เสียงส้นสูงกระทบพื้นทางเดินดังขึ้น ท่ามกลางความวุ่นวายภายในสำนักงานนิตยสารแฟชั่นแห่งหนึ่ง ในมหานครนิวยอร์ก พนักงานต่างรีบวิ่งกลับไปประจำโต๊ะทำงาน บางคนเร่งเปลี่ยนรองเท้า บางคนรีบเก็บ สัมภาระ ขณะที่โทรศัพท์ดังขึ้นพร้อมข่าวการมาถึงก่อนกำหนดของหญิงสาวผมบ๊อบสีเงิน ผู้ทรงอิทธิพล เพียงการปรากฏตัวของเธอก็เพียงพอที่จะทำให้ทั้งสำนักงานตกอยู่ในความหวาดหวั่น นี่คือฉากเปิดอันน่าจดจำจาก The Devil Wears Prada (2006) ภาพยนตร์ที่นำเสนอโลกแฟชั่น ในฐานะอุตสาหกรรมที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน การแข่งขัน ความเป็นพิษ และวัฒนธรรมการ ทำงานแสนเคร่งเครียด จนกลายเป็นภาพจำที่ฝังอยู่ในความทรงจำของผู้ชมทั่วโลก
ทว่าสามปีต่อมา The September Issue (2009) สารคดีที่ติดตาม Anna Wintour และทีมงาน Vogue ระหว่างการผลิตนิตยสารฉบับเดือนกันยายน 2007 กลับเปิดเผยอีกด้านของอุตสาหกรรมที่เต็มไปด้วย ความคิดสร้างสรรค์ ความเชี่ยวชาญ และการทำงานภายใต้มาตรฐานอันเข้มงวด ราวกับเป็นการโต้กลับ ภาพจำที่ฮอลลีวูดเคยสร้างไว้ว่า หากความจริงจังในการทำงานทำให้พวกเขากลายเป็น ‘นางมาร’ ก็จงเรียกเช่นนั้นต่อไป เพราะเบื้องหลังความสมบูรณ์แบบบนหน้ากระดาษไม่ได้เกิดขึ้นจากความหรูหรา เพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องแลกมาด้วยความทุ่มเทและการตัดสินใจอันเด็ดขาด บทความนี้จึงชวน ย้อนรอยสารคดีที่เปรียบเสมือนการประกาศว่า ถึงเวลาที่โลกแฟชั่นจะได้เล่าเรื่องของตัวเองบ้าง
จาก Miranda Priestly สู่ภาพจำของโลกแฟชั่นที่โหดร้าย
ก่อนที่ The Devil Wears Prada จะกลายเป็นภาพยนตร์โด่งดัง เรื่องราวของ Miranda Priestly ถือกำเนิดขึ้นจากปลายปากกาของ Lauren Weisberger อดีตผู้ช่วยของ Anna Wintour บรรณาธิการ บริหารนิตยสาร Vogue อเมริกัน ผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ของตนเองผ่านนวนิยายชื่อเดียวกันซึ่งตีพิมพ์ ในปี 2003 และได้รับการแปลเป็นภาษาไทยในชื่อ ‘นางมารสวมปราด้า’ ก่อนถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ นำแสดงโดย Meryl Streep และ Anne Hathaway ในปี 2006 แม้ Miranda จะเป็นตัวละครสมมติ แต่บุคลิกอันเด็ดขาด ความเย็นชา และสถานะผู้ทรงอิทธิพลแห่งวงการแฟชั่น ก็ทำให้สาธารณชน เชื่อมโยงตัวละครดังกล่าวเข้ากับ Wintour อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความน่าสนใจของเรื่องอยู่ที่การถ่ายทอดโลกแฟชั่นผ่านสายตาของ Andrea Sachs หญิงสาวที่ไม่ได้ หลงใหลหรือรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมนี้ แต่กลับต้องเข้ามาทำงานในสภาพแวดล้อมที่ผู้คน รอบตัวต่างยกย่องและบูชาแฟชั่นราวกัยศาสนา ความแปลกแยกของเธอจึงกลายเป็นจุดตั้งต้นของเรื่อง เล่าที่มองโลกแฟชั่นด้วยสายตาเสียดสีมากกว่าความชื่นชม โดยเฉพาะในนวนิยายต้นฉบับที่ให้ ความสำคัญกับความเหนื่อยล้า ความไร้เหตุผลของคำสั่ง และความรู้สึกแปลกแยกของหญิงสาว ผู้ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้คนจึงยอมทุ่มเทชีวิตให้กับเสื้อผ้าและเครื่องประดับราคาแพง
เมื่อเรื่องราวถูกนำขึ้นสู่จอภาพยนตร์ ภาพของ Miranda Priestly จึงไม่ได้เป็นเพียงตัวละครเจ้านาย ผู้โหดร้าย แต่ยังกลายเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมการทำงานในอุตสาหกรรมแฟชั่น แม้ภาพยนตร์ จะมีบางฉากที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของแฟชั่นในฐานะอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ แต่ความเข้มงวด และการใช้อำนาจของ Miranda กลับกลายเป็นภาพที่ผู้ชมจดจำได้มากที่สุด จนชวนให้ตั้งคำถามว่า โลกแฟชั่นที่ถูกเล่าผ่านสายตาของคนนอกนั้น สะท้อนความจริงของอุตสาหกรรมได้ครบถ้วนเพียงใด?
