เมื่อศรัทธาเสื่อมโทรม และอำนาจเสื่อมทรามถึงขีดสุด… ซีรีส์ 'สาธุ 2' กลับมาสานต่อเรื่องราวการเปลี่ยนวัด ให้กลายเป็นธุรกิจอย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น เมื่อกลุ่มวัยรุ่นอย่าง 'วิน เกม และเดียร์' ต้องเผชิญกับเดิมพันที่สูงกว่าเดิม กับแผนการขยาย 'พุทธพาณิชย์' ในระดับที่กว้างขึ้น พร้อมการปรากฏตัวของเหล่าตัวละครเก่า-ใหม่ ที่จะเข้ามาสั่นคลอนความศรัทธา ท่ามกลางบรรยากาศระทึกขวัญ และการตีแผ่ด้านมืดของวงการผ้าเหลืองที่ยังคงตั้งคำถามกับผู้ชมว่า 'ความศรัทธา' หรือ 'ผลประโยชน์' กันแน่ที่เป็นแรงขับเคลื่อนที่แท้จริง
1 / 2
2 / 2
Vogue: ซีรีส์เรื่อง ‘สาธุ’ เกี่ยวกับอะไร?
แอลลี่: ความเชื่อแล้วกันค่ะ หนูรู้สึกว่าไม่ว่าจะเป็นทางด้านศาสนา หรือว่ามิตรภาพที่เราเชื่อในกันและกัน มันก็มีหลากหลายมุมมอง แต่ท้ายที่สุดแล้วมันก็คือ 'ความเชื่อ' ค่ะ อย่างการเชื่อใจระหว่าง พี่ดลกับเดียร์ก็จะมีความเชื่อใจกันและกันมากๆ แล้วก็เห็นด้านมืด ด้านสว่างของการเชื่อใจคน
ปั๊ป: เราเห็นมิติของความเป็นคน อย่างที่แอลลี่พูดไป ทั้งเรื่องของความเชื่อ การกลโกง หรือวิธีการเอาตัวรอดของคนในหลายๆ มิติ ไม่ว่าจะด้านการเมือง ศาสนา แล้วก็มนุษย์ปกติทั่วไป ทุกอย่างมันเชื่อมโยงกันคล้ายวัฏจักรของโลกที่เราอาศัยอยู่ ที่ประกอบไปด้วยสิ่งเหล่านี้ และสะท้อนออกมาผ่านวิธีการต่างๆ ของชีวิตคนครับ
1 / 2
2 / 2
Vogue: แต่ละคนแสดงเป็นตัวละครใดบ้าง และตัวละครนั้นเติบโต หรือต่างจากซีซั่นแรกอย่างไร
ปั๊ป: อย่างของผมอาจจะชัดในเชิงรูปธรรม จากพระมาเป็นฆราวาส ก็สึกออกมาเป็นทิดที่ยังไม่ได้เป็นถึงขนาดเป็นคนทั่วไป ที่สามารถใช้ชีวิตเป็นมนุษย์โลกทำมาหากินขนาดนั้น ก็จะมีความเป็นกึ่งๆ ยังติดคราบของพระอยู่บ้างครับ
แอลลี่: ของเดียร์ก็จะเห็นในด้านการเติบโตของการเป็นผู้นำ จากซีซั่นแรกที่ดูเป็นคนอะไรก็ได้ ซึ่งก็รู้ว่าอะไรดีไม่ดีแหละ แต่ถ้ามีเพื่อนที่เรารักทำ เราก็ทำด้วย ต่อให้เป็นเรื่องไม่ดี เราก็ทำเพื่อความอยู่รอดของเรา แต่ว่าพอมาซีซั่น 2 ก็กลายเป็นเจ้าของกิจการ ที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบหลายๆ อย่าง จะต้องดูแลตัวเอง ไม่มีใครที่จะไปพึ่งพาได้แล้ว ต้องมาหาคนร่วมทำสิ่งนี้กับเขา ซึ่งเดียร์ก็ไม่มีใครในชีวิตอ่ะค่ะ มีแค่วินกับเกม แล้วเพิ่มมาก็เป็นพระดล เขาก็เลยไปหาคนที่ยังสามารถเอื้อมมือไปหาได้ เพราะว่าเขาทิ้งอีก 2 คนไปแล้ว ซึ่งการกลับไปมันก็แอบเสียหน้านิดนึง แต่ก็ต้องกลับไปหาคนสุดท้ายที่มีค่ะ
