เรื่อง: อมันดา อัมพรมหา
กราฟิก: สุกฤตา ว่องวัฒนพิบูลย์
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก หมวดหมู่เครื่องประดับกลับขยับตัวอย่างโดดเด่นเหนือไอเท็มลักชัวรีประเภทอื่น สะท้อนจากรายงานของ Richemont ที่ชี้ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของกลุ่มจิวเวลรีอย่างต่อเนื่อง ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดจากความต้องการสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในระยะยาวเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนการหวนกลับมาให้ความสำคัญกับ ‘หัตถศิลป์’ ที่มีคุณภาพ เอกลักษณ์เฉพาะตัว และความน่าเชื่อถือของแบรนด์ ตลอดจนบทบาทใหม่ของแบรนด์แอมบาสเดอร์ที่สามารถถ่ายทอดตัวตนของเมซงได้อย่างร่วมสมัย ผสานเข้ากับการสร้างประสบการณ์ผ่านศิลปะและเทคโนโลยีที่หลอมรวมเข้ากับเรื่องราวของอัญมณีอย่างแนบเนียน โว้กจึงชวนจับจังหวะการเคลื่อนไหวของโลกจิวเวลรีในปีนี้ ผ่านทุกมิติสำคัญที่กำลังกำหนดทิศทางของความงาม คุณค่า และความหมายในอนาคต

1. จุดหมายที่ท้าทายขนบเดิมของจิวเวลรีชั้นสูง
หากมองย้อนตามขนบของวงการจิวเวลรีจิวเวลรีชั้นสูง เมืองที่มักถูกเลือกเป็นสถานที่ในการเปิดตัวคอลเล็กชั่นหรืิองานสำคัญของจิวเวลรีรชั้นสูงมักหนีไม่พ้นปารีสหรือกรุงโรม เมื่อที่เป็นศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์ของแฟชั่นและอัญมณี แต่ปีนี้กลับเห็นการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ เมื่อเมซงชั้นนำเลือกจุดหมายที่แปลกใหม่ที่ไม่ได้อยู่ในลิสต์ดั้งเดิมของวงการมาเป็นฉากหลังในการเล่าเรื่อง ตั้งแต่ โมนาโก ซึ่งแม้จะหรูหราแต่ไม่ใช่เมืองจัดงานไฮจิวเวลรีเป็นประจำ และถูกเลือกให้เป็นเจ้าภาพของ Grand Prix de la Haute Joaillerie (GPHJ) ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ไปจนถึง กลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ ที่ Van Cleef & Arpels เลือกเปิดตัวคอลเล็กชั่นรูปทรงดอกไม้ ณ Dumfries House คฤหาสน์เก่าแก่ในศตวรรษที่ 18 ท่ามกลางธรรมชาติอันเงียบสงบ ขณะที่ Cartier พาสื่อมวลชนไปสัมผัสคอลเล็กชั่น 'En Équilibre' ณ กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน เมืองที่ไม่ใช่จุดหมายแฟชั่นหลัก แต่กลับสะท้อนปรัชญาแห่งความสมดุลระหว่างศิลปะ ชีวิต และธรรมชาติแบบคนพื้นเมืองได้อย่างลึกซึ้งในช่วงเทศกาลมิดซัมเมอร์ ส่วนจิวเวลรีชั้นสูงของ Louis Vuitton ก็เลือกเมืองมาร์ยอกา ประเทศสเปน สำหรับการนำเสนอจิวเวลรีชั้นสูงคอลเล็กชั่น Awaking hand Awakening Mind ทั้งหมดนี้เป็นเหมือนการท้าทายกรอบเดิมๆ ของวงการ โดยการใช้ 'เมืองที่ไม่คุ้นเคย' เป็นเครื่องมือสร้างอารมณ์ ความหมาย และความทรงจำใหม่ให้กับไฮจิวเวลรีอย่างตั้งใจและน่าสนใจ

