ซีรีส์

LIFESTYLE

กระแส BookTok กับความฉลาดในการสร้างซีรีส์ของค่าย Prime Video

Prime Video กับจุดยืนในการสร้างซีรีส์ที่เล่นล้อไปกับกระแสของโลกหนังสือนวนิยาย

09 ตุลาคม 2569

เราอาจจะได้ยินคำว่า BookTok ผ่านหูจากการไถติ๊กต๊อกมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจมันจริงๆ เท่าไหร่ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วนี่คือปรากฏการณ์และคอมมูนิตี้ที่จริงจังและสร้างเม็ดเงินได้อย่างมหาศาล คำว่า BookTok คือการรวมกันระหว่าง Book และ TikTok ซึ่งหมายถึงกลุ่มคนบนติ๊กต๊อกที่ทำคอนเทนต์เกี่ยวกับหนังสือ ทั้งรีวิว แนะนำ แชร์รีแอคชั่น แชร์โคว้ต หรือแม้แต่วิจารณ์เนื้อเรื่อง ความสำคัญของ BookTok ไม่ได้ทำหน้าที่แค่รีวิวหนังสือเท่านั้นแต่มันสามารถสร้างกระแสให้หนังสือเก่ากลับมาขายดี ทั้งช่วยให้นักเขียนหน้าใหม่ได้มียอดขายแบบเทน้ำ หรือกระทั่งผลักดันให้เกิดการสร้างซีรีส์และภาพยนตร์ด้วยซ้ำไป

 

BookTok ในตอนนี้กลายมาเป็นระบบค้นหา IP หลักๆ ของวงการบันเทิง เมื่อก่อนค่ายหนังหรือสตรีมมิงอาจดูจากยอดขายหนังสือว่าเรื่องไหนที่มีศักยภาพในการผลักให้ไปสู่หน้าจอโทรทัศน์ แต่กระแส BookTok ให้ในสิ่งที่ยอดขายบอกไม่ได้ นั่นคือกระแสว่าคนดูอินกับเรื่องนี้มากแค่ไหน ตอนนี้ #BookTok มีโพสต์ 75–80 ล้านโพสต์ทั่วโลก และอุตสาหกรรมทีวีก็เริ่มใช้แหล่งนี้เป็นตัวชี้ว่าหนังสือเล่มไหนมีศักยภาพในการนำไปสร้างเป็นซีรีส์ได้บ้าง BookTok ไม่ได้ขายแค่หนังสือหรือช่วยให้นักแต่งหน้าใหม่เป็นที่รู้จัก แต่มันช่วยฮอลลีวู้ดในการหาเรื่องที่จะนำมาต่อยอดทำเป็นซีรีส์ และค่าย Prime Video ดูเหมือนจะเข้าใจเรื่องนี้เร็วมากกว่าใคร เพราะเขารู้ว่ามันไม่ได้ซื้อแค่หนังสือ แต่ซื้อแฟนดอมกลับมาได้จำนวนมหาศาล

ตัวอย่างที่ชัดที่สุดเลยต้องยกให้ The Summer I Turned Pretty ของ Prime Video ที่รายงานว่าซีซั่น 3 มีผู้ชมทั่วโลก 70 ล้านคนในช่วง 70 วันแรก และมี 915 ล้าน social engagements ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดของซีรีส์ Prime Video ตามข้อมูลของค่ายเอง ทำให้เห็นชัดเลยว่าตัวซีรีส์ไม่ได้สร้างแค่คนดู แต่สร้างการพูดคุยบนโลกออนไลน์ แบ่งทีมกันเชียร์ระหว่าง #TeamConrad และ #TeamJeremiah ยังทำให้ตัวหนังสือได้กลับมารับความสนใจเพิ่มมากขึ้น และเพลงที่ใช้ประกอบซีรีส์เองที่ก็กลับมาไวรัลอีกครั้ง โดยส่วนมากก็ใช้ลิขสิทธิ์ของศิลปินตัวแม่อย่าง Taylor Swift ด้วยค่ายต้องการสร้างฐานแฟนคลับจำนวนมากและพยายามดึงเอาแฟนสวิฟตี้มาช่วยกันปั่นกระแสด้วยนั่นเอง

