Michael Jackson, ไมเคิล แจ็กสัน, King Of Pop, ศิลปิน, นักร้อง, ตำนาน

LIFESTYLE

ย้อนดูชีวิตส่วนตัวที่เป็นดั่งขั้วตรงข้ามของศิลปินระดับตำนาน Michael Jackson

ฉากหน้าของไมเคิลคือศิลปินมากความสามารถที่ไม่มีใครเทียม หากชีวิตส่วนตัวกลับมืดบอดจนหาแสงสว่างแทบไม่เจอ

17 พฤศจิกายน 2564

แม้ฉากหน้าของ Michael Jackson คือราชาเพลงป๊อปผู้ให้กำเนิดเพลงดังและป๊อปคัลเจอร์มากมายจนมีแฟนเพลงเป็นล้านๆ คนทั่วโลก เหล่าทีมงานหลายสิบชีวิตไม่ว่าจะเป็นนักร้องแบ็กอัพชื่อดังอย่าง Judith Hill หรือผู้กำกับมากฝีมืออย่าง Kenny Ortega ออกปากเสมอว่าการได้ทำงานร่วมกับไมเคิลคือที่สุดแล้วของโลกใบนี้ นักร้องที่เป๊ะกับทุกท่วงท่าในการเต้น และเข้มงวดกับการร้องเพลง เบื้องหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสคือคาแรกเตอร์ที่ฉายชัดให้ทุกคนได้เห็น หากเมื่อประตูบานนั้นปิดลงชีวิตส่วนตัวที่ดำเนินต่อไปของเขากลับมีหลุมดำใหญ่ที่ไม่เคยเติมจนเต็มได้เลยสักครั้ง ไม่ว่าจะมีบ้านใหญ่โตยิ่งกว่าพระราชวัง มีสวนสนุกเป็นของตัวเอง การช้อปปิ้งที่เหมาทีเดียวเกือบหมดทั้งร้าน หรือแม้แต่ครอบครัวที่ประกอบไปด้วยลูกๆ ตัวน้อยทั้ง 3 คนก็ตาม

 

ไมเคิลทุบสถิติของศิลปินจำนวนมาก และทำลายชาร์ตเพลงดังจนขาดวิ่น นักร้องผู้สร้างปรากฏการณ์ไปทั่วโลก และมียอดขายบัตรหมดเกลี้ยงในพริบตาเดียว คนจำนวนมากแห่แหนมาดูให้เห็นตัวเป็นๆ มาร้องเพลงไปพร้อมๆ กับนักร้องในดวงใจ และยอมที่จะเป็นลมเพราะต้องเบียดเสียดกับแฟนเพลงอีกจำนวนนับไม่ถ้วนในฝูงคอนเสิร์ต แม้ไมเคิลจะสร้างความสุขและเป็นแรงบันดาลใจให้คนมากมาย หากชีวิตของเขาเองมีเบื้องหลังดำมืดซ่อนอยู่จนไม่ว่าเงินทองหรือชื่อเสียงมากมายขนาดไหนก็ปิดไม่มิด ก้อนเนื้อร้ายของปัญหาทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นที่วง The Jackson 5 วงดนตรีป๊อปผสมโซลและฟังค์ที่ประกอบไปด้วยนักร้องพี่น้องจำนวน 5 คน โดยไมเคิลในตอนนั้นเริ่มต้นจับไมค์ด้วยวัยเพียงแค่ 6 ขวบเท่านั้น

Article

ลูกๆ ทั้งสามคม Prince, Paris และ Blanket ในงาน Michael Jackson Forever Concert / ภาพ: The Telegraph

ชีวิตที่ร่วงหล่นราวกับใบไม้

“สื่อมากมายจ้องเล่นงานผมด้วยมีด รอวันที่ผมจะล้มลง พวกเขาพยายามจะฉีกผมออกเป็นชิ้นๆ ดังนั้นการแสดงของผมมันต้องเหนือความคาดหมาย เหนือความยอดเยี่ยม ผมใส่เต็มทุกอย่างที่มี” เมื่อคนจำนวนมากจับจ้องไปที่ไมเคิล ความเครียดสะสม และความเป็นเจ้าพ่อแห่งความสมบูรณ์แบบในทุกการแสดงโชว์ ทำให้เขาต้องหันมาพึ่งยาเพื่อเพิ่มพลังในการทำงาน แม้ไมเคิลจะควบคุมการทานอาหารอยู่ตลอด โดยเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์และหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ต่างๆ ก็ตาม หรือกระทั่งลูกตัวน้อยอย่าง Prince, Paris และ Blanket เองที่เป็นเหมือนน้ำเย็นชโลมใจ หากดูเหมือนว่ามันคงเป็นพลังให้กับร่างกายไม่พอ จนเขาต้องหันมาเลือกการเสพยาแทน ยารุนแรงหลากชนิดผสมกันอยู่ในร่างกายของเขาทั้งยาระงับความปวด โดยมีจุดเริ่มต้นเมื่อการใช้ยาชนิดนี้เป็นส่วนหนึ่งในการรักษาอุบัติเหตุไฟไหม้ในช่วงการแสดงคอนเสิร์ตของเขา รวมไปถึงการใช้ยาสลบ Propofol ที่มีฤทธิ์รุนแรงเพื่อใช้ระงับโรคนอนไม่หลับของตัวเอง และด้วยความที่ร่างกายรับมันมากเกินขนาดจนต้องสังเวยชีวิตให้กับมันในที่สุด

