Vogue Thailand

LIFESTYLE

เปิดวิธีแก้เสื้อเหม็นอับฉบับเร่งด่วน สำหรับคนอยากเสื้อหอมแต่ไม่มีเวลา

มาดูวิธีกำจัดกลิ่นเหม็นอับบนเสื้อกัน

29 มิถุนายน 2569

เชื่อว่าหลายคนคงเคยเจอสถานการณ์ชวนปวดหัวแบบเดียวกัน นั่นคือการหยิบเสื้อตัวโปรดออกมาจากตู้ในเช้าวันเร่งรีบ แล้วพบว่ามันมีกลิ่นอับติดอยู่ ทั้งที่เพิ่งซักไปไม่นาน หรือบางครั้งเพิ่งตากแห้งหมาดๆ แล้วรีบเก็บเข้าตู้จนความชื้นยังหลงเหลืออยู่  

ยิ่งในช่วงฤดูฝนหรือวันที่อากาศชื้นเหมือนช่วงนี้แล้วด้วยยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะดูเหมือนปัญหาเสื้อเหม็นอับยิ่งเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าเดิม และที่น่าหงุดหงิดที่สุดคือกลิ่นอับของเสื้อผ้านั้นไม่ใช่กลิ่นที่น้ำหอมจะกลบได้ง่ายๆ ด้วยซ้ำ เพราะยิ่งฉีดน้ำหอมทับ บางครั้งเสื้อกลับส่งกลิ่นประหลาดที่ชวนเวียนหัวออกมามากกว่าเดิม 

และสำหรับใครที่อ่านบทความนี้อยู่ผู้เขียนก็เชื่อว่าคุณน่าจะกำลังประสบปัญหาเรื่องนี้อยู่แน่ๆ ด้วยเหตุนี้เองผู้เขียนจึงอยากมาแชร์วิธีกำจัดความอับชื้นออกจากเสื้อผ้าที่แม้คุณจะมีเวลาไม่กี่นาทีแต่วิธีต่อไปนี้ก็จะช่วยให้ปัญหากวนใจประจำหน้าฝนนี้หายไปได้แน่นอน 

 

ใช้ไดร์เป่าผมช่วยไล่ความชื้น

หนึ่งในสาเหตุหลักของกลิ่นอับคือความชื้นที่ยังคงตกค้างอยู่ในเนื้อผ้า แม้จะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าก็ตาม แต่ถ้าจับดูก็จะรู้สึกได้ว่ามีความเปียกเล็กน้อย ดังนั้นหากเสื้อมีกลิ่นอับไม่มากนัก การใช้ความร้อนอ่อนๆ จากไดร์เป่าผมสามารถช่วยได้ โดยวิธีนี้จะเหมาะมากสำหรับคนที่มีเวลาไม่มากและไม่อยากเสียบเตารีดและเริ่มรีดผ้าใหม่ แต่วิธีนี้จะใช้ได้กับแค่เสื้อยืดหรือเส้ือที่ไม่จำเป็นต้องรีดเพื่อความเรียบ 

วิธีทำ 

  1. แขวนเสื้อบนไม้แขวน  
  2. ใช้ไดร์เป่าผมระดับลมอุ่น ไม่ต้องร้อนจัด เพื่อกันเสื้อผ้ามีกลิ่นไหม้  
  3. เป่าให้ทั่วบริเวณรักแร้ คอเสื้อ และด้านในของเสื้อ  
  4. ใช้เวลาประมาณ 3 นาที หรือจนกว่าจะแห้ง 
  5. พักเสื้อไว้สักครู่ก่อนสวมใส่  

 

ฉีดสเปรย์แอลกอฮอล์แบบเจือจาง

อีกหนึี่งต้นตอของกลิ่นอับที่หลายๆ คนอาจไม่รู้ก็คือเหล่าแบคทีเรียที่สะสมอยู่บนเนื้อผ้าจนส่งกลิ่นอับไปทั่ว ซึ่งปัญหานี้จริงๆ ถ้าพอมีเวลา การซักผ้าใหม่อาจจะพอช่วยได้ แต่่สำหรับคนที่เวลาน้อยจริงๆ การใช้สเปรย์แอลกอฮอล์อ่อนๆ สามารถช่วยลดกลิ่นได้ค่อนข้างดี เพราะเชื่อว่าหลายๆ คนอาจคุ้นเคยกับการใช้แอลกอฮอล์ทำความสะอาดพื้นผิวต่างๆ หรือผิวหนังเป็นหลัก แต่อย่าลืมว่าหน้าที่หลักๆ ของมันคือการรฆ่าเชื้อโรคและแบคทีเรีย ดังนั้นแล้วเมื่อนำมาใช้กับเสื้อผ้าในปริมาณที่เหมาะสมก็ช่วยลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้เช่นกัน 

