Pursuit of Jade

LIFESTYLE

ซีรีย์จบแต่คนไม่จบ! เฉาะซีรีย์จีนย้อนยุค Pursuit of Jade ครบทุกองค์ประกอบที่น่าสนใจ

พาแกะทุกองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ Pursuit of Jade กลายมาเป็นซีรีย์จีนย้อนยุคที่ดังที่สุดในตอน

31 พฤษภาคม 2569

ตอนนี้ไม่ว่าจะเข้าโซเชียลมิเดียแพลตฟอร์มไหน ทุกคนต่างก็พูดถึงตัวละคร “อู่อันโหว เซี่ยเจิง” กันให้แซ่ด เพราะเขาคือพระเอกจากซีรีย์จีนย้อนยุคเรื่องดังอย่าง Pursuit of Jade หรือในชื่อภาษาไทยคือ “ล่าหยก” นั่นเอง ตัวละครนี้รับบทโดย “จางหลิงเฮ่อ” ที่กำลังมาแรงสุดๆ กับนางเอกตาสวยตัวจิ๋วอย่าง “เถียนซีเว่ย” ที่รับบทเป็น “ฝานฉางอวี้” เรื่องราวเล่าเกี่ยวกับการเจอกันของพระนางผ่านเหตุการณ์ไม่คาดฝันในเมืองอันห่างไกล ฝานฉางอวี้ช่วยชีวิตอู่อันโหวเซี่ยเจิงจากบาดแผลและความตาย ในขณะที่เขาเองก็ต้องปกปิดฐานะที่แท้จริงเพื่อรอวันแก้แค้นเหล่าขุนนางโฉดในพระราชสำนัก สายสัมพันธ์ก่อตัวขึ้นก่อนนำไปสู่ความวุ่นวายและสงครามระดับประเทศ ทั้งเธอและเขาจึงต้องลุกขึ้นมาปกป้องและทวงคืนความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น

ซีรีย์จีนย้อนยุคเรื่องนี้เรียกว่าเป็นการสร้างปรากฏการณ์ของวงการบันเทิงฝั่งประเทศจีนเลยก็ว่าได้ เพราะเมื่อก่อนฐานแฟนคลับคนไทยมักจะเลือกชมซีรีย์เกาหลีใต้เป็นอันดับแรก แต่ตอนนี้การมาของซีรีย์ล่าหยกนับเป็นการกวักมือเรียกกลุ่มแฟนคลับเข้าสู่ด้อมจีนอย่างเป็นทางการ และยังช่วยเปิดโอกาสให้ซีรีย์จีนเรื่องอื่นๆ ได้กลับมาอยู่ในกระแสอีกครั้งด้วยเหมือนกัน บทความนี้เราจะพามาเฉาะองค์ประกอบสำคัญของซีรีย์เรื่องนี้กัน ว่าเพราะอะไรถึงได้มีกระแสไม่หยุด แม้จะจบไปสักพักใหญ่แล้วก็ตาม

Article

Image Credit: iQIYI Original

พล็อตเรื่องและการดำเนินสตอรี่

องค์ประกอบแรกเราขอพูดถึงพล็อตเรื่องก่อน แม้ตัวเนื้อเรื่องดูจะไม่ได้มีความซับซ้อนอะไรมากนักแต่ก็แตกแขนงปัญหาได้ครอบคลุม เส้นเรื่องหลักเกี่ยวข้องกับการแก่งแย่งชิงอำนาจของเหล่าขุนนางในพระราชสำนัก โดยมีพระเอกของเราเป็นหมากตัวสำคัญในการเดินเกม เส้นเรื่องที่สำคัญตามมาคือการค้นพบตัวตนและความสำคัญที่แท้จริงของคาแรกเตอร์นางเอก ตามมาด้วยเรื่องย่อยๆ อย่างการเอารัดเอาเปรียบและความไม่สงบสุขของบ้านเมือง 

ในจังหวะการดำเนินเรื่องนั้นผู้กำกับ “เจิงชิ่งเจี๋ย” ก็จะพาเราค่อยๆ สางสาวปัญหาออกไปทีละเส้นๆ บวกกับจำนวน 40 ตอนทำให้การเล่าเรื่องมีความค่อยเป็นค่อยไป ชวนให้คนดูรู้สึกผูกพันและยังได้เห็นพัฒนาการของตัวละครน้อยใหญ่ทั้งหมด แต่เราก็แอบรู้สึกว่าโปรดักชั่นควรจะเน้นเรื่องการต่อสู้และการออกรบมากกว่านี้อีกสักนิด เพื่อความสมจริงที่มันมากขึ้น อีกส่วนหนึ่งที่เราชอบมากคือวิธีการเล่าเรื่องของเขา ที่เน้นหนักไปที่เรื่องของความรู้สึก ความผูกพัน หรือถ้อยคำที่ใช้ในการพูดคุย มันดูธรรมชาติ ละเมียดละไม และยังเก็บดีเทลอื่นๆ ได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ

องค์ประกอบแสง สี และเพลง

ผู้กำกับเจิงชิ่งเจี๋ยไม่เพียงเข้าใจลำดับภาพ ฉาก และการเล่าเรื่องเท่านั้น สิ่งที่เขาทำได้ดีมากคือการจับแสงสีของเรื่องที่ทำได้แบบละมุนละม่อมมีความโรแมนติก เขาเลือกใช้วอร์มไลต์เน้นสะท้อนคาแรกเตอร์ของนางเอกที่อบอุ่นและมีชีวิตชีวา ในขณะที่บลูไลต์สะท้อนคาแรกเตอร์ของพระเอกที่เย็นชาไร้หัวใจ ไปจนถึงฉากในหมู่บ้าน พระราชวัง หรือที่พักต่างๆ ก็มีการใช้แสงหรือโทนสีที่ให้ความรู้สึกแตกต่างกัน อาจเพราะส่วนมากโลเคชั่นที่ใช้ถ่ายทำมักจะเกิดขึ้นในสตูดิโอขนาดใหญ่ ทำให้จัดแสงสีได้ค่อนข้างง่ายกว่าการถ่ายทำโลเคชั่นด้านนอก ยังรวมไปถึงจังหวะการใช้เทคนิคสโลโมชั่นและการใช้เอฟเฟกต์ลมพัด เพื่อเสริมการโฟกัสของเหล่าตัวละคร นอกจากนี้แล้วเพลงประกอบซีรีย์เองก็ยังช่วยสร้างมู้ดโทนและสถานการณ์ในแต่ละตอนให้ออกมาได้อย่างกลมกล่อมอีกด้วย

 

เมกอัพและคอสตูม

อีกหนึ่งองค์ประกอบที่เราอยากพูดถึงคือเรื่องของการแต่งหน้า คอสตูม และวิชชวลเอฟเฟกต์ต่างๆ ซีรีย์เรื่องนี้นับว่าทำออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ เราชอบการแต่งหน้าที่ไม่เยอะจนต้องดูสมบูรณ์แบบ ที่เห็นได้ชัดๆ คือในช่วงหน้าหนาวของเรื่อง เมกอัพของตัวนางเอกมักจะถูกเพิ่มสีสันอมแดงบนพวงแก้มเล็กน้อย เพื่อสื่อถึงความหนาวของเกล็ดหิมะที่กัดลงบนผิวแก้มเย็นๆ ของตัวละครฝานฉางอวี้ ทำให้ผิวแก้มของเธอมีสีบ่มแดงน้อยๆ หรือจำพวกรอยบาดแผลต่างๆ จากการสู้รบก็ทำออกมาได้ดีเช่นกัน ส่วนคอสตูมเองเราคิดว่ากินขาด ทีมงานมีความเข้าใจในการแบ่งแยกเนื้อผ้า ประเภทชุดหรือแอ็กเซสเซอรี่ต่างๆ ที่ช่วยเสริมตัวละครแต่ละตัวให้ดูสมจริงมากยิ่งขึ้น

 

เคมีของพระนาง และการแสดง

สำหรับองค์ประกอบสุดท้ายปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคือเรื่องเคมีของพระนางที่เป็นส่วนสำคัญแทบจะที่สุดที่ยึดฐานคนดูให้เหนียวแน่น เรื่องนี้เป็นการประกบคู่กันครั้งแรกของจางหลิงเฮ่อและเถียนซีเว่ยที่ทำออกมาได้อย่างลงตัว ทั้งคู่ต่างถ่ายทอดบทบาทของตัวละครออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ยิ่งบวกกับการแสดงที่เป็นธรรมชาติทั้งสีหน้า แววตา หรือแม้แต่ท่าทางเล็กน้อย ยิ่งซื้อใจคนดูได้อยู่หมัด แต่สิ่งหนึ่งที่เราชื่นชมมากๆ จากการเห็นผ่านเบื้องหลังการถ่ายทำ คือการมีส่วนร่วมออกความเห็นของคนทั้งคู่ในเรื่องท่าทาง จังหวะการแสดง มุมกล้อง หรือบทต่างๆ เพราะเราคิดว่ามันคือความเข้าใจที่มาจากการศึกษาบทบาทนั้นๆ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงการทำงานที่ทุ่มเทและตั้งใจเพื่อตัวละครจริงๆ ถึงขนาดแฟนๆ แซวกันให้แซ่ดว่าจางหลิงเฮ่อน่ะเป็นหนุ่มโรแมนติกตัวพ่อเลยล่ะ

 

แน่นอนว่าแม้ตอนนี้ซีรีย์ล่าหยกจะจบลงไปแล้วแต่แฟนๆ คนไหนที่ยังคงคิดถึงหรืออยากวนกลับไปดูอีกครั้งก็สามารถติดตามกันได้ที่สตรีมมิ่งแพลตฟอร์มอย่าง iQIYI, Netflix และ WeTV ส่วนใครอยากติดตามการแสดงของทั้งคู่ ตอนนี้จางหลิงเฮ่อเองกำลังจะมีซีรีย์เรื่องใหม่เข้าฉายเรื่อง Overdo ส่วนผลงานเรื่องต่อไปของเถียนซีเว่ยที่จ่อคิวเร็วๆ นี้เช่นกันคือ Transfer Gold Hairpin