Vogue Thailand

FASHION

เผยภาพแรก LV The Place Bangkok โฉมใหม่ เปิดมิติความสร้างสรรค์พร้อม Le Café อันยิ่งใหญ่

LV The Place Bangkok คือจุดหมายปลายทางของแห่งความสร้างสรรค์โดย Louis Vuitton ที่พร้อมเสิร์ฟประสบการณ์การเข้าถึงอัตลักษณ์ของเมซงในหลากมิติ เช่นเดียวกับการมอบประสบการณ์ ณ Le Café Louis Vuitton ที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิม

28 ตุลาคม 2569

จุดเริ่มต้นบทใหม่ของ LV The Place Bangkok คือการถ่ายทอดประสบการณ์การเข้าสู่โลก Louis Vuitton เต็มรูปแบบ เชื่อมประสานเข้ากับแนวคิดของความสร้างสรรค์ นำมาสู่การจับมือกับ Bangkok Art Biennale และดึงศิลปินไทยชั้นนำถึง 3 คนมาถ่ายทอดเส้นสายเชิงศิลป์จัดแสดงอยู่ ณ จุดหมายปลายทางใจกลางกรุงเทพของแบรนด์ โดยในเดือนตุลาคม 2026 ไม่เพียงแต่มีเซอร์ไพรส์จากศิลปินไทย 3 คน ประกอบด้วย นักรบ มูลมานัส, ณิชชา โตทอง และไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์ แต่สถาปนิกอย่าง  Shohei Shigematsu พาร์ตเนอร์แห่ง OMA ร่วมสรรสร้างพื้นที่การนำเสนอศิลปะร่วมสมัยที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันบริเวณห้อง Trunkscape ตลอดจนการออกแบบทางเดินเยี่ยมชมเพื่อมอบประสบการณ์อันยอดเยี่ยมที่สุด เชื่อมโยงสู่วิสัยทัศน์การพัฒนาที่สอดผสานเรื่องศิลปะเข้ากับความเป็นเลิศด้านงานฝีมือและจิตวิญญาณด้านงานฝีมือที่สัมผัสได้ผ่านการยกระดับนิทรรศการ Visionary Journeys ที่มีการขยายพื้นที่จัดแสดงรวมถึงหลัก 700 ตารางเมตร เนรมิตจุดหมายปลายทางให้สดใหม่และควรค่าแก่การเดินทางมาเยือนและออกเดินทางไปพร้อมกันอีกครั้ง ซึ่งอย่างที่กล่าวไปว่า Trunkscape จะกลายเป็นพื้นที่จัดแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัย รวมถึงศิลปินไทยที่จะมีงานศิลปะเลียนล้อไปพร้อมกับโครงสร้างทรังก์ 96 ใบอันโดดเด่น โดยมุมมองของภัณฑารักษ์อย่าง พิรวุฒิ โปษยานนท์ และอดุลญา ฮุนตระกูล นำประสบการณ์การทำงานกับทั้งศิลปินไทยและต่างชาติมาพัฒนาภายใต้แนวคิด ‘อนาคตแห่งการเดินทาง - ระหว่างความทรงจำและจินตนาการ’ (The Future of Travel – Between Memory and Imagination) เราจึงมีโอกาสได้เห็นผลงานนักรบที่เชี่ยวชาญศิลปะคอลลาจที่บอกเล่าเรื่องราวทับซ้อนหลายชั้น ผสมความเป็นไทยและตะวันตกที่ขับกล่อมในสไตล์เฉพาะตัวเป็นลำดับแรก
 

ก้าวเดินต่ออีกสักนิดจะพบกับ Origins ห้องที่บอกเล่าเรื่องราวจุดเริ่มต้นแห่งวิสัยทัศน์และนวัตกรรมบุกเบิก จัดแสดงทั้งจดหมายเหตุ ทรังก์เก่าแก่ และแคนวาสลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ ถ่ายทอดตัวตนจากผู้เชี่ยวชาญการทำสัมภาระสู่เมซงที่เพียบพร้อมด้วยความสร้างสรรค์และการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ อันเต็มเปี่ยม มีผลงานชิ้นไฮไลต์ทั้ง Canteen Trunk จากปี 1895 ทรังก์ทองแดงสำหรับบรรจุช้อนส้อมสำหรับเหล่านักสำรวจ หรือจะเป็น Picnic Trunk จากปี 1909 ที่ออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อเติมเต็มความรื่นรมย์ของการพักผ่อนกลางแจ้ง และ Library Trunk จากปี 1932 ที่มีจุดประสงค์ในการเก็บรักษาหนังสือและอุปกรณ์เครื่องเขียน นอกจากทรังก์สุดคลาสสิกยังมีผลงานอันน่าจดจำมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า Dauphine และอื่นๆ อีกมากมาย ที่เป็นดั่งหลักฐานการเดินหน้าด้านความสร้างสรรค์ ในขณะเดียวกันก็รักษารากฐานสัญลักษณ์แบบดั้งเดิมจนกลายเป็นสิ่งล้ำค่าเหนือกาลเวลา

แน่นอนว่า 2 ห้องแรกคือส่วนไฮไลต์ที่มีการปรับเปลี่ยนบางจุดและเสริมสร้างประสบการณ์อย่างน่าตื่นเต้น ทว่าห้องใหม่อย่าง Workshop ก็เป็นจุดหมายไฮไลต์ที่เชื่อว่าสาวกหลุยส์ วิตตองจะต้องตื่นตาตื่นใจ เพราะนี่คือห้องที่จะนำเสนอรายละเอียดความเนี้ยบประณีตและความแม่นยำที่หล่อหลอมผลงานอันสร้างสรรค์ทุกชิ้นของเมซง ตั้งแต่กระบวนการขั้นแรกไปจนถึงความละเอียดทุกกระเบียดนิ้วของช่างฝีมือ พร้อมสาธิตงานฝีมือที่เปิดโอกาสให้ได้ชื่นชมความเชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด นับเป็นหัวใจของเมซงหลุยส์ วิตตอง ที่ใส่ใจทุกรายละเอียดในทุกขั้นตอนโดยแท้จริง

