Vogue Thailand

FASHION

เจาะลึกสไตล์ Soft Vintage พร้อมวิธีแต่งให้เก๋แบบดูไม่แก่

รวมเทคนิคสำหรับคนอยากแต่งตัวย้อนยุคแต่ดูไม่แก่

29 มิถุนายน 2569

หลายคนอาจเข้าใจว่าการแต่งตัวสไตล์วินเทจคือการแต่งตัวเหมือนหลุดออกมาจากยุค 50s, 60s หรือ 70s แบบเป๊ะๆ แต่จริงๆ Soft Vintage กลับแตกต่างออกไป เพราะมันไม่ได้เน้นการจำลองอดีต หากแต่เป็นการหยิบรายละเอียดบางอย่างจากแฟชั่นยุคเก่ามาผสมกับไอเท็มสมัยใหม่  

ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการแมตช์ลุคแนวนี้นี่เองที่ทำให้ Soft Vintage ได้รับความนิยมมากๆ ในช่วงนี้ เพราะเสื้อผ้าสีอ่อน เนื้อผ้าธรรมชาติ ซิลูเอตที่พลิ้วไหว หรือรายละเอียดเล็กๆ อย่างลูกไม้ กระดุมมุก และลายดอกจิ๋ว มันช่วยสร้างลุคที่ดูอบอุ่น โรแมนติก และมีเสน่ห์ ในขณะเดียวกันก็ยังมีความคล่องตัว ไม่เทอะทะ แถมที่สำคัญคือใส่แล้วดูไม่เฉย 

แต่ความท้าทายของการแต่งตัวสไตล์นี้อยู่ตรงที่ หากแมตช์ไม่ดีลุคที่ได้อาจดูแก่เกินไป ดังนั้นวันนี้ผู้เขียนจึงอยากพาส่อง 5 เทคนิคแมตช์ลุค Soft Vintage ที่จะช่วยให้แต่งออกมาแล้วดูเก๋ มีสไตล์ และไม่ดูแก่เกินไปกัน  

 

เริ่มต้นจากโทนสีอ่อนและสีเอิร์ธโทน

หากต้องอธิบาย Soft Vintage ด้วยองค์ประกอบเพียงข้อเดียว ผู้เขียนคงเลือก "สี" เป็นอันดับแรก เพราะปกติ  Soft Vintage มักใช้สีที่ดูนุ่มสบายตา เช่น สีครีม สีเบจ สีขาวงาช้าง สีฟ้าหม่น สีชมพูนมๆ หรือสีน้ำตาลอ่อนๆ สมชื่อลุคซอฟต์ๆ เลย ซึ่งแตกต่างจากแฟชั่นวินเทจบางยุคที่เน้นสีเข้มและลวดลายจัดจ้าน โดยข้อดีของโทนสีเหล่านี้คือช่วยให้ลุคดูละมุนขึ้นทันที และยังแมตช์ง่ายกว่าที่คิด  

วิธีการแต่ง 

  • เลือกเสื้อหรือเดรสในโทนสีอะไรก็ได้ แต่ขอให้มีความอ่่อน ความซอฟต์ 
  • จับคู่กับกางเกงหรือกระโปรงสีเอิร์ธโทนหรือสีอ่่อนๆ เป็นหลัก  

ข้อควรระวัง 

  • หลีกเลี่ยงสีสะท้อนแสงหรือสีสดจัดเกินไป ซึ่งในมุมผู้เขียนสีดำเข้มก็จัดอยู่ในกลุ่มสีที่ดูจัดไปเช่นกัน เมื่ออยู่ในบริบทของลุคแนว Soft Vintage  
  • แม้จะเป็นลุคที่ต้องการความซอฟต์และความละมุน แต่เรื่องความหมองหรือดูจืดเกินไปก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม โดยปัญหานี้อาจจะใช้เครื่องประดับสีเข้ม เช่น สีน้ำตาล สีน้ำเงินช่วยเพิ่มสีสันและกันความหมองก็ได้ 