1 / 2
2 / 2
Vogue: การได้กลับมารับบทบาทเดิมอีกครั้งในซีซั่นนี้ มีอะไรที่รู้สึกว่าแตกต่าง หรือท้าทายมากขึ้นในฐานะนักแสดง
ปั๊ป: จะบอกว่าเราเล่นเป็นคาแรกเตอร์คนทั่วไปก็ไม่ใช่อย่างงั้น มันมีความท้าทายว่าเราจะมีลิมิตในการเป็นตัวแสดงอย่างไร ให้ยังอยู่ในคราบของคนที่เพิ่งสึก เพราะฉะนั้นเขาก็จะติดความเป็นพระมาบ้าง แต่ในขณะเดียวกันเขาก็สนุกกับการที่ได้เริ่มใช้ชีวิตของตัวเอง และไม่ต้องกังวลในเรื่องของข้อปฏิบัติที่เขายึดถือ แล้วก็จะเริ่มมีความรู้สึกว่าการใช้ชีวิตทำมาหากิน การหาเงินเพื่อเลี้ยงชีพตัวเอง มันให้ความรู้สึกแบบไหน แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ยังเรียนรู้เรื่องของปรัชญาชีวิต ระหว่างที่เขาสึกออกมาด้วยเหมือนกัน แล้วเขาก็ได้เรียนรู้จากการที่มาอยู่กับเดียร์ว่ามันเป็นยังไง 'แพ้เสียงในหัวเยอะ' (หัวเราะ) การออกเดินทางไปหาเดียร์ ความยากคือตรงนี้นี่ล่ะครับ
แอลลี่: สำหรับเดียร์ หนูแฮปปี้มากนะคะ เพราะตอนที่พี่ๆ เขากำลังพัฒนาบทก็มีการถามหนูว่า คิดว่าเดียร์จะตัดสินใจทำอะไร เหมือนเขาก็ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าเดียร์จะเป็นอย่างไร ซึ่งหนูก็คิดไว้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเดียร์กับพี่ดลจะเป็นยังไง หรือเดียร์ไปอเมริกาแล้วจะเอายังไงต่อกัับชีวิต ก็รู้สึกว่าการที่ได้เห็นเขาเติบโตมันก็สนุกมากๆ แล้วที่สำคัญคือหนูต้องแสดงอารมณ์ใหม่ๆ ออกมา จากซีซั่นแรกที่เป็นผู้ตาม แต่รอบนี้มันในระหว่างที่เขากำลังเอาตัวรอด คือมันต้องมีความชัดเจน ในการดูแลพี่ดลด้วย มีความรู้สึกผิดลึกๆ ในใจ ก็พยายามดูแลแหละ แต่ก็ทำนิสัยเดิมคือ เกาะผลประโยช์นคนๆ นึงอยู่ แต่ถ้าถามว่าแคร์มั้ย ก็แคร์ มันก็เลยยากตรงนี้ด้วยค่ะ มันมีความย้อนแย้งในตัวเองมาก เพราะงั้นหนูรู้สึกว่าเดียร์เป็นคนย้อนแย้งมากๆ