Article

วง The Jackson 5 / ภาพ: Fanart

จุดกำเนิดเนื้องอกร้ายในชีวิตของไมเคิล

การทำงานกับคนในครอบครัวอาจฟังดูเหมือนเป็นอะไรที่ง่ายและไม่น่าจะมีปัญหา หากเอาเข้าจริง Joseph Jackson ผู้เป็นพ่อกลับเคี่ยวเข็ญมากจนเกินไป เกินไปเสียจนลามปามจากคำพูดทำร้ายจิตใจไปถึงการลงไม้ลงมือด้วยความรุนแรง เพื่อบังคับให้ลูกๆ ทุกคนในวงทำงานและอัดเพลงเพื่อทำการโปรโมต ไมเคิลในวัยไม่กี่ขวบเองก็พลอยได้ชิมรสเข็มขัดจากผู้เป็นพ่ออยู่บ่อยครั้งเช่นกัน การซ้อม อัดเสียง และโปรโมตเพลง ทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้เป็นพ่อ ไมเคิลที่โดนกดขี่และถูกพรากวัยเด็กไปจึงไม่แปลกที่เขาจะเคยเอ่ยปากบอกในบทสัมภาษณ์ของหนังสือเรื่อง The Michael Jackson Tapes ว่าเขากลัวพ่อมาก เพราะแผลทุกอย่างที่เกิดขึ้นตั้งแต่เด็กมันยังอยู่ และจะคงอยู่ไปตลอดชีวิต

Article

Neverland อาณาจักรของไมเคิล / ภาพ: Mansion Global

เนื้องอกลุกลามขยายเป็นวงกว้างมากขึ้นเมื่อวัยเด็กที่ควรได้ออกไปวิ่งเล่นและมีความสุขกับเพื่อนๆ หากไมเคิลกลับยุ่งวุ่นวายแต่การอัดเพลงในห้องอัดเสียง และซ้อมหนักจนป่วยไข้ กลายเป็นปมในใจว่าเขาไม่เคยได้ และไม่เคยมีความสุข นั่นจึงเป็นเหตุผลหลักๆ ที่ทำให้เขาสร้างโลกที่ชื่อว่า Neverland ขึ้นมา มันคือพื้นที่ขนาดใหญ่ที่รวบรวมสวนสนุก สวนสัตว์ และโรงหนัง ทุกสิ่งที่เขาอยากได้ อยากเล่นสนุก ในช่วงวัยเด็กแต่ไม่มีโอกาสได้ทำ ทุกอย่างรวบรวมไว้เพื่อให้ไมเคิลได้ใช้เวลาพักผ่อนไปกับมัน ได้หลงเข้าไปอยู่ในโลกแห่งเนเวอร์แลนด์ที่ที่เด็กทุกคนจะไม่มีวันเติบโตเหมือนกับปีเตอร์ แพน 

ความอยากได้อยากมีไม่หยุดเพียงแค่นั้น เมื่อเงินจำนวนมากที่เขาได้จากการเป็นนักร้องสามารถซื้อความสุขในระยะสั้นให้กับตัวเองได้ ไมเคิลจึงจ่ายหนักทุกครั้งที่มีการช้อปปิ้งเกิดขึ้น เขายกนิ้วชี้ทุกอย่างที่ต้องการ และจัดการซื้อมันทุกชิ้นด้วยเหตุผลที่ว่าเขาชอบ ตัวอย่างเช่นการกว้านซื้อเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านไปกว่า 80% ในร้านแห่งหนึ่งที่เมืองลาสเวกัส ฟังผิวเผินก็แค่คำพูดของคนรวยที่มีปัญญาในการจับจ่าย หากพินิจและสังเกตให้ดีจะรู้ว่ามันคือเสียงสะท้อนของคนคนหนึ่งที่กำลังขาดอะไรหลายอย่างในชีวิต และหวังจะใช้ข้าวของเหล่านั้นเพื่อเติมมันให้เต็ม