วิธีทำ 

  1. ผสมแอลกอฮอล์กับน้ำสะอาดในขวดสเปรย์  
  2. ฉีดบางๆ ให้ทั่วบริเวณที่มีกลิ่น  
  3. อย่าฉีดจนชุ่มเกินไป  
  4. แขวนเสื้อไว้ในที่อากาศถ่ายเทประมาณ 10-15 นาที หรืออาจจะใช้ความร้อนจากเตารีดหรือไดร์เป่าผมโดยตรง 
  5. รอให้แอลกอฮอล์ระเหยก่อนนำมาใส่  

 

ใช้เบกกิ้งโซดาช่วยดูดซับกลิ่น

เบกกิ้งโซดาเป็นอีกหนึ่งของใช้สารพัดประโยชน์ที่หลายบ้านมีติดครัวอยู่แล้ว ซึ่งถ้าใครอ่านหลายๆ บทความของผู้เขียนก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะวิธีกำจัดคราบประจำเดือน หรือวิธีทำความสะอาดเครื่องประดับ เบกกิ้งโซดาก็เป็นอีกหนึ่งไอเท็มที่ช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ได้ตลอด และครั้งนี้ก็เช่นกัน เพราะเบกกิ้งโซดาถือว่าขึ้นชื่อเรื่องการดูดซับกลิ่นได้ดีอีกด้วยหากใช้ในปริมาณที่เหมาะสม เพราะมันไม่ใช่การนำกลิ่นใหม่ไปกลบกลิ่นเก่า แต่เป็นการช่วยลดต้นเหตุของกลิ่นอับโดยตรง แต่ข้อเสียของวิธีนี้คือมันอาจใช้เวลามากกว่าวิธีอื่นเล็กน้อย แต่ได้ผลดีโดยเฉพาะกับเสื้อผ้าที่มีกลิ่นอับสะสมมาหลายวัน 

วิธีทำ 

  1. วางเสื้อบนพื้นเรียบ  
  2. โรยเบกกิ้งโซดาบางๆ บริเวณที่มีกลิ่น  
  3. ทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที หรือนานกว่านั้นก็ได้หากต้องการให้กลิ่นหายอับมากๆ
  4. ปัดหรือสะบัดผงออกให้หมด  
  5. นำเสื้อไปแขวนรับอากาศอีกครั้ง  

 

พาเสื้อออกไปรับแดดและลมสักพัก

บางครั้งวิธีที่ง่ายที่สุดก็ยังเป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุด เพราะแสงแดดและอากาศที่ถ่ายเทตามธรรมชาติสามารถช่วยลดกลิ่นอับบนเสื้อผ้าได้ดีมาก โดยเฉพาะในกรณีที่กลิ่นเกิดจากความชื้นสะสม โดยผู้เขียนสังเกตว่าหลายคนมักรีบฉีดน้ำหอมใส่เสื้อทันที แต่จริงๆ แล้วการนำเสื้อไปแขวนรับลมก่อนสัก 15 - 30 นาที มักช่วยได้มากกว่า 

วิธีทำ 

  1. นำเสื้อไปแขวนบริเวณที่มีลมผ่าน  
  2. หากมีแดดอ่อนๆ จะยิ่งดี  
  3. กลับด้านเสื้อออกเพื่อให้ลมเข้าถึงด้านใน  
  4. ทิ้งไว้ประมาณ 15 - 30 นาที  
  5. ดมเพื่อเช็คว่ากลิ่นอับหายหมดหรือยังก่อนนำมาใส่  

 

แม้เสื้อเหม็นอับจะเป็นปัญหาที่หลายคนหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในช่วงอากาศชื้นหรือฤดูฝน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องโยนกลับไปซักใหม่ทุกครั้งเสมอไป เพราะไม่ว่าจะเป็นการใช้ไดร์เป่าผมน้ำ ฉีดแอลกอฮอล์เจือจาง ใช้เบกกิ้งโซดา หรือเพียงแค่นำเสื้อออกไปรับลม ทั้งหมดล้วนเป็นวิธีเร่งด่วนที่ช่วยลดกลิ่นอับได้ในระดับหนึ่งและทำให้เสื้อกลับมาสดชื่นขึ้นก่อนออกจากบ้าน 

อย่างไรก็ตาม หากเสื้อมีกลิ่นอับสะสมเรื้อรังหรือมีกลิ่นฝังลึก การซักอย่างถูกวิธีและทำให้แห้งสนิทก่อนเก็บเข้าตู้ยังคงเป็นทางออกที่ดีที่สุดเสมอ แต่สำหรับใครที่ไม่ค่อยมีเวลาจริงๆ ผู้เขียนก็หวังว่าทิปส์ที่เอามาแชร์ในครั้งนี้จะช่วยแก้ปัญหาที่มากับฝนอย่างเรื่องเสื้ออับได้ไม่มากก็น้อยเช่นกัน   

ภาพปก : MAGNIFIC