Vogue: มีการเตรียมตัวก่อนข้าฉากยังไงบ้าง
ปั๊ป: จริงๆ ไม่เลยนะ ก็เล่นไปเลย
แอลลี่: หนูไม่ชอบเตรียม หรือคิดอะไรเยอะแยะมากมาย เพราะท้ายที่สุดแล้วหน้างานมันก็ไม่ได้เหมือนตอนอยู่ในห้องซ้อมอะค่ะ อารมณ์ตรงนั้นมันก็จะพาไปเอง มันมีฉากที่ทำให้ทุกอย่างมันมีชีวิตขึ้นมา ก็เลยไม่ค่อยชอบเตรียม หรือท่องบทขนาดนั้นค่ะ
ปั๊ป: ถ้าเตรียมตัวจริงๆ ก็คือเหมือนมานั่งท่องบทแหละเนอะ เหมือนมานั่งคุยกัน เข้าบทกันว่า พูดบทจะผิดเพี้ยนหรือเปล่า แต่พอเข้าฉากแล้วก็ปล่อยตามนั้นเลย
แอลลี่: ตอนแรกเรากังวลกันมากเพราะบทมันยาวมากค่ะ ซีนที่เรากินข้าวอยู่ด้วยกันตรงริมหาด มันเป็นซีนที่ตอนแรกหนูเครียดมาก
ปั๊ป: มันน่ารักแบบกระอ่วนใช้คำนั้นได้มั้ย
แอลลี่: คือมันเป็นซีนที่หนูเครียดมากว่าอารมณ์มันจะต้องเป็นยังไง บทมันก็ยาวมากจะจำได้ไหม คือทั้งคู่พูดไม่หยุดเลยค่ะ แล้วมันต้องเทคไทม์ระหว่างสิ่งที่พูด เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่เราจะพูดง่ายๆ แต่ว่าพอไปถึงตรงนั้นน่ะค่ะ อยู่ดีๆ มันก็ทำได้โดยที่เราไม่ได้ซ้อมอะไรมาเลย เราแค่จำบทมา และก็รู้ว่าตัวละครของเรามันเป็นยังไง ก็เลยออกมาเป็นธรรมชาติมากๆ ค่ะ
1 / 2
2 / 2
Vogue: แชร์ประสบการณ์ในกองถ่ายที่รู้สึกประทับใจ หรือเบื้องหลังที่น่าสนใจ
แอลลี่: จะซีนนึงที่อยู่อีพีสุดท้ายแล้วกันค่ะ ที่ตอนนี้ยังไม่มีใครได้ดู แต่ว่ามันเป็นฉากที่สำคัญมากๆ แล้วก็ประทับใจจริงๆ
ปั๊ป: คือผมว่ามันเป็นเรื่องการเดินทางระหว่างตัวดลกับเดียร์เนี่ย รวมถึงตัวผมเองกับแอลลี่ เหมือนเราก็ค่อยๆ พัฒนาไปด้วยกันทีละนิด มันจริงตรงที่ว่าปกติผมก็ไม่ได้มานั่งกินข้าวอะไรกับแอลลี่ ส่วนใหญ่คุยกับแอลลี่ก็จะคุยเรื่องครอบครัว เรื่องชีวิตเรื่องอะไรเงี้ย ทีนี้พอฉากที่มันต้องมาอยู่ด้วยกันเยอะๆ อย่างฉากกินข้าวนี้ก็น่ารัก ที่เราไปนั่งกินที่ริมทะเล แต่ที่ผมประทับใจก็น่าจะเป็นฉากที่ลงน้ำ ผมว่าแอลลี่เขาไม่ค่อยได้เล่นน้ำทะเล พอเขาลงทะเลแล้วเขาก็เหมือนกลายเงือกสาว อยู่ในทะเลแล้วเขาก็ไม่ยอมออกจากทะเลจนดึกเลย