เลือกเนื้อผ้าที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นธรรมชาติ 

อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ Soft Vintage แตกต่างจากสไตล์แฟชั่นอื่น คือการให้ความสำคัญกับเนื้อสัมผัสของเสื้อผ้า เพราะถ้าเราลองสังเกตแฟชั่นแนวนี้ดูดีๆ จะพบว่ามักมีผ้าลินิน ผ้าฝ้าย ผ้าถัก หรือผ้าที่มีเนื้อสัมผัสเล็กๆ เป็นหลัก เพราะเนื้อผ้าเหล่านี้ช่วยสร้างความรู้สึกอบอุ่นและมีมิติ ในทางกลับกันผ้าที่เงาวาวหรือมีโครงสร้างแข็งหรือมีทรงมากเกินไปอาจทำให้ลุคดูห่างจากความเป็น Soft Vintage ไปหน่อย และอาจจะดูเป็นทางการเกิน 

วิธีการแต่ง 

  • พยายามเลือกเสื้อผ้าที่พลิ้วไหว เบาสบาย เช่น ผ้าลินิน ผ้าฝ้าย แทนผ้าชนิดอื่นๆ ที่มีความอยู่ทรงและเป็นโครงแข็ง   
  • อาจจะเลือกเสื้อผ้าที่มีการแต่งระบายหรือมีดีเทลการปักหรือลูกไม้ร่วมด้วยได้ เพราะจะยิ่งเสริมความน่ารักและดูละมุนให้กับลุคมากขึ้น 
  • ใช้กระเป๋าสานหรือกระเป๋าหนังที่มีผิวสัมผัสธรรมชาติและไม่เป็นทรงเกินไป  

ข้อควรระวัง 

  • นอกจากผ้าที่ยกตัวอย่างไปข้างต้นแล้ว เนื้อผ้าอื่นๆ อย่างผ้าซาตินและผ้าไหมก็เป็นอีกกลุ่มเนื้อผ้าที่สามารถนำมาแมตช์ได้เช่นกัน แต่อาจจะใช้ผ้าดังกล่าวแค่บางไอเท็มในลุคเท่านั้น เพราะถ้าประโคมผ้าซาตินหรือผ้าไหมทั้งหมดอาจจะดูทางการเกินไป 

ไม่ต้องใส่ทุกอย่างพร้อมกัน 

ข้อนี้ผู้เขียนเชื่อว่าน่าจะเป็นจุดที่หลายคนพลาดมากที่สุด เพราะเมื่อได้ยินคำว่าวินเทจ หลายคนมักนึกถึงลูกไม้เยอะๆ โบว์ใหญ่ กระโปรงบานๆ หรือคอปกกว้างๆ แบบคอบัว จนถึงเครื่องประดับย้อนยุค แล้วพยายามใส่ทั้งหมดในลุคเดียว ซึ่งแทนที่จะดูเก๋ แต่มันกลับดูรุงรังและแน่นจนเกินไป ดังนั้น การแต่ง Soft Vintage ให้ดูดีที่ีสุดคือควรเลือกเพียงหนึ่งหรือสององค์ประกอบให้เป็นจุดเด่น แล้วปล่อยให้ส่วนอื่นเรียบง่าย 

วิธีการแต่ง 

  • ถ้าใส่เดรสลายดอกเล็กแล้วลดเครื่องประดับให้น้อยลง 
  • ถ้ารู้สึกว่าไอเท็มอื่นๆ มีความเรียบและเบามากพอแล้ว ก็ควรใช้กระดุมมุกหรือแขนพองๆ เป็นจุดเด่นเพียงจุดเดียว 

ข้อควรระวัง 

  • หลีกเลี่ยงการใช้ลูกไม้ ลายดอก และโบว์พร้อมกันในลุคเดียว 

ผสมไอเท็มโมเดิร์นเข้าไป 

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าหนึ่งในเหตุผลที่ Soft Vintage ได้รับความนิยมมากกว่าสไตล์วินเทจแบบดั้งเดิมก็เพราะมันไม่ยึดติดกับความวินเทจมากจนเกินไป ดังนั้น ข้อนี้ผู้เขียนจึงอยากเน้นให้ใครที่กำลังจะเริ่มแต่งลุคนี้เป็นครั้งแรก ลองผสมผสานระหว่างความเก่ากับความใหม่ในลุคด้วย เช่น เสื้อเบลาส์วินเทจกับกางเกงยีนส์ทรงตรง หรือเดรสลายดอกกับสนีกเกอร์สีขาว เพราะการเติมไอเท็มโมเดิร์นๆ เข้าไปจะช่วยให้ลุคดูสดใหม่และใส่ง่ายขึ้น 