เมื่อ Anna Wintour เปิดประตู Vogue ให้กล้องภาพยนตร์เข้าไปสำรวจ
สามปีหลังจาก The Devil Wears Prada เข้าฉาย ผู้ชมได้รับโอกาสสัมผัสสำนักงานนิตยสารแฟชั่น ที่ไม่ได้อยู่ในโลกสมมติอีกต่อไป เมื่อสารคดี The September Issue ของผู้กำกับ R.J. Cutler หรือในชื่อภาษาไทยสุดแสบว่า ‘ฉันนี่แหละ นางมารตัวแม่’ ออกฉายในปี 2009 พร้อมพาผู้ชมไปติดตาม Anna Wintour และทีมงาน Vogue อเมริกัน ระหว่างการจัดทำ นิตยสารฉบับเดือนกันยายน 2007 ซึ่งมีความหนาถึง 840 หน้า และถือเป็นฉบับที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของนิตยสารในเวลานั้น
สำหรับโลกแฟชั่น นิตยสารฉบับเดือนกันยายนถือเป็นหนึ่งในฉบับที่มีความสำคัญที่สุดของปีเนื่องจาก เป็นช่วงเวลาที่แบรนด์แฟชั่นนำเสนอคอลเล็กชั่นประจำฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว พร้อมกำหนดทิศทาง รสนิยมและการบริโภคแฟชั่นในช่วงครึ่งปีหลัง หน้ากระดาษหลายร้อยหน้านอกจากรวบรวมภาพถ่าย และโฆษณาสินค้าหรูหรา ยังสะท้อนเครือข่ายทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงนิตยสาร ดีไซเนอร์ ช่างภาพ นางแบบ นักโฆษณา และธุรกิจแฟชั่นเข้าไว้ด้วยกัน
กล้องของ Cutler ติดตามกระบวนการทำงานนานหลายเดือน ตั้งแต่การประชุมภายในสำนักงาน การถ่ายแฟชั่นเซ็ต ไปจนถึงการตัดสินใจเลือกเนื้อหาที่จะปรากฏบนหน้ากระดาษ นับเป็นโอกาสที่หา ได้ยากในการเข้าไปสำรวจพื้นที่ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความเป็นส่วนตัวอย่างยิ่ง โดย Cutler ได้อธิบายในการ ให้สัมภาษณ์กับ Salon เมื่อปี 2009 ว่าเรื่องราวสำคัญของภาพยนตร์ไม่ได้มีเพียงการผลิตนิตยสาร แต่ยังอยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลสำคัญสองคนอย่าง Anna Wintour และ Grace Coddington ที่มีวิธีคิดและบุคลิกแตกต่างกันอย่างชัดเจน
การเปิดประตูสำนักงาน Vogue จึงมีความหมายมากกว่าการอนุญาตให้บันทึกภาพเบื้องหลัง เพราะหลังจากที่ผู้ชมรู้จัก Wintour ผ่านเงาสะท้อนของ Miranda Priestly มาเป็นเวลาหลายปี สารคดีเรื่องนี้ได้เปิดโอกาสให้เธอปรากฏตัวในฐานะบุคคลจริง พร้อมเผยให้เห็นกระบวนการ ทำงานที่อยู่เบื้องหลังคำสั่งและการตัดสินใจอันเด็ดขาดเหล่านั้น
เบื้องหลังนิตยสารหนึ่งเล่ม กับสงครามระหว่างความคิดสร้างสรรค์และอำนาจ