2. ยุคที่ภาพลักษณ์ของแบรนด์คือเรื่องราวของผู้คน
ปีนี้หลายเมซงเปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์และตัวแทนคนสำคัญที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงถ่ายทอดความงามของเครื่องประดับ หากยังสะท้อน “จิตวิญญาณของแบรนด์” อย่างชัดเจน อาทิ Daisy Edgar-Jones และ Charlotte Le Bon ของ Boucheron ที่นำความลุ่มลึกแบบศิลปินและพลังหญิงยุคใหม่มาเติมมิติให้เมซงฝรั่งเศสแห่งนี้ ไปจนถึงการแต่งตั้ง Mark Lee แห่งวง NCT ขึ้นเป็น Friend of the Maison ซึ่งสะท้อนทิศทางใหม่ของ Boucheron ในการเชื่อมโยงงานจิวเวลรีชั้นสูงเข้ากับคนเอเชียรุ่นใหม่ ขณะเดียวกัน BVLGARI ก็ประกาศแต่งตั้ง Damiano David นักร้องนำแห่งวง Måneskin เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เติมเต็มความกล้าท้าทายแต่ซับซ่้อนให้ภาพลักษณ์ของเมซงโรมันอย่างชัดเจน ด้าน Tiffany & Co. ยังคงตอกย้ำความงดงามเหนือกาลเวลาด้วยการประกาศแต่งตั้งแอมบาสเดอร์ในประเทศไทยอย่าง 'แอฟ-ทักษอร' และ 'ริต้า-ศรีริต้า' ซึ่งถ่ายทอดความสง่างามที่ผสานความร่วมสมัยได้อย่างลงตัว ส่วน Cartier เลือกสานต่อความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับ Gemma Chan นักแสดงและโปรดิวเซอร์ผู้มีบทบาทโดดเด่นทั้งในแวดวงศิลปะ วัฒนธรรม และสังคม ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงกลุ่มเป้่าหมายของแต่ละแบรนด์ที่ต้องการจะเข้าถึงมากขึ้น โดยที่พวกเขาเหล่านั้นยังต้องคงคาแร็กเตอร์ของแบรนด์ไว้อย่างสวยงาม

3. แบรนด์หันมาสร้าง “ประสบการณ์” แทนการเปิดตัวสินค้า
ปีนี้แบรนด์จิวเวลรีหลายเมซงแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าความหรูหราในยุคปัจจุบันไม่ได้ถูกนิยามด้วยตัวชิ้นงานเพียงอย่างเดียว หากเกิดขึ้นจาก “วิธีที่ผู้คนได้เห็นและรับรู้" ในวิธีที่แตกต่างจากการขายจิวเวลรีแบบเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็น Tiffany & Co. ที่ออกแบบจิวเวลรีพิเศษให้ Mia Goth สวมใส่ในภาพยนตร์ 'Frankenstein' เวอร์ชั่นใหม่ ชูบทบาทของเครื่องประดับในฐานะส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่องบนจอภาพยนตร์อย่างทรงพลัง ขณะที่ BVLGARI เปิดตัวแอปพลิเคชั่น 'Bvlgari Infinito' บน Apple Vision Pro ใช้เทคโนโลยี Spatial Computing พาผู้ใช้ดำดิ่งสู่โลกของไฮจิวเวลรีในรูปแบบอินเทอร์แอ็กทีฟ นอกจากนี้ อีเวนต์และปาร์ตี้ที่รวบรวมเหล่าเซเลบริตี้ยังคงทำหน้าที่สร้างภาพจำและการรับรู้ต่อแบรนด์ได้อย่างเป็นธรรมชาติและมรชีวิตชีวา เช่นเดียวกับ Swarovski ที่ต่อยอดการคอแลบอเรชั่นกับคาแรกเตอร์ดังผ่านคริสตัลของตกแต่งอย่างคอลเล็กชั่น 'Wicked: For Good' ก่อนภาพยนตร์เข้าฉาย และ FRED กับการเปิดตัว 'Force 10 Roland-Garros' ที่ผสานโลกของจิวเวลรี ความหรูหรา และกีฬาเข้าด้วยกันอย่างลงตัว เทรนด์เหล่านี้สะท้อนว่าการแข่งขันในโลกจิวเวลรีวันนี้ไม่ได้อยู่ที่การเปิดตัวสินค้าใหม่เพียงอย่างเดียว หากคือการสร้างประสบการณ์ที่ทำให้แบรนด์ถูกจดจำและรู้สึกได้อย่างลึกซึ้งในระยะยาว