วิธีการแต่ง 

  • จับคู่เสื้อสไตล์วินเทจกับเดนิมทรงโมเดิร์น 
  • ใส่เดรสหวานๆ กับรองเท้าหนังทรงเรียบ 
  • ใช้กระเป๋าทรงมินิมัลแทนกระเป๋าย้อนยุค 
  • เพิ่มแว่นกันแดดดีไซน์โมเดิร์นเพื่อบาลานซ์ลุค 

ข้อควรระวัง 

  • แม้จะผสมไอเท็มที่โมเดิร์นได้ แต่ก็ไม่ควรมากเกินไปจนทำให้กลิ่นอายความวินเทจหายไป  

ใส่ใจเรื่องทรงผมและเครื่องประดับ 

แม้เสื้อผ้าจะเป็นส่วนสำคัญ แต่รายละเอียดเล็กๆ อย่างทรงผมและเครื่องประดับก็ถือเป็นสิ่งที่ทำให้ Soft Vintage สมบูรณ์ขึ้นได้เช่นกัน เพราะผู้เขียนสังเกตว่าลุคแนวนี้มักไม่เน้นความเป๊ะจนเกินไป แต่จะมีความเป็นธรรมชาติอยู่เสมอ ดังนั้นทรงผมที่ดูไม่ตั้งใจมาก ไม่ว่าจะเป็นผมลอนอ่อนๆ ผมหางม้าหลวมๆ ทรงมัดผมครึ่งหัว หรือการติดโบว์ผ้าเล็กๆ ก็จะเข้ากว่าการทำผมแบบรวบตึงแบบ Sleek Look  

ขณะเดียวกันในส่วนของเครื่องประดับก็ควรเป็นชิ้นที่ดูคลาสสิกมากกว่าหวือหวาหรือดูกราฟิกแบบสไตล์โมเดิร์นจนเกินไป เพราะแม้ว่ารายละเอียดเหล่านี้อาจดูเล็กน้อย แต่เป็นสิ่งที่ช่วยเติมเสน่ห์ให้ลุคดูสมบูรณ์ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 

วิธีแต่ง 

  • ลองม้วนผมลอนคลายๆ แบบธรรมชาติ หรืออาจจะลดการจัดแต่งทรงผมลงกว่าปกติ  
  • ใช้กิ๊บหรือโบว์ผ้าสีอ่อนมาเสริมความละมุน 
  • เลือกต่างหูมุกหรือเครื่องประดับสีทองเรียบๆ ดีกว่าสีเงินที่มีความโมเดิร์น ทั้งนี้อาจเลเยอร์ทั้งสองสีได้ เพื่อสร้างความสมดุล 

ข้อควรระวัง 

  • หลีกเลี่ยงเครื่องประดับชิ้นใหญ่หรือโลโก้เด่นเกินไป 

ก็จบไปแล้วกับ 5 สเต็ปง่ายๆ ที่เชื่อว่ามือใหม่หัดแต่งลุคนี้น่าจะทำตามกันได้ ทั้งนี้ ผู้เขียนย้ำเสมอในทุกครั้งที่แนะนำวิธีแต่งตัวในหลายๆ บทความก็คือขอให้ผู้อ่านใช้สเต็ปเหล่านี้เป็นไกด์ไลน์เริ่มต้นเท่านั้น แต่ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับเสมอไป เพราะสุดท้ายแล้วคนที่สวมใส่และก้าวออกจากบ้านด้วยลุคเหล่านี้คือผู้อ่านเอง ดังนั้น ผู้อ่านควรเป็นคนที่มั่นใจและรู้สึกดีกับลุคที่แมตช์มากที่สุด ซึ่งต่อให้มันจะไม่ตรงกับสเต็ปที่ผู้เขียนระบุไว้ให้่ แต่ตราบใดที่ผู้อ่านชอบและสบายใจกับลุคนั้นๆ นั่นแหละคือสิ่งที่คอมพลีตลุคได้ดีที่สุด