หากผู้ชมคาดหวังว่าการเข้าสู่สำนักงาน Vogue จะเปิดเผยเจ้านายผู้ใจดีที่แตกต่างจาก Miranda Priestly อย่างสิ้นเชิง The September Issue อาจไม่ได้มอบคำตอบนั้น เพราะ Anna Wintour ที่ปรากฏบนจอภาพยนตร์ยังคงมีบุคลิกเด็ดขาด พูดจาน้อย และสามารถปฏิเสธผลงาน ที่ใช้เวลาและงบประมาณมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว ทว่าสิ่งที่สารคดีนำเสนอเพิ่มเติมคือบริบท ของการตัดสินใจเหล่านั้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกำหนดทิศทางของนิตยสาร การรักษามาตรฐาน ทางบรรณาธิการ และการสร้างสมดุลระหว่างวิสัยทัศน์ทางศิลปะกับผลประโยชน์ทางธุรกิจ
ความขัดแย้งดังกล่าวปรากฏชัดผ่านความสัมพันธ์ระหว่าง Wintour กับ Grace Coddington ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ Vogue ในขณะนั้น ผู้มีชื่อเสียงจากการสร้างสรรค์แฟชั่นเซ็ต ที่เต็มไปด้วยจินตนาการและการเล่าเรื่องเชิงศิลปะ หาก Wintour คือผู้กำหนดทิศทางและตัดสิน ว่าผลงานใดเหมาะสมกับนิตยสาร Coddington ก็เปรียบเสมือนผู้ปกป้องคุณค่าของความคิด สร้างสรรค์ที่ไม่อาจประเมินด้วยตัวเลขหรือผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว
ตลอดทั้งเรื่อง ผู้ชมได้เห็น Coddington ทุ่มเทให้กับการออกแบบภาพถ่ายแฟชั่น ก่อนที่ผลงานบาง ส่วนจะถูก Wintour ตัดออกอย่างไม่ลังเล ความผิดหวังของ Coddington จึงสะท้อนความตึงเครียด ระหว่างศิลปินผู้ต้องการสร้างสรรค์ผลงานกับบรรณาธิการผู้มีอำนาจตัดสินใจว่าอะไรควรได้รับการเผยแพร่ อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ของทั้งสองไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้ระหว่างฝ่ายสร้างสรรค์กับฝ่ายบริหาร เพราะแม้จะขัดแย้งกันอยู่บ่อยครั้ง แต่ทั้งคู่ต่างเข้าใจความสำคัญของอีกฝ่าย ดังที่ Coddington เคยให้ สัมภาษณ์กับ Out ในปี 2009 ว่าทั้งคู่รู้จักกันดีพอที่จะเข้าใจขอบเขตในการผลักดันและท้าทายซึ่งกัน และกัน
ความสามารถในการมองเห็นความงามของ Coddington และความเด็ดขาดในการกลั่นกรอง ผลงานของ Wintour จึงล้วนเป็นองค์ประกอบที่ช่วยกำหนดอัตลักษณ์ของ Vogue ความขัดแย้งใน สารคดีเผยให้เห็นว่า เบื้องหลังภาพถ่ายแฟชั่นอันสมบูรณ์แบบหนึ่งภาพ อาจประกอบด้วยการ เจรจาต่อรอง การตัดสินใจ และถกเถียงนับครั้งไม่ถ้วน
สารคดีที่เปิดเผยความจริง หรือเครื่องมือในการทวงคืนเรื่องเล่า?