นอกจากซีรีส์เรื่องหลักที่สร้างรายได้มหาศาลแล้ว ยังมีซีรีส์ Maxton Hall ที่ใช้ภาษาเยอรมันเป็นภาษาต้นฉบับในการผลิตและเขียน แต่เนื้อเรื่องทั้งหมดกลับมีฉากหลังเกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษแทน แม้คนจะงงงวยกับเรื่องของภาษาอยู่บ้างแต่แฟนๆ ส่วนมากก็ให้อภัยเพราะเนื้อเรื่องทำออกมาได้ดี และเคมีพระนางก็ยิ่งส่งให้น่าติดตามมากยิ่งขึ้น และล่าสุดที่เพิ่งจบไปอย่างซีรีส์ Off Campus เองก็สร้างแรงกระเพื่อมไม่น้อย เพราะว่าเนื้อเรื่องนอกจากโฟกัสที่รักวัยใสระดับมหาวิทยาลัยระหว่างนักศึกษาสาวเอกดนตรีกับหนุ่มนักกีฬาฮอกกี้ตัวท็อปแล้ว ยังมีเรื่องของปมปัญหาชีวิตที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นด้วย ตามมาด้วยระยะเวลาไล่เลี่ยกันกับซีรีส์เรื่อง Every Year After ที่เล่นแง่กับสไตล์ความรักแบบ Friends to Lovers และ Second Chance หรือจะเรียกว่า Right Person, Wrong Time ก็ได้ ซึ่งซีรีส์ทั้งสามเรื่องนี้เองในตอนนี้ก็กำลังอยู่ในช่วงการถ่ายทำซีซั่นต่อไปแล้วเรียบร้อย

Prime Video ไม่ได้หยุดที่แค่การสร้างซีรีส์หรือหนังโรแมนซ์เท่านั้น แต่กำลังสร้าง BookTok pipeline ขึ้นมาอีกหลายแบบไม่่ว่าจะเป็นเรื่อง Boys of Tommen ที่เน้นเรื่อง YA romance หรือจะเป็นซีรีส์ We Were Liars ที่ให้คำจำกัดว่าเป็นแนวลึกลับ หรือเรื่องดังสุดมันส์อย่าง Reacher ก็เป็นแนวแอคชั่นลุ้นระทึก ส่วน The Boys เองก็เป็นซูเปอร์ฮีโร่สุดห่ามที่ใครๆ ก็ชื่นชอบ และที่สำคัญคือค่ายระบุชัดเจนว่ากำลังพัฒนาซีรีส์ Fourth Wing แนวโรแมนติกแฟนตาซีขี่มังกรของผู้แต่ง Rebecca Yarros ซึ่งเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ใหญ่ที่สุดของวงการ BookTok โดยตรง และข่าวการสร้างซีรีส์เรื่องนี้ยังได้รับการพูดถึงบนโลกโซเชียลได้อีกเป็นหมื่นๆ โพสต์

ดังนั้น Prime Video ไม่ได้จบแค่การสร้างซีรีส์จากหนังสือ แต่เขาสร้างระบบนิเวศน์รอบ IP ขึ้นมาเป็นวงโคจร จากหนังสือ สู่การสร้างคอมมูนิตี้ BookTok สู่การเกิดแฟนดอม ย้อนกลับไปให้หนังสือและผู้แต่งเป็นที่รู้จัก นำไปสู่การสร้างซีรีส์หรือภาพยนตร์ และวนกลับมาที่ฐานคนดูอีกครั้ง ชี้ชัดเลยว่าค่ายเองเข้าใจว่า BookTok ไม่ใช่ประเภทหรือแค่แฮชแทค แต่เป็นพฤติกรรมของฐานคนดูที่น่าสนใจ สำนักข่าวบันเทิง TheWrap ยังรายงานว่าค่ายมีทีม IP ที่ทำงานใกล้ชิดกับวงการหนังสือและมองหา BookTok hits เพื่อนำมาพัฒนาเป็น screen adaptations โดยเฉพาะเลยด้วยซ้ำ

 

และนี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม Prime Video ถึงมีกึ๋นในการวางตัวที่น่าสนใจมาก เพราะถ้า Netflix เก่งเรื่องการสร้าง cultural phenomenon จาก original content ได้แล้ว ตัว Prime Video ก็เก่งเรื่องการหาสิ่งที่คนรักอยู่แล้ว แล้วเปลี่ยนมันให้กลายเป็น cultural phenomenon ได้อย่างชาญฉลาดนั่นเอง

 

ภาพปก : Courtesy of @primevideo