4. เมื่อศิลปะกลายเป็นภาษาที่ช่วยเล่าเรื่องให้จิวเวลรีชั้นสูง
ปีนี้หลายเมซงเลือกนำศิลปะในแขนงอื่น ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม ประติมากรรม หรือจิตรกรรม มาใช้เป็นภาษาคู่ขนานในการเล่าเรื่องตัวปจิวเวลรีอย่างมีชั้นเชิง เห็นได้จาก BVLGARI ที่เปิดตัวคอลเล็กชั่น 'Polychroma' ณ เมืองตาโอร์มินา บนเกาะซิซิลี ประเทศอิตาลี พร้อมผลงานจิตรกรรมร่วมสมัยโดย 'Alessandro Florio' ศิลปินผู้เกิดและเติบโตในเมืองตาโอร์มินา งานของเขาทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างศิลปะร่วมสมัยกับความงามอันซับซ้อนของอัญมณี ผ่านโทนสีที่สนุกสนาน เส้นสายอิสระ และความรู้สึกที่เข้มข้น เช่นเดียวกับ 'Polychroma' ที่รังสรรค์ขึ้นจากสีสันและองค์ประกอบที่หลากหลาย แต่กลับกลมกลืนกันได้อย่างมีชีวิตชีวา นิทรรศการครั้งนี้จึงเป็นบทสนทนาอันน่าตื่นตาของโลกแห่งศิลปะทั้งสองแขนง ขณะที่เมซง Piaget เลือกนำเสนอคอลเล็กชั่นจิวเวลรีชั้นสูง 'Shapes of Extraleganza' ณ Casa Corberó ประเทศสเปน สถาปัตยกรรมเหนือจริงของศิลปิน Xavier Corberó ที่โดดเด่นด้วยรูปทรงเรขาคณิตซ้อนทับและพื้นที่เชิงนามธรรม ที่ไม่ได้แค่คิดว่่าที่แห่งนี้เป็นเพียงโลเคชั่นจัดแสดง แต่เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าที่สะท้อนแนวคิดเรื่องรูปทรง แสง และการเคลื่อนไหว ซึ่งสอดคล้องกับคอลเล็กชั่นใหม่นี้ของ Piaget อย่างลึกซึ้ง เมื่อแบรนด์จิวเวลรีหันมาใช้ศิลปะในรูปแบบอื่นเป็นเครื่องมือสื่อสาร ผู้ชมจึงไม่ได้มองเครื่องประดับในฐานะวัตถุชิ้นเดียว แต่รับรู้ในฐานะงานสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงกับบริบททางวัฒนธรรม ความคิด และจินตนาการ ทำให้เครื้่องประดับมีเรื่องราวและมีความหมายมากกว่าที่เคยเป็นมา

5. ชิ้นงานอาร์ไคฟกลับมาทรงพลังที่สุดในรอบหลายปี
แบรนด์จิวเวลรีชั้นนำต่างหันกลับมาภูมิใจนำเสนอผลงานมรดกอีกครั้ง ในฐานะจุดเริ่มต้นอันเป็นหัวใจมาสู่ีผลงานยุคปัจจุบัน โดยนำคลังอาร์ไคฟมาปัดฝุ่นและจัดนิทรรศการร้อยเรียงใหม่อย่างลุ่มลึก เห็นได้ชัดจาก Tiffany & Co. กับนิทรรศการระดับโลก 'Legendary Legacy' ที่นำผลงานจาก Tiffany Archives รวมถึงชิ้นงานของ Jean Schlumberger และ The Tiffany Diamond เพชรสีเหลืองขนาดใหญ่ มูลค่ามหาศาล มาจัดแสดงในประเทศไทยอย่างยิ่งใหญ่ ขณะที่ Cartier สร้างปรากฏการณ์ด้วยนิทรรศการขนาดใหญ่ที่ี V&A Museum กรุงลอนดอน ซึ่งรวบรวมผลงานกว่า 350 ชิ้น ตั้งแต่เรือนเวลาไปจนถึงจิวเวลรีชั้นสูง พร้อมผลงานที่ไม่เคยจัดแสดงที่ใดมาก่อน ถือเป็นหนึ่งในนิทรรศการสำคัญระดับโลกของ Cartier ในรอบหลายปี และเป็นการตอกย้ำสถานะของแบรนด์ในฐานะผู้สร้างประวัติศาสตร์แห่งงานฝีมือ สะท้อนให้พวกเราเห็นว่ายิ่งโลกหมุนเร็วเท่าใด ผู้ชมหรือผู้สร้างสรรค์เองก็ยิ่งโหยหาต้นกำเนิด ความหมาย และความจริงใจของงานฝีมือที่ยืนยาวเหนือกาลเวลา