แอลลี่: แต่ว่าซีนนั้นก็คือน่าประทับใจ เพราะว่าสนุกทั้งๆ ที่มันเป็นซีนที่ซีเรียสมาก แต่เราสนุกแล้วมันตลกด้วยค่ะ เพราะว่าหนูต้องช้อนพี่ปั๊ป (หัวเราะ) และด้วยความที่พี่ปั๊บก็ต้องเล่นเหมือนทำไรไม่เป็น กำลังจะจมแล้ว หนูก็ต้องใช้พลังใช้แรงทั้งหมดที่มีจริงๆ เอาเข่าดันพี่ปั๊บขึ้นมา หนูช้อนเป็นเหมือนเจ้าสาวเลยค่ะ และก็ว่ายน้ำออกไป
ปั๊ป: เราก็แบบเกรงใจอะ
แอลลี่: คือเบื้องหลังมันก็ตลกมากๆ ค่ะ ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ
ปั๊ป: อย่างผมไม่เคย Ice Bathing ก็ได้ลองทำครับสนุกดีครับ
แอลลี่: รู้สึกว่าความสัมพันธ์ของ 2 คนนี้ จากตอนแรกที่ยังไม่ได้ถ่ายซีซั่น 2 แล้วบทซีซั่น 2 ก็ยังไม่มาค่ะ หนูก็กังวลนะว่าความสัมพันธ์มันจะเป็นยังไง เพราะรู้สึกว่ามันมีเส้นบางๆ นิดนึงที่ว่า ถ้าล้ำเส้นไปก็รู้สึกว่ามันพูดยากนิดนึง บวกกับว่าหนูไม่อยากให้เป็นตามที่แบบทุกคนต้องการค่ะ เหมือนทุกคนก็อยากเห็นความสัมพันธ์ที่โรแมนติก แต่ว่าหนูรู้สึกว่าความสัมพันธ์เนี้ยมันจริงใจแล้วก็น่ารักค่ะ ตรงที่ว่าแบบมันไม่ได้มีอะไรโรแมนติก แต่ทั้งสองคนก็แคร์กันปรารถนาดีต่อกันค่ะ
1 / 2
2 / 2
Vogue: การเข้าวัดทำบุญ กับ การเข้าคลาสฮีลใจ (เช่น Sound Bath , Ice Bathing) ที่นิยมในตอนนี้ มีความเหมือน หรือ แตกต่างกันอย่างไร
ปั๊ป: ส่วนตัวผมนะ ผมว่ามันต่างกัน การเข้าทำบุญส่วนตัวผมเองมันเหมือนเราเข้าไปเคารพ ไปไหว้สักการะไม่ได้เชิงทำจิตใจให้สงบ เหมือนเรามองว่ามันเป็นขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรม ไปไหว้พระทำบุญเพราะมันเป็นสิ่งที่เราทำกันมายาวนาน แล้วมันเป็นศิลปวัฒนธรรมของเรา แต่ว่าอย่างคลาสฮีลใจเนี่ย มันคือการกลับเข้าไปคุยกับตัวเองจริงๆ คือมันก็มีในส่วนของการเข้าวัดทำบุญ อย่างบางคนไปปฏิบัติธรรม 10 วัน แต่ว่าอันนั้นมันเป็นอีกโซนหนึ่ง และ มันจะไม่เหมือนกันตรงที่ว่าอย่าง Ice bathing หรือว่าการฟื้นฟูจิตใจเนี่ย มันใช้อุปกรณ์ หรือว่าบรรยากาศตรงนั้น ให้มาสั่นสะเทือนตัวเรา แล้วให้เราเกิดความรู้สึกใหม่ที่เราไม่รู้สึก แล้วเราก็ถึงมีคำถามกับตัวเรา ขณะเดียวกันที่ทางศาสนา หรือว่าทางผู้ปฏิบัติ เราจะต้องปฏิบัติอยู่อย่างนั้นซ้ำๆ จนค่อยๆ ค้นพบ ผมว่ามันคือการใช้จิตใจ และร่างกาย เพื่อมากระตุ้นเคมีทางสมองบางอย่าง มันก็เลยให้ผลที่เหมือนจะใกล้เคียงกันนะแต่ก็ไม่
