกรายละเอียดความซับซ้อนที่ผสานกับความสง่างามอย่างลงตัว การก้าวออกจากภวังก์แห่งเสียงความงดงามไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่าเมื่อก้าวออกมาก็พบกันนาฬิกาสเกเลตันที่ชวนอ้าปากค้างอีกระลอกกับผลงาน Crash Squelette จาก Cartier ซึ่งแปรเปลี่ยนจากนวัตกรรมของกลไกสลับซับซ้อน สู่การขึ้นรูปทรงและศาสตร์เชิงศิลป์ หน้าปัดทะลุปรุโปร่งเผยให้เห็นโครงสร้างฐานภายในที่ถูกออกแบบให้บริดจ์มีลักษณะเป็นเลขโรมันเพื่อทำหน้าที่เป็นหลักเวลา โครงสร้างตัวเรือนบิดเบี้ยวตามแบบนาฬิกาไอคอนเมื่อหลายทศวรรษก่อน เพิ่มความพิเศษด้วยวัสดุแพลทินัม และการออกแบบโดมบนหน้าปัดที่มีจังหวะโค้งเว้ารับไปกับตัวเรือน แน่นอนว่ามันถูกออกแบบและสรรสร้างขึ้นเพื่อนาฬิกาเรือนนี้โดยเฉพาะ มันเหมือนกับว่าคาร์เทียร์กำลังพาผู้เขียนดำดิ่งสู่ประวัติศาสตร์ความยิ่งใหญ่ไปพร้อมกับการเดินหน้าสู่อนาคตในเวลาเดียวกันอย่างไรอย่างนั้น

สุดยอดความมหัศจรรย์ก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเคลื่อนไหของเวลา แต่อาจหมายถึงการรีดศักยภาพสู่ความบางเฉียบด้วยเช่นกัน Bvlgari ผู้ลงสนามแข่งขันความบางมาโดยตลอด สรรสร้างนาฬิกา Octo Finissimo Ultra Tourbillon Platinum นาฬิกาหน้าปัดสีน้ำเงินขนาด 40 มิลลิเมตรตัดกับตัวเรือนและสายแพลทินัมขัดด้าน คุณสมบัติหลักคือความบางเฉียบที่รีดลงเหลือ 1.85 มิลลิเมตรเท่านั้น ต่อยอดจากเวอร์ชั่นวัสดุไทเทเนียมที่ได้รางวัล Grand Prix d’Horlogerie de Genève เมื่อปีก่อน มีผลิตจำกัดเพียง 10 เรือนทั่วโลกเท่านั้น และแน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงวัสดุเพื่อสรรสร้างนาฬิกาอันน่าทึ่ง นำมาสู่การค้นหาความเป็นไปได้ในการใช้วัสดุอย่างสร้างสรรค์ CHANEL คือเมซงที่ก้าวเข้าสู่ Watches & Wonders พร้อมความเซอร์ไพรส์ทุกครั้ง โดยครั้งนี้ก็หยิบยกวัสดุเซรามิกมาสรรสร้างเป็นกระดานหมากรุก สิ่งมหัศจรรย์ที่ไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่บอกเวลา ทว่าทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวเบื้องหลังและศาสตร์ความเชี่ยวชาญด้านวัสดุอย่างจริงจัง Gabrielle Chanel คือศูนย์กลาง รายล้อมด้วยหมากบนกระดานตามสัญลักษณ์ต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น เสากลางจัตุรัสปลาส วองโดม สิงโต และหุ่นลองชุด เซรามิกทั้งหลายแข็งแกร่งกว่าสตีลถึง 7 เท่า ในขณะที่หมากอีกเซ็ตหนึ่งทำจากวัสดุไวต์โกลด์เพิ่มความหรูหรา ทั้งหมดตั้งอยู่บนกระดานออบซิเดียนสีดำ พื้นผิวเซรามิกโทนสีขาว-ดำ ประดับเพชรบนขอบรอบตารางมากถึง 516 เม็ด น้ำหนักรวมมากถึง 15.48 กะรัต นอกจากนี้ยังมีสายโซ่ไวต์โกลด์ประดับเพชร brilliant-cut 268 เม็ด และโอนิกซ์ สร้างความหรูหราและชวนสะกดตา เชื้อเชิญให้ได้สัมผัสเกมกระดานอย่างเหนือจินตนาการสักครั้งในชีวิต

ความเหนือจริงของโลกนาฬิกายังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะการทำลายขีดจำกัดด้านต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่ทำให้การพัฒนามีเรื่องราวแสนพิเศษอยู่เสมอ IWC Schaffhausen ก้าวกระโดดผ่านกำแพงข้อจำกัดของนาฬิกาปฏิทินถาวรด้วยผลงาน Big Pilot’s Perpetual Calendar ProSet Le Petit Prince ที่เนรมิตให้การตั้งเวลานาฬิกาปฏิทินพร้อมมูนเฟสสามารถตั้งทั้งเดินหน้าและย้อนกลับหลังได้ (ปกตินาฬิกาปฏิทินถาวรไม่สามารถตั้งกลับหลังได้) สรรสร้างจากเทคโนโลยีการขับเคลื่อนของโครงสร้างสถาปัตยกรรมในกลไกรูปแบบใหม่กับฟันเฟืองเฉพาะที่ผ่านกระบวนการ ‘lithography’ และ ‘electroplating’ และยังมีเรือนเวลาอย่าง Luminor 31 Giorni จาก Panerai ที่ทำลายกำแพงของการสำรองเวลามากถึง 31 วัน นอกจากนวัตกรรมขั้นสุดยอด ผลงานอันเหนือจินตนาการยังมีอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาที่เพียบพร้อมด้วยกลไกระดับสูง ศาสตร์แห่งศิลปะเก่าแก่ เรื่อยไปจนถึงแนวคิดเพื่อการทดลองใหม่ๆ การไม่หยุดที่จะพัฒนาคือคำตอบว่าทำไมวงการนาฬิกาจึงเดินหน้าไปอย่างหนักแน่นตลอดเวลา

(สามารถอ่านเรื่องราวนาฬิกาเพิ่มเติมได้กับบทความ Watches & Wonders ประกาศตารางปี 2027 พร้อมการเปิดฉากของ Breitling และ Universal Genève)

ภาพ : Courtesy of Brands