6. กรุงเทพฯ เมืองที่เมซงจิวเวลรีระดับโลกเลือกปักหมุด
ปีนี้กรุงเทพฯ ยิ่งตอกย้ำบทบาทบนแผนที่จิวเวลรีโลก เมื่อเมซงระดับนานาชาติเลือกขยายการลงทุนทั้งในรูปแบบการเปิดบูติกใหม่และการรีโนเวตพื้นที่สำคัญเพื่อเชื่อมโยงแบรนด์กับวัฒนธรรมไทยอย่างลึกซึ้ง โดย Mouawad และ Boucheron ต่างเลือกเปิดบูติกแห่งแรกในประเทศไทยในปีนี้อย่างเป็นทางการ นำเสนอผลงานจิวเวลรีและงานฝีมือระดับมาสเตอร์พีซผ่านพื้นที่ที่ออกแบบมาเพื่อตลาดในประเทศไทยโดยเฉพาะ ขณะที่ Cartier และ Van Cleef & Arpels เดินหน้าปรับโฉมบูติก ณ สยามพารากอน ด้วยการรีโนเวตครั้งสำคัญที่ผสานมรดกของเมซงเข้ากับแรงบันดาลใจจากศิลปะและธรรมชาติแบบไทยอย่างสง่างาม ความเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนว่ากรุงเทพฯ เป็นทั้งตลาดรวมผู้บริโภคขนาดใหญ่ทั้งคนไทยเองและชาวต่างชาติที่มาเยือน กำลังก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเชิงวัฒนธรรมที่แบรนด์จิวเวลรีระดับโลกเลือกใช้เป็นพื้นที่เล่าเรื่องและสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับภูมิภาคเอเชีย

7. ศิลปินไทยบนเวทีระดับโลก
อีกหนึ่งสัญญาณที่ชัดเจนของปีนี้คือการที่ศิลปินไทยปรากฏตัวอย่างต่อเนื่องบนเวทีจิวเวลรีชั้นสูงระดับโลก ไม่เพียงในฐานะแขกร่วมงาน หากยังเป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่องแบรนด์ในระดับสากล เห็นได้จาก 'ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล' แบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลกของ BVLGARI ที่ร่วมงานเปิดตัวคอลเล็กชั่น 'Polychroma' เคียงข้างคนดังระดับโลกและ CEO ของ BVLGARI ขณะที่พรมแดงเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ปี 2025 'เบ็คกี้-รีเบคก้า แพทริเซีย อาร์มสตรอง' สะกดสายตาสื่อโลกด้วยจิวเวลรีจาก Gems Pavilion แบรนด์เครื่องประดับชั้นสูงสัญชาติไทย ซึ่งตอกย้ำศักยภาพของแบรนด์ไทยบนเวทีนานาชาติ นอกจากนี้บรรยากาศของงาน BVLGARI Beyond Time ณ สิงคโปร์ ยังเต็มไปด้วยตัวแทนจากประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น 'ใหม่–ดาวิกา โฮร์เน่' ในฐานะ Friend of the House และ 'ฝ้าย–พีรญา' ที่ถ่ายทอดเสน่ห์ของจิวเวลรี 'Serpenti' ได้อย่างสง่างาม ปิดท้ายด้วยการปรากฏตัวของ 'เจมส์-จิรายุ ตั้งศรีสุข' ในฐานะแขกคนสำคัญของ MIKIMOTO ณ กรุงปารีส กับการสวมจิวเวลรีชั้นสูงที่สะท้อนมุมมองใหม่ของเครื่องประดับสุภาพบุรุษ ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าศิลปินไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้ร่วมงาน แต่กำลัง ก้าวขึ้นเป็นผู้สร้างปรากฏการณ์ระดับโลกในโลกของจิวเวลรีชั้นสูง

