Vogue Thailand

WATCHES & JEWELLERY

โว้กพาสำรวจ Cartier Exhibition ณ กรุงเมลเบิร์น กับผลงานชิ้นเอกที่ไม่ควรพลาด!

Cartier เปิดฉาก 'The Melbourne Winter Masterpieces®: CARTIER Exhibition ณ National Gallery of Victoria' ที่ประเทศออสเตรเลีย หนึ่งในนิทรรศการเกี่ยวกับเมซงเครื่องประดับที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจัดขึ้น โดยรวบรวมผลงานล้ำค่ากว่า 400 ชิ้นที่ล้วนมีประวัติศาสตร์อันน่าสนใจ

15 มิถุนายน 2569

     นิทรรศการ 'The Melbourne Winter Masterpieces®: CARTIER Exhibition' ณ National Gallery of Victoria (NGV) เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย นับเป็นหนึ่งในนิทรรศการเกี่ยวกับเมซงเครื่องประดับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจัดขึ้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยรวบรวมผลงานล้ำค่ากว่า 400 ชิ้น ตั้งแต่จิวเวลรีชั้นสูง เทียร่า นาฬิกา และวัตถุล้ำค่าจากหลากหลายยุคสมัย ไปจนถึงภาพร่างต้นฉบับ สมุดสเก็ตช์ และเอกสารจากคลังจดหมายเหตุของ Cartier ถ่ายทอดเรื่องราวกว่า 179 ปีของเมซงผู้ได้รับสมญานามว่า 'Jeweller of Kings and King of Jewellers' หรือ 'ช่างเครื่องประดับของราชาและราชาแห่งช่างเครื่องประดับ' นิทรรศการครั้งนี้ต่อยอดมาจากความร่วมมือกับพิพิธภัณฑ์ Victoria and Albert (V&A) กรุงลอนดอน และยังนำผลงานกว่า 300 ชิ้นมาจัดแสดงในออสเตรเลียเป็นครั้งแรก เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้สำรวจวิวัฒนาการของ Cartier ตั้งแต่ยุคของสามพี่น้องหลานผู้ก่อตั้ง ผู้พาเมซงจากปารีสสู่ลอนดอนและนิวยอร์ก จนกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ลักชัวรีที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์

 

 

     หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของนิทรรศการคือการรวบรวมเทียร่ากว่า 30 ชิ้น ซึ่งสะท้อนความเชี่ยวชาญขั้นสูงสุดของเมซงด้านงานอัญมณี โดยเฉพาะ 'Scroll Tiara' จากปี 1902 ผลงานสไตล์การ์แลนด์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Cartier ที่เคยสวมใส่โดย 'Lady Clementine Churchill' ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เมื่อปี 1953 ก่อนจะกลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้งเมื่อ 'Rihanna' สวมขึ้นปกนิตยสารชื่อดังในปี 2016 ขณะเดียวกัน 'Manchester Tiara' จากปี 1903 ก็ถือเป็นหนึ่งในเทียร่าขนาดใหญ่ที่สุดของงาน สร้างขึ้นให้กับ 'Consuelo Montagu' ดัชเชสแห่งแมนเชสเตอร์ ผู้คัดเลือกเพชรทุกเม็ดด้วยตนเอง ส่วน 'Halo Tiara' จากปี 1934 เผยให้เห็นอิทธิพลของศิลปะ Art Deco และความหลงใหลในอารยธรรมอียิปต์ ผ่านการประดับเพชรบนโครงสร้างแพลทินัมอย่างวิจิตร

 

 

     นอกจากเทียร่าอันเลื่องชื่อ นิทรรศการยังพาผู้ชมสำรวจความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่าง Cartier กับบุคคลสำคัญระดับโลก ผ่านผลงานระดับตำนานอย่างสร้อยคอทับทิมและเพชรจากปี 1951 ของ 'Elizabeth Taylor' ซึ่งเธอเคยกล่าวว่าเปรียบเสมือน 'ดวงอาทิตย์ที่เปล่งประกายด้วยเปลวไฟสีแดง' หรือผลงาน 'Tutti Frutti' อันเป็นเอกลักษณ์ของ Cartier ที่ผสมผสานมรกต ทับทิม และแซปไฟร์แกะสลัก ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะอินเดีย และกลายเป็นหนึ่งในสไตล์ที่นักสะสมทั่วโลกใฝ่ฝัน

     ขณะที่ผลงานของ 'María Félix' นักแสดงชาวเม็กซิกันผู้เป็นตำนาน ก็ยังคงสะกดสายตาด้วย 'Crocodile Necklace' จากปี 1975 ที่ประกอบด้วยจระเข้คู่ประดับเพชรสีเหลืองและมรกตอย่างตระการตา สะท้อนจิตวิญญาณแห่งความกล้าและความคิดสร้างสรรค์ไร้ขอบเขตของ Cartier

 

 

     อีกหนึ่งความน่าสนใจของนิทรรศการคือการออกแบบพื้นที่จัดแสดงโดย Studio Sabine Marcelis และ CLOUD สองสตูดิโอจากเนเธอร์แลนด์ ที่หยิบเอาแนวคิดเรื่องสีสัน แสง และวัสดุ มาแปลความเป็นประสบการณ์อันดื่มด่ำ เคล้าคลอด้วยดนตรีประกอบต้นฉบับจากศิลปินชาวญี่ปุ่นและฟินแลนด์ ทำให้นิทรรศการครั้งนี้นำเสนอการเดินทางของ Cartier แต่ละยุคสมัย ที่แปรผันไปตามกาลเวลาและมุมมองของเมซงตลอดเกือบสองศตวรรษ โดยนิทรรศการนี้เปิดให้เข้าชมแล้วตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2026 ณ National Gallery of Victoria เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย

 

(สามารถอ่านเรื่อง เจาะลึกแอร์พอร์ตลุค ‘พีพี-กฤษฏ์’ บินลัดฟ้าร่วมงาน CARTIER Exhibition ณ กรุงเมลเบิร์น ได้ที่นี่)