ในวันที่ความสัมพันธ์เดินหน้าเร็วกว่าที่ผ่านมา คำว่า Situationship ดูเหมือนจะเป็นคำศัพท์ที่อธิบายความสัมพันธ์ของคนยุคนี้ได้อย่างตรงไปตรงมา คำนี้คือการเรียกความสัมพันธ์ที่มีความใกล้ชิด มีความรู้สึก หรืออาจเลยเถิดไปถึงความสัมพันธ์ทางกาย แต่กลับไม่มีการตกลงสถานะหรือความคาดหวังที่ชัดเจน ต่างจากการคบกันแบบคู่รักที่มีกรอบความสัมพันธ์เป็นหลักเป็นฐาน สิ่งที่น่าสนใจคือมันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคนไม่ต้องการความรักเสมอไป แต่อาจเกิดจากการที่คนจำนวนมากต้องการความใกล้ชิด โดยไม่อยากแบกรับความคาดหวังและความรับผิดชอบของการเป็นคู่รักก็เป็นได้
จริงๆ ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าโซเชียลมิเดียและแอปพลิเคชั่นหาคู่เดตเปลี่ยนวิธีในการเริ่มต้นและการรักษาความสัมพันธ์ไปไม่น้อย การมีคนให้เลือกมากขึ้นทำให้การตัดสินใจดูเหมือนง่ายขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้เรารู้สึกว่าความสัมพันธ์ยังมีทางเลือกอื่นอยู่อีกเยอะ งานวิจัยพบว่าการมีตัวเลือกคู่เดตจำนวนมากสัมพันธ์กับ fear of being single และ choice overload ขณะที่การใช้แอปเดตที่มากเกินไปสัมพันธ์กับการเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นและความกังวลเรื่องการเป็นโสด เมื่อการคุยกันกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ความสัมพันธ์หนึ่งจึงไม่จำเป็นต้องถูกตัดสินใจให้ชัดเจนภายในระยะเวลาอันสั้นอีกต่อไป

เครดิตภาพ: Pexel/ Serkan Atay
ขณะที่ปัจจัยหลายๆ อย่างในชีวิตจริงก็ไม่ได้เอื้อให้คนยุคนี้รู้สึกอยากผูกมัดตัวเอง ทั้งเรื่องงาน รายได้ ค่าครองชีพ ไปจนถึงความไม่แน่นอนของอนาคต ล้วนทำให้การวางแผนชีวิตระยะยาวมีความซับซ้อนขึ้น ความสัมพันธ์จึงอาจกลายเป็นพื้นที่สำหรับเติมเต็มความเหงา ให้ความอบอุ่น หรือมีใครสักคนในวันที่เหนื่อย โดยไม่จำเป็นต้องไปถึงขั้นแชร์อนาคตร่วมกัน บางคนไม่ได้ไม่ต้องการความรักนะ แต่แค่ต้องเป็นความรักในขอบข่ายที่ตัวเองยังรู้สึกว่าควบคุมได้ และ Situationship ก็อาจตอบโจทย์นั้นได้แบบพอดิบพอดีในช่วงหนึ่งของชีวิต
แต่คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ ถ้าความสัมพันธ์แบบนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แล้วทำไมบางคนถึงยังดาหน้าเข้าหาทั้งๆ ที่เห็นว่าหลายครั้งมันก็ดูจะธงแดงอยู่เหมือนกัน มันก็อาจอธิบายผ่านแนวคิดเรื่อง attachment ได้ โดยเฉพาะ attachment anxiety ที่เกี่ยวข้องกับความต้องการความมั่นใจและการได้รับการยืนยันจากใครอีกคน งานวิจัยพบว่าความไม่มั่นคงด้าน attachment มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมบางอย่างบนโซเชียลมิเดีย โดยเกิดขึ้นจากความกังวลในความสัมพันธ์ การกลัวการถูกปฏิเสธ และเรื่องของ insecurity ในจิตใจ

เครดิตภาพ: Pexel/ Katerina Holmes
บางทีสิ่งที่ทำให้เราวิ่งเข้าหาความสัมพันธ์แบบนี้อาจเป็นเพราะ เราให้ความหมายใหม่เพื่อความสบายใจของตัวเอง อย่างคนที่ตอบช้ากลายเป็น “เขาแค่ยุ่ง” คนที่ไม่ยอมเรียกเราว่าแฟนกลายเป็น “เขาแค่ต้องการความมั่นใจ” ส่วนความสัมพันธ์ที่ไม่เคยพัฒนาไปไหนก็ถูกปลอบด้วยความคิดที่ว่า “เดี๋ยวเขาก็คงชัดเจนขึ้นแหละ” หลายครั้งเราไม่ได้ติดอยู่กับคนคนหนึ่งเท่านั้น แต่กลับติดอยู่กับความเป็นไปได้ว่า คนคนนั้นจะกลายเป็นคนที่เราคาดหวัง
ท้ายที่สุด Situationship มันก็สะท้อนวิธีที่คนยุคนี้กำลังพยายามจัดการกับความต้องการสองอย่างที่ขัดแย้งกัน คือการที่เราอยากมีใครสักคนมาดูแลจิตใจ แต่ก็อยากรักษาอิสระของตัวเองเอาไว้ในขณะเดียวกัน หรือจะเป็นการอยากได้รับความรักนะ แต่ก็ไม่อยากเสี่ยงกับความเจ็บปวดจากการผูกพัน และอยากรู้ว่าอีกฝ่ายเลือกเราแหละ แต่ตัวเองก็ยังไม่อยากปิดประตูใส่ความเป็นไปได้อื่นๆ บางที Situationship อาจไม่ได้เป็นเครื่องวัดว่าดีหรือไม่ดีก็ได้ มันอาจอยู่ที่ว่าในตอนนี้ความสัมพันธ์แบบไหนเหมาะกับชีวิตของเราจริงๆ การคบแบบจริงจังเพื่อต่อยอดไปสู่การสร้างครอบครัว หรือการยั้งไว้ที่แค่ความสัมพันธ์แบบครึ่งๆ กลางๆ เพราะเรากลัวว่าถ้าขอความชัดเจนไป อาจต้องเสียคนคนนี้ไปในที่สุด

รวมลิสต์หนังโรแมนติกทริลเลอร์ เมื่อคำว่า 'รัก' กลายเป็นยาพิษที่ทำลายความสัมพันธ์

ปรากฏการณ์ “Men who yearn” เมื่อผู้หญิงโหยหาความสัมพันธ์แบบผู้ชายคลั่งรักเหมือนในซีรีส์จีน

ว่าด้วยเรื่องของความสัมพันธ์ผ่าน 5 สถานะที่ชวนตั้งคำถามว่า ‘เรื่องของเราเป็นอย่างไร’

.webp)