Article

ภาพ: Time Magazine

หลายต่อหลายครั้งที่ไมเคิลส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ ยกมือตะเกียกตะกาย และออกปากพูดด้วยตนเอง หากวงการเพลงไม่เคยใจอ่อนให้กับใคร เพราะเม็ดเงินที่เหล่าค่ายดังและคนในขบวนการจะสูบจากศิลปินได้คือสิ่งที่สำคัญมากกว่านั้น ปัจจัยทุกอย่างไล่ต้อนให้ไมเคิลจำต้องเดินไปอยู่สุดริมหน้าผา จนก้าวสุดท้ายที่เขาร่วงหล่นราวใบไม้ที่ปลิดปลิวสู่หนทางที่ไม่อาจหวนคืนได้ นี่จึงเป็นบทเรียนครั้งยิ่งใหญ่ให้กับวงการเพลง คนรอบข้าง และสื่อมีเดียทั้งหลายจนถึงปัจจุบัน ว่ามันถูกต้องหรือไม่กับการเห็นชีวิตคนคนหนึ่งเป็นเพียงเครื่องจักรผลิตเงินเท่านั้น แม้ว่าชีวิตส่วนตัวของไมเคิลจะมีจุดด่างพร้อย และมืดดำมากมายจนกลายเป็นการทำร้ายตัวตนของตัวเองไปมากกว่าครึ่ง หากสิ่งที่ไม่สามารถลบล้างกันได้เลยคือความสามารถมากมายที่ชาตินี้คงหาศิลปินผู้เป็นราชาเพลงป๊อปแบบเขาคนนี้ไม่ได้อีกแล้ว

Article

โอปราห์ วินฟรีย์ และ ไมเคิล แจ็กสัน / ภาพ: NY Daily

ไม่ใช่แค่ภายในแต่สื่อภายนอกคือตัวการสำคัญ

อีกหนึ่งผู้เล่นที่คอยชิงชังและหวังผลประโยชน์จากไมเคิลต้องรวมไปถึงสื่อ เรื่องร้ายอีกหนึ่งเรื่องจากสื่อคือการที่ใส่สีตีไข่กันกระจุยว่าไมเคิลชังสีผิวและเชื้อชาติของตัวเองจนต้องแห่ไปฉีดสีผิวให้ขาวขึ้น ในเมื่อความเป็นจริงแล้วเขาทุรนทุรายกับโรคทางผิวหนังที่เรียกว่า Vitiligo มันคือโรคด่างขาวที่ทำให้พื้นที่ผิวบางส่วนมีความสว่างกว่าผิวบริเวณอื่นๆ และแน่นอนว่าเรื่องนี้เขาก็เปิดอกคุยกับ Oprah Winfrey ในปี 1993 อย่างหมดเปลือกไปว่า “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น เพราะผมเป็นโรคด่างขาว โรคที่ร่างกายสร้างสารไปทำลายเม็ดสีผิว ซึ่งมันเป็นอะไรที่ตัวผมเองแก้ไขไม่ได้ แต่พอหลายๆ คนพยายามกุเรื่องขึ้นมาว่าผมไม่อยากจะเป็นในสิ่งที่ผมเป็น (คือการเป็นคนผิวสี) ผมเลยรู้สึกไม่ดีเอามากๆ ผมเป็นคนอเมริกันผิวดำและผมภูมิใจในเชื้อชาติของผมนะ” ยังไม่นับรวมการตกแต่งศัลยกรรมใบหน้าที่สาเหตุนับได้ว่ามาจากทั่วทุกสารทิศ ทั้งถูกบูลลี่จากสื่อ จากคนที่จงเกลียดจงชัง และที่สำคัญจากผู้ที่เป็นพ่อของเขาเองอย่างการโดนด่าว่า “ไอ้จมูกใหญ่” มาตั้งแต่เด็ก

Article

ภาพ: Time Magazine

ความหดหู่ เศร้าหมอง และเหนื่อยล้ากัดกินไมเคิลจนหัวใจมืดบอด หากมันถูกสื่อจำนวนมากฉายแสงกลบเกลื่อน และเบี่ยงเบนความสนใจไปที่เพลงและคอนเสิร์ตของเขาแทน “ผมมองหาคนที่จะพูดคุยด้วยมาตลอด ผมเหงามากและมักจะร้องไห้ในห้องเสมอ ผมรู้ว่ามันมีบางอย่างที่ผิดปกติไป และผมต้องการใครสักคน นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงมี ‘หุ่น’ มากมาย เพราะผมเพียงต้องการใครสักคนแต่ผมไม่มีเลย ผมอายเกินกว่าจะไปอยู่กับผู้คนจริงๆ ผมไม่กล้าคุยกับพวกเขา ผมเลยต้องการบางสิ่งที่ทำให้รู้สึกเหมือนมีเพื่อน แล้วหุ่นพวกนี้เป็นเหมือนคนจริงๆ มันทำให้ผมไม่รู้สึกเดียวดายมากจนเกินไป” ไมเคิลให้สัมภาษณ์กับนักเขียน Rabbi Shmuley Boteach ในหนังสือเรื่อง The Michael Jackson Tapes