บรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองของงานประกาศรางวัลออสการ์ครั้งที่ 98 เต็มไปด้วยความชื่นมื่นของเหล่าผู้ชนะรางวัล หรือความยินดีที่ผู้ชมส่งต่อให้กับผู้ชนะบนเวที แม้กระทั่งเหล่าผู้ประกาศหลายคนรางวัลก็เป็นบุคคลที่เคยคว้ารางวัลจากปีก่อน ฉากหน้าของงานครั้งนี้จึงเต็มไปด้วยพลังงานเชิงบวก แต่สำหรับบางคนออสการ์ครั้งนี้ถือเป็นความชอกช้ำแบบสุดกู่ เพราะไม่เพียงแต่ไม่ชนะรางวัลจากการเข้าชิง แต่บางคนมีประเด็นดราม่าจนถูกกล่าวถึงตลอดทั้งงาน หรือบางคนทำสถิติแพ้แล้วแพ้อีกจนหมดหวังชนะ ติดตามกันว่าจะมีโมเมนต์ไหนของใครที่ทำให้นิยามคำว่า “ออสการ์แห่งความชอกช้ำ” ชัดเจนอย่างยิ่ง

- TIMOTHÉE CHALAMET OPERA & BALLET REACTION
“ทำตัวเองแท้ๆ” เชื่อว่าหลายคนอาจคิดในใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์พลาดรางวัลของ Timothée Chalamet นักแสดงหนุ่มที่ขึ้นหิ้งเต็งจ๋าสำหรับสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม แต่เมื่อโมเมนต์สำคัญ Michael B. Jordan ผงาดคว้ารางวัลสาขานี้ไปได้สำเร็จจากผลงานเรื่อง Sinners แน่นอนว่าผู้ชนะรางวัลโดดเด่นจากบทบาทการแสดงและเป็นอีกหนึ่งตัวเต็ง แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้านักแสดงนำจากเรื่อง Marty Supreme ไม่ไปพลาดท่าสร้างโมเมนต์ไวรัลเชิงลบเสียก่อนอะไรจะเกิดขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ทิโมธีออกรายการสัมภาษณ์พร้อมอ้างอิงถึงวงการโอเปร่าและบัลเลต์ในเชิงลบ จนกลายเป็นประเด็นเดือดที่คนต่างวิพากษ์วิจารณ์ค่าเขาด้อยค่าศิลปะแขนงอื่นอย่างโจ่งแจ้ง บ้างก็ว่าเป็นการหยอกล้อ บ้างก็ว่าเขาพูดไม่ทันคิด หรือบ้างก็ว่าเขาใช้ข้อความเหล่านั้นเสียดสี ทว่ามันกลายเป็นดาบทิ่มแทงตัวเองอย่างเต็มที่ มันอาจส่งให้เขาพลาดรางวัลสำคัญของชีวิต นอกจากนี้ยังโดนแซวด้วยมุกตลกบนเวทีอย่างขำขัน Conan O’Brien กล่าวบนเวทีว่า “คืนนี้มาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดมาก ผมได้ยินมาว่ามีความกังวลเกี่ยวกับการโจมตีจากทั้งฝั่งวงการโอเปร่าและบัลเลต์” คำกล่าวนี้ชี้ชัดว่าพาดพิงถึงทิโมธี และเขาจะต้องเก็บบทเรียนนี้ไปตลอดชีวิต ถึงขั้นที่มีคำกล่าวพาดพิงเชิงเสียดสีว่า “ทิโมธีเป็นตัวอย่างที่ว่าทำอย่างไรให้พลาดออสการ์ภายในระยะเวลาเพียง 10 วัน”

- DIANE WARREN ‘THE HEARTBROKEN NOMINEE’
สำหรับการเข้าชิงรางวัลออสการ์หลายคนอาจจะมองว่าเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มากแล้ว แต่สำหรับบางคนที่เข้าชิงมาอย่างยาวนานและพลาดทุกครั้งอาจเจ็บปวด หรือไม่ก็ชินชาไปแล้ว Diane Warren ศิลปินหญิงผู้คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมบันเทิงมาอย่างยาวนาน เส้นทางการชิงรางวัลออสการ์สาขาเพลงประกอบยอดเยี่ยมของเธอเริ่มตั้งแต่ปี 1987 กับผลงาน “Nothing’s Gonna Stop Us Now” จากภาพยนตร์เรื่อง Mannequin ก่อนจะค่อยๆ มีชื่อโผล่เข้ามาชิงรางวัลจากทั้งผลงาน “Because You Loved Me” ขับร้องโดย Celine Dion จากภาพยนตร์เรื่อง Up Close & Personal ในปี 1996 และยังมีผลงานเลื่องชื่อมากมายทั้ง “I Don’t Want to Miss a Thing” โดย Aerosmith จากภาพยนตร์ Armageddon ในปี 1998 หรือจะเป็น “There You’ll Be” โดย Faith Hill ประกอบภาพยนตร์เรื่อง Pearl Harbor ในปี 2001 นับตั้งแต่ที่เข้าชิงจนถึงปัจจุบันไดแดนเขียนเพลงและชิงรางวัลออสการ์มามากถึง 17 ครั้ง อ่านไม่ผิด 17 ครั้ง! แต่เชื่อไหมว่าเธอพลาดทุกครั้ง ซึ่งเธอกล่าวว่าหลังจากเข้าชิงบ่อยมากขึ้นก็เตรียมโพยสำหรับการกล่าวเมื่อรับรางวัลมาโดยตลอด แต่ไม่เคยได้ขึ้นเวทีกล่าวสุนทรพจน์เลยแม้แต่ครั้งเดียว รางวัลเดียวจากเวทีออสการ์คือรางวัลกิตติมศักดิ์เมื่อปี 2022 ด้วยเหตุผลเรื่องแพสชั่นและความทุ่มเทมาอย่างยาวนานในการรังสรรค์ผลงานเพลงในภาพยนตร์ หลังจากรางวัลนี้เธอก็ยังเข้าชิงอีกถึง 4 ครั้ง (เข้าชิงปีเดียวกับรางวัลกิตติมศักดิ์ด้วย) ผลงาน “Dear Me” คือผลงานชิ้นล่าสุด เชื่อไหมว่านี่เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Diane Warren: Relentless ไม่ต้องขมวดคิ้วคิดกันให้ซับซ้อน เพราะนี่คือผลงานสารคดีชีวิตของเธอเอง และมันถูกตอกตะปูฝังในลิสต์ผู้เข้าชิงและเขียนประทับอีกครั้งว่าเธอคือผู้แพ้ ไม่แน่เธออาจจะเลิกเตรียมโพยสุนทรพจน์ ครั้งต่อไปอาจถึงเวลาของเธอจริงๆ เสียที แต่ตอนนี้ก็เป็นเวลาเกือบ 4 ทศวรรษที่ไดแอนเข้าชิงและพลาดทุกโอกาสในงานประกาศรางวัลออสการ์

- K-POP DEMON HUNTERS SPEECH INCIDENT
สำหรับความชอกช้ำนี้อาจไม่ใช่ความชอกช้ำจากการพลาดรางวัล แต่เป็นการชนะรางวัลและไม่ได้กล่าวเรื่องราวให้ทั่วโลกได้รับฟัง เพลง “Golden” จากผลงานเรื่อง K-Pop Demon Hunters สามารถคว้ารางวัลเพลงประกอบยอดเยี่ยม (สาขาเดียวกับไดแอนผู้ชอกช้ำก่อนหน้านี้) แน่นอนว่าเสียงโห่ร้องยินดีกึกก้องไปทั่วทั้งฮอลล์ เช่นเดียวกับความปลาบปลื้มของผู้อยู่เบื้องหลังเพลงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง EJAE ศิลปินที่มีส่วนร่วมกับการแสดงฉากหน้าของเพลงนี้ (ร่วมกับ Rei Ami และ Audrey Nuna) ด้วยเช่นกัน เธอขึ้นมาพร้อมกับกล่าวบทสุนทรพจน์อย่างกินใจว่า “เมื่อก่อนมีคนล้อเลียนที่ฉันชอบเคป๊อป…แต่ทุกวันนี้มองไปทางไหน ก็เห็นทุกคนร้องเพลงของพวกเราได้ แถมยังร้องเนื้อเพลงเป็นภาษาเกาหลีด้วย ฉันรู้สึกภูมิใจในตัวพวกเราทุกคนจริงๆ ค่ะ” โมเมนต์นี้น่าจะเป็นโมเมนต์ไอคอนิกและน่าจดจำอย่างสมบูรณ์แบบ เพราะเพลงนี้ถือเป็นผลงานเคป๊อปชิ้นแรกที่ผงาดคว้ารางวัลออสการ์ไปได้อย่างยิ่งใหญ่ ทว่าเหตุการณ์ความชอกช้ำเกิดขึ้นหลังจากนั้น ไมโครโฟนถูกตัดก่อนที่คนอื่นๆ จะมีโอกาสได้กล่าวสุนทรพจน์เพิ่มเติม กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ทำให้งานออสการ์ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเด็นเรื่องการเหยียดเชื้อชาติ แรกเริ่มเดิมทีเวทีออสการ์ก็ถูกเพ่งเล็งว่าเป็นพื้นที่ของคนขาว