แอลลี่: สำหรับหนูมันอาจจะแตกต่างกันเพราะว่า ในบ้านเรามันก็เป็นวัฒนธรรมจริงๆ คือคนไทยส่วนมากก็นับถือศาสนาพุทธ บางทีหนูเข้าวัดในช่วงที่ต้องการที่พึ่งทางใจ ต้องการระบายความรู้สึก ความต้องการของตัวเองค่ะ แบบว่าไปไหว้พระหน่อยเหอะ เพราะว่าอยากให้สิ่งเนี้ยประสบความสำเร็จมากเลย หรือไปบนหน่อยอะไรอย่างเงี้ยค่ะ คือหนูไปเพื่อสิ่งนั้น ซึ่งการที่เราไปไหว้มันก็คือเคารพไปด้วย แต่หนูรู้สึกว่าในด้าน Ice bathing หรือคลาสฮีลใจ หนูรู้สึกว่ามันก็ช่วยด้านจิตใจเรา แล้วก็ช่วยให้เราผ่อนคลาย โดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเป็นลำดับขั้นตอนค่ะ เหมือนเราไปแล้วเราก็นอนฟัง แล้วก็นั่งหลับตา ทุกอย่างมีกระบวนการแตกต่างกัน แต่ว่าท้ายที่สุดแล้วก็คือความเชื่อค่ะ เราเข้าไปวัด เพราะเราเชื่อว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะคอยฟังเราอยู่ หรือว่าเราไป Ice bathing เพราะเราเชื่อว่าสิ่งนี้จะทำให้เราสงบมากขึ้น ซึ่งมันก็คือความเชื่อ แค่ในทางเลือกที่แตกต่างกันค่ะ
1 / 2
2 / 2
Vogue: คาดหวังว่าเมื่อคนดูดูซีรีส์ ‘สาธุ 2’ จบแล้ว จะได้รับอะไรจากซีรีส์ของเราบ้าง
ปั๊ป: ได้สติในการที่จะตัดสินใจจะเชื่อ จะทำอะไรสักอย่างนึง ผมคิดว่าคำถามเล็กๆ ที่อยู่ในตัวคน เวลาเราเห็นสื่อ เห็นข่าว หรือแม้กระทั่งตัวเราเองที่เดินเข้าไปอยู่ในสถานการ์ณนั้นเองจริงๆ ผมเชื่อว่าเราอาจจะมีคำถามเล็กๆ ที่คงไม่ได้ไปเพราะความเชื่ออย่างเดียวหรอก ติ่งของมนุษย์อ่ะมันจะต้องมีความสงสัยใคร่รู้อะไรบางอย่าง ผมว่าก็จะได้สติกับเรื่องนี้ แล้วก็อาจจะมีคำถามใหม่ๆ เกิดขึ้นว่า เงินที่เรายอดตู้ไปนี้ อาจจะเห็นเป็นเส้นว่ามันอยู่ตรงไหนอะไรอย่างเงี้ย แต่สุดท้ายแล้วมันก็คือความสนุกแหละ ความสนุกที่เราได้คิดได้ตั้งคำถาม แล้วก็ลองเอามาประกอบใช้กับสิ่งที่ตัวเองเผชิญก็แล้วกันครับ