สิ่งที่ทำให้ The September Issue น่าสนใจยิ่งกว่าภาพเบื้องหลังการทำงาน คือการที่สารคดีไม่ได้พยายามลบล้างบุคลิกอันเย็นชาของ Anna Wintour แต่กลับนำบุคลิกเดียวกันนั้นมาอธิบายภายใต้ บริบทใหม่ จากความเด็ดขาดที่เคยถูกนำเสนอในฐานะความโหดร้ายของ Miranda Priestly กลายเป็น คุณสมบัติของผู้นำที่ต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจสำคัญ จากคำสั่งที่ดูไร้เหตุผลใน ภาพยนตร์ฮอลลีวูด กลายเป็นกระบวนการคัดเลือกที่มีผลต่อทิศทางสร้างสรรค์และอนาคตของนิตยสาร
ความน่าสนใจนี้ยิ่งชัดเจนเมื่อพิจารณาชื่อภาษาไทยของผลงานทั้งสองเรื่อง จากนวนิยาย ‘นางมารสวมปราด้า’ สู่สารคดี ‘ฉันนี่แหละนางมารตัวแม่’ ราวกับเป็นการพลิกบทบาทจากหญิงสาวที่ถูก กล่าวหาว่าเป็นนางมาร มาสู่การยอมรับภาพลักษณ์นั้นอย่างไม่สะทกสะท้าน แทนที่จะพยายามพิสูจน์ว่า เธอไม่ได้โหดร้ายอย่างที่ใครกล่าวหา The September Issue กลับแสดงให้เห็นว่านี่คือสิ่งที่ต้องแลกมา เพื่อให้งานแฟชั่นระดับโลกเกิดขึ้นได้จริง ราวกับ Wintour กำลังประกาศว่า หากความจริงจังในงาน ความเข้มงวด และมาตรฐานอันสูงลิ่วในการทำงานทำให้เธอถูกเรียกว่า ‘นางมาร’ ก็จงเรียกต่อไป เพราะเบื้องหลังความสมบูรณ์แบบที่ทุกคนชื่นชมนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากความสวยงามและความหรูหรา เพียงอย่างเดียว
หาก The Devil Wears Prada เล่าเรื่องผ่านสายตาของคนนอกที่ไม่ได้หลงใหลในโลกแฟชั่น The September Issue ก็เปรียบเสมือนการโต้กลับจากคนในอุตสาหกรรม เพราะสารคดีไม่ได้เพียงปกป้อง ภาพลักษณ์ของ Anna Wintour แต่ยังยืนยันว่าคนทำงานแฟชั่นไม่ได้มีดีเพียงการแต่งตัวสวยหรือ หมกมุ่นอยู่กับสิ่งฟุ่มเฟือย หากแต่เป็นบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และทุ่มเทให้กับอาชีพ อย่างจริงจัง เมื่อฮอลลีวูดเคยทำให้โลกแฟชั่นกลายเป็นเรื่องของความเย่อหยิ่งและการใช้อำนาจ สารคดีเรื่องนี้จึงเลือกโต้กลับด้วยภาพของการทำงานจริง ราวกับจะบอกว่าโลกแฟชั่นไม่ได้ต้องการ คำขอโทษจากใคร และไม่ได้จำเป็นต้องขอโทษใครที่จริงจังกับสิ่งที่ตนเองทำ
เหรียญมีสองด้านฉันใด เรื่องเล่าก็ไม่ได้มีด้านเดียวฉันนั้น
ความสัมพันธ์ระหว่าง The Devil Wears Prada และ The September Issue จึงน่าสนใจในฐานะ เรื่องเล่าสองรูปแบบที่นำเสนอโลกแฟชั่นจากมุมมองแตกต่างกัน เรื่องแรกถ่ายทอดประสบการณ์ของ ผู้ที่ต้องทำงานภายใต้ระบบอันเข้มงวด ขณะที่เรื่องหลังพาผู้ชมไปทำความเข้าใจวิธีคิดและกระบวนการ ตัดสินใจของผู้ที่มีอำนาจบริหารระบบดังกล่าว ทั้งสองเรื่องจึงไม่ได้จำเป็นต้องหักล้างกัน หากแต่เผย ให้เห็นความจริงคนละด้านของวัฒนธรรมการทำงานเดียวกัน
ท้ายที่สุด The September Issue ได้เผยให้เห็นภาพจำลองของโลกแฟชั่นในมิติที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ผ่านเบื้องหลังการทำงานอันเป็นเวทีต่อรองระหว่างพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ อำนาจ รสนิยม และผลประโยชน์ทางธุรกิจ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้ทำความเข้าใจ Anna Wintour ตลอดจน บุคลากรผู้อยู่เบื้องหลังความสมบูรณ์แบบบนหน้ากระดาษในมุมมองที่ลึกซึ้งกว่าที่เคยสารคดีเรื่องนี้จึง เปรียบเสมือนการทวงคืนเรื่องเล่าของอุตสาหกรรมแฟชั่นกลับคืนมาจากภาพจำอันทรงพลังที่ฮอลลีวูดเคยสร้างไว้ พร้อมประกาศอย่างภาคภูมิว่า ความเข้มงวด ความทะเยอทะยาน และมาตรฐานอันสูงลิ่ว ที่เคยทำให้พวกเธอถูกตีตราว่าเป็น ‘นางมาร’ แท้จริงแล้วคือส่วนหนึ่งของ ความทุ่มเทเพื่อรังสรรค์ผลงาน ระดับโลก และหากนั่นคือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อแลกมาซึ่งความสมบูรณ์แบบ พวกเธอก็พร้อมจะยอมรับมัน อย่างภาคภูมิ โดยไม่หลบซ่อนหรือเอ่ยคำขอโทษใดๆ