และอาจไม่ได้เปิดพื้นที่ให้กับชาติพันธุ์อื่นมีบทบาทมากเท่าที่ควร เรื่องนี้จึงเป็นกระแสเชิงลบที่ถาโถมอย่างหนักบนโลกออนไลน์ ในอีกมุมหนึ่งก็มีข้อโต้แย้งว่าการกล่าวสุนทรพจน์ของผู้ชนะมีการจำกัดเวลา ดังนั้นการตัดไมค์หลังอีแจพูดจบอาจเป็นข้อปฏิบัติที่ถูกกำหนดไว้แล้ว ถึงกระนั้นก็มีคำวิจารณ์ต่อเนื่องกับคำถามที่ว่า “พวกเขาได้รับการแจ้งเรื่องนี้หรือไม่” เรื่อยไปจนถึงการเปรียบเทียบเวลาการกล่าวสุนทรพจน์ต่างๆ ทั้งในปีนี้และปีก่อนๆ มากไปกว่านั้นยังมีการวิจารณ์ว่าควรให้ความสำคัญผู้ชนะรางวัลมากกว่านี้ มากกว่าเหล่าโอสต์ที่อาจขึ้นมาเล่นมุกตลกหรือแสดงบทบาทอะไรบางอย่างที่ใช้เวลาไม่น้อยจนต้องรวบรัดการกล่าวสุนทรพจน์ให้อยู่ในขอบเขตเวลาอันน้อยนิด ประเด็นนี้แฟนๆ โว้กคิดเห็นอย่างไรกันบ้าง

- LOSE, LOSE, LOSE AND LOSE AGAIN
สำหรับเวทีออสการ์เรื่องแพ้แล้วอีกอาจจะเห็นกันได้จนชินตนา (ไดแอนอาจจะบอกว่าชิ้นแล้วจริงๆ) ซึ่งในปีนี้ผู้ที่มีหวังอย่างหลากหลาย กับการเข้าชิงมากมายก็ล้วนแต่เฝ้ารอความสำเร็จจากการอ่านชื่อจากกระดาษในซองเพียงแผ่นเดียว แต่ก็ต้องบอกว่าไม่ใช่ทุกคนจะสมหวัง และทีมงานที่ผิดหวังมากครั้งที่สุดในออสการ์ครั้งนี้คือเหล่าบุคคลทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังจากภาพยนตร์เรื่อง Marty Supreme เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าชิงรางวัลมากถึง 9 สาขา ไล่ตั้งแต่สาขาใหญ่ตั้งแต่ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และอื่นๆ อีกมากมาย ทว่ากลับพลาดรางวัลไปหมดทุกสาขา ทิ้งไว้เพียงรอยยิ้มที่โดนจับจ้องของทิโมธีที่ร้อนแรงดั่งที่กล่าวไปก่อนหน้า ในขณะเดียวกันผู้ที่สมหวังแต่ก็เคล้าอารมณ์ผิดหวังคงหนีไม่พ้นทีมงานจาก Sinners เพราะมีรายชื่อเข้าชิงมากถึง 16 สาขา แต่คว้าไปได้เพียง 4 สาขาเท่านั้น แต่ก็ยังไม่เจ็บปวดมากเพราะนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม และถ่ายทำยอดเยี่ยม ตกเป็นของภาพยนตร์เรื่องนี้ทั้งหมด อีกด้านหนึ่ง Hamnet ก็คว้านักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากผลงานของ Jessie Buckley รางวัลโทนจากผลงานเต็งที่มีชื่อเข้าชิงมากถึง 8 สาขา
บทสรุปของออสการ์ปีนี้อาจจะไม่ได้หวือหวาน่าตื่นเต้น กระแสก็เรียกว่าเป็นขาลงอย่างเป็นรูปธรรม ทว่าความพ่ายแพ้ก็เจ็บปวดเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการชวดรางวัลสำคัญของทิโมธีที่หลายคนเชื่อว่าเป็นเหตุมาจากเรื่องดราม่า ไดแอนก็ระยะเวลาเกือบ 4 ทศวรรษที่ปราศจากรางวัล (ยกเว้นรางวัลกิตติมศักดิ์) หรือจะเป็นความผิดหวังจากการไม่ได้กล่าวสุนทรพจน์ ไปจนถึงมืออันว่างเปล่าที่เข้าชิงรอลุ้นรางวัลแต่พลาดไปแทบทั้งหมด มนตร์เสน่ห์ของงานประกาศรางวัลก็เป็นเช่นนี้แล
(สามารถอ่านเรื่องราวเพิ่มเติมเรื่องรางวัลออสการ์ครั้งที่ 98 ได้กับบทความ ทำความรู้จัก 'One Battle After Another' ภาพยนตร์ที่ชนะรางวัล Oscars 2026!)