แอลลี่: หนูว่าได้ความสนุกบันเทิง อาจจะมีความเครียดบ้างนิดหน่อย คือส่วนตัวตอนที่ถ่ายซีนจบอะค่ะ มันเหมือนย้อนเตือนเราอะไรหลายๆ อย่าง คือคนอาจจะคิดว่ามันเป็นแบบซีรีส์เกี่ยวกับศาสนา ถ้าเราไม่ได้เชื่อในศาสนานี้เราอาจจะดูไม่รู้เรื่อง แต่จริงๆ แล้วคือใครๆ ก็ดูได้ มันทำให้หนูฉุกคิดว่าชีวิตนี้มันก็มีอยู่แค่นี้แหละ มันคือการเอาชีวิตรอด ทำเพื่อให้อยู่รอด หรือทำเพื่อความสบายใจของตัวเอง การตัดสินใจของหลายๆ ตัวละครมันทำให้หนูได้วนกลับมามองตัวเอง มองชีวิตตัวเอง ซึ่งหนูก็เลยรู้สึกว่ามันไม่ได้แค่เรื่องศาสนาแล้วอะค่ะ เรื่องเราไม่ได้เกี่ยวกับแค่นั้น คือเราได้เห็นกลุ่มคนที่พยายามใช้ชีวิตให้รอด มองเห็นความตะเกียกตะกาย แล้วมันก็เป็นแรงบันดาลใจประมาณนึง แต่ไม่ได้บอกว่าให้ไปทำตามนะคะ แค่ดูให้รู้ไว้ว่าสมมุติถ้ามีคนแบบนี้บนโลกจะทำยังไงดี
ปั๊ป: ก็จะได้เข้าใจซึ่งกันและกัน ทุกอย่างก็มีมุมของตัวเอง หน้าฉากอาจจะดูร้ายแต่ว่าจริงๆ แล้วมันก็มีต้นเหตุในการร้าย มันมีที่มาที่ไปว่าก่อนหน้านี้มันคืออะไร และเขาค่อนข้างให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องการวางองค์ประกอบศิลป์ นอกจากจะได้อรรถรสแล้วผมว่ามุมมองขององค์ประกอบศิลป์ แล้วก็ความสมจริง บวกกับความสวยงามมันอยู่ในเรื่องนี้หมด ทั้งคุณภาพของดนตรีร่วมสมัย และศิลปวัฒนธรรมที่ให้ความรู้สึกเป็นไทยอะ มันทำให้เราเกิดมิติในการรับชมที่ลึกซึ้งขึ้นได้หลายมุมเลยนะ
ปั๊ป: ผมว่าด้วยความตั้งใจของทีมงาน นักแสดง แล้วก็ผู้กำกับ แล้วก็ในทีมโปรดักชั่นทุกส่วน ค่อนข้างปราณีตมากๆ จนนาทีสุดท้ายที่ต้องแก้ไขเล็กๆ น้อยๆ ถือว่าเป็นการแบบสนับสนุน แล้วก็เชียร์คนทำงานเบื้องหน้าเบื้องหลังด้วยกัน เวลามีผลตอบรับที่ดีอย่างที่ผ่านมา มันก็มีส่วนทำให้ทีมงานแล้วก็ทุกคนอยากจะพัฒนาต่อไป ยังไงก็ขอฝากสนับสนุนซีรีย์ที่คนไทยตั้งใจกำกับนะครับ
สาธุ ซีซั่น 2 | ตัวอย่างอย่างเป็นทางการ | Netflix
ตามไปอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ สาธุ 2 เพิ่มเติมได้ที่ (Netflix Thailand เผยภาพชุดแรกจากซีรี่ส์ ‘สาธุ ๒’ ที่กลับมาเขย่าแรงศรัทธาอีกครั้ง 4 ธันวาคมนี้!)

Netflix Thailand เผยภาพชุดแรกจากซีรี่ส์ ‘สาธุ ๒’ ที่กลับมาเขย่าแรงศรัทธาอีกครั้ง 4 ธันวาคมนี้!
V LOVE TO TALK EP.1 ทอล์กกับ ‘แอลลี่-อชิรญา’ กับเส้นทางศิลปินที่เคยถอดใจไม่อยากเดบิวต์!

สาธุ 2 มาแน่! Netflix ปล่อยภาพเบื้องหลังการอ่านบทของเหล่านักแสดงนำเป็นครั้งแรก