8. ปีแห่งการสร้างสรรค์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ
ตลอดปีที่ผ่านมา ทั้งไฟน์จิวเวลรีและจิวเวลรีชั้นสูงจำนวนมากต่างหันกลับมาหยิบธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตมาเป็นแรงบันดาลใจหลักในการสร้างสรรค์อีกครั้ง ความท้าทายสำคัญอยู่ที่การถ่ายทอดความอ่อนช้อยของดอกไม้ สัตว์ และแมลง ผ่านโลหะ เงิน ทองคำ อัญมณี และเพชร ให้ดูมีชีวิตไม่ต่างจากธรรมชาติจริง ซึ่งกลายเป็นพื้นที่ให้แต่ละเมซงได้แสดงศักยภาพด้านงานฝีมืออย่างเต็มที่ ขณะเดียวกัน ธรรมชาติยังเป็นจุดเริ่มต้นของทุกสรรพสิ่ง จึงเต็มไปด้วยเรื่องราว รูปทรง และรายละเอียดที่ตีความได้ไม่สิ้นสุด เห็นได้จาก Chaumet และ Van Cleef & Arpels ที่รังสรรค์ดอกไม้ในแบบฉบับของตนเองจนกลายเป็นภาพจำของแบรนด์ ขณะที่ Boucheron และ Tiffany & Co. เลือกถ่ายทอดความงดงามของสัตว์และแมลงตัวเล็กๆ ที่ดูบอบบางแต่แฝงความพิศวง ผ่านดีไซน์อันวิจิตรและรายละเอียดอันซับซ้อน นอกจากนี้ ในแคมเปญของหลายเมซงยังนำสัตว์สัญลักษณ์ประจำแบรนด์กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง เช่น Cartier ที่ใช้เสือแพนเตอร์เป็นสื่อกลางในการเล่าเรื่องจิวเวลรี และ BVLGARI ทำนำงูมาปรากฏให้เราได้เห็นทั้งในผลงานศิลปะและเครื่องประดับชิ้นใหม่ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแบรนด์ ให้ผู้คนเข้าถึงจิตวิญญาณได้อย่างดี

9. จิวเวลรีบนรันเวย์กำลังสนุกสนานขึ้นเรื่อยๆ
บนรันเวย์แฟชั่นวีกปีนี้ จิวเวลรีของแบรนด์แฟชั่นถูกใช้ด้วยท่าทีที่สนุกสนานและมีชีวิตชีวาขึ้นกว่าเดิม ทั้งในแง่อารมณ์ สัญลักษณ์ และการตีความ จนกลายเป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องราวของคอลเล็กชั่นอย่างเต็มตัวก็ว่าได้ คอยชวนผู้ชมตั้งคำถามกับความงามในมุมมองใหม่ๆ อยู่เสมอ อาทิ แฟชั่นโชว์ของ Dior ภายใต้การนำเสนอของ Jonathan Anderson ที่ถ่ายทอดโลกแฟชั่นบุรุษในมุมโรแมนติกผ่านเดซี่ แมลงเต่าทอง และมวลดอกไม้เล็กๆ ที่แทรกความอ่อนโยนลงในโครงสร้างที่ดูเรียบเท่ ขณะที่Chloé ฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2025 ใช้โซ่ทองยาวระย้าเป็นภาพแทนของจิตวิญญาณโบฮีเมียนและอิสระในการเคลื่อนไหว Chanel คอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2026 โดย Matthieu Blazy รังสรรค์สร้อยคอและกำไลรูปดาวเคราะห์ต่างๆ ได้อย่างละเอียด และสนุกกับสีสัน สร้างความรู้สึกของความงามที่ผ่านกาลเวลา มีร่องรอย แต่ยังคงงดงามในแบบของตัวเอง ฝั่ง Maison Margiela ใช้เครื่องประดับที่ริมฝีปากอย่าง Four-Stitched Mouthpiece ถ่ายทอดประเด็นการจำกัดเสียงและแรงกดทับทางสังคมอย่างตรงไปตรงมา ในขณะที่ Balenciaga ทลายกรอบความคิดเดิมด้วยการนำจิวเวลรีไปอยู่ในตำแหน่งที่ไม่คาดคิด ตั้งแต่ปลายเท้า แหวนสวมระหว่างนิ้วเท้า ไปจนถึงตุ้มหูเพชรเม็ดโต ตอกย้ำแนวคิด Anti-Beauty อันเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ ส่วน Saint Laurent เสริมพลังความเรียบคมแบบปารีเซียง ผ่านต่างหูโอเวอร์ไซส์ดีไซน์เชิงสถาปัตยกรรม ที่ขับเน้นความแข็งแรงและความเด็ดขาดของซิลูเอตได้อย่างชัดเจน


VOGUE SCOOP | สรุปความสำเร็จ Girls Love ในปี 2025 ปรากฏการณ์ที่กำลังครองทั้งวงการแฟชั่นและบันเทิง

VOGUE SCOOP | รวบปรากฏการณ์ในอุตสาหกรรมแฟชั่น ประจำปี 2025 ยุคสมัยแห่งการเริ่มต้นใหม่

VOGUE SCOOP | เจาะลึกทุกสาขารางวัลนาฬิกาแห่งปีกับ GPHG 2025 ที่คอนาฬิกาไม่ควรพลาด!

VOGUE SCOOP | ก้าวแรกของการแข่งขันจิวเวลรีชั้นสูงระดับนานาชาติ 'Grand Prix de la Haute Joaillerie'