ถัดมาอีกห้องกับห้อง Collaborations ที่มีจุดเด่นคือโปรเจกต์การจับมือเพื่อสรรสร้างผลงานผ่านวิสัยทัศน์อันหลากหลาย นำมาสู่การตีความบนแคนวาสและลวดลายโมโนแกรมรูปแบบใหม่ๆ  ครั้งนี้การจัดแสดงบอกเล่าเรื่องราวแบบดิจิทัลอิมเมอร์ซีฟ เผยบทสนทนาแลกเปลี่ยนความสร้างสรรค์ระหว่างโลกศิลปะและแฟชั่น ไม่ว่าจะเป็นการจับมือกันระหว่าง Marc Jacobs และ Stephen Sprouse ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2001 หรือจะเป็นผลงานการจับมือกันกับ Takashi Murakami และ Yayoi Kusama ศิลปินระดับตำนานจากญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือกันของ Virgil Abloh และ NIGO® สำหรับคอลเล็กชั่น LV² เมื่อปี 2022 อีกด้วย หากใครมีความทรงจำอันตราตรึงกับผลงานสร้างสรรค์สุดพิเศษเมื่อหลุยส์ วิตตองจับมือกับศิลปินระดับแถวหน้า ห้องนี้รับรองว่าจะเติมเต็มความทรงจำและประสบการณ์ความล้ำลึกได้อย่างเต็มอิ่มแน่นอน

เมื่อการจับมือกันนำมาสู่โลกแห่งความสร้างสรรค์ ดังนั้นมิติด้านแฟชั่นจึงปรากฏขึ้นอย่างโดดเด่นกับห้อง Fashion ที่พร้อมถ่ายทอดอิทธิพลอันโดดเด่นของโลกแฟชั่นร่วมสมัย ครบถ้วนด้วยไอเท็มตั้งแต่เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย เครื่องหนัง รองเท้า และแอ็กเซสเซอรี่ต่างๆ อีกมากมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดจากการตีความมรดกอันล้ำค่ามาผสมผสานกับเรื่องนวัตกรรม เช่นเดียวกับการขับเคี่ยวผ่านวิสัยทัศน์ของผู้อำนวยการเชิงศิลป์ และผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ ที่ขับเน้นให้เมซงเดินหน้าในฐานะแหล่งแรงบันดาลใจของโลกแฟชั่น โดยมีไฮไลต์อย่างชุดเดรสประดับเลื่อมลวดลายดอกไม้โมโนแกรม ฝีมือมาร์ก จาคอบส์ในคอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2000 หรือจะเป็นผลงาน ‘Dreamhouse’ ที่กลายเป็นตำนานไม่รู้ลืมจากคอลเล็กชั่นเสื้อผ้าบุรุษ ฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2022 โดยเวอร์จิล เรื่อยมาจนถึงผลงานอันโดดเด่นของ Pharrell Williams ที่ใกล้สู่ไทม์ไลน์ปัจจุบันมากที่สุด ซึ่งเมื่อเพลิดเพลินกับโลกแฟชั่นของเมซงจบครบถ้วนก็จะพบกับห้อง Souvenirs พื้นที่อินเตอร์แอ็กทีฟเปี่ยมสีสัน โดยมีของที่ระลึกเป็นสัญลักษณ์แห่งความทรงจำที่ได้มาเยือน LV The Place Bangkok แม้จะจบการเดินทางอันแสนประทับใจแล้วก็ตาม
 

ท้ายที่สุดหากกล่าวถึง LV The Place Bangkok จะขาด Le Café Louis Vuitton ไปไม่ได้ โดยครั้งนี้มีการขยายพื้นที่ของคาเฟ่ให้ใหญ่ขึ้นหลัก 700 ตารางเมตร ครอบคลุมไปจนถึงชั้น 2 เพื่อมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารในบรรยากาศใหม่ ตั้งแต่มื้อกลางวัน และช่วงเวลาแห่งการจิบน้ำชายามบ่าย ไปจนถึงมื้อค่ำ ซึ่งเชฟ Christophe Grilo ผู้ดูแลในปัจจุบันได้รังสรรค์เมนูอาหารกับทีมเชฟท้องถิ่นที่เข้าร่วมใน Louis Vuitton Culinary Community ถ่ายทอดออกมาเป็นเมนูอาหารซิกเนเจอร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากจุดหมายทั่วโลก สอดประสานเข้ากับเสน่ห์ของมรดกทางวัฒนธรรมอาหารไทยที่เข้ากันอย่างลงตัว โดยเมนูใหม่น่าสนใจด้วยรายละเอียดของการผสมผสานที่มีความเป็นไทยและสากลแบบพอเหมาะพอดี ไม่ว่าจะเป็น ‘Monogram Ravioli’ หรือจะเป็น ‘Caesar Salad Eclipse’ ที่ได้แรงบันดาลใจจากต้มยำกุ้งและไก่จากข้าวมันไก่ นอกจากนี้ยังมี ‘Silk Road Wagyu’ เนื้อวากิวกับแกงมัสมั่น และ ‘Siam Louis Hao’ เมนูจากเซี่ยงไฮ้ที่ถูกเนรมิตขึ้นใหม่ในรูปแบบกุ้งแช่น้ำปลา สะท้อนถึงเรื่องราวความสากลและความเป็นไทยที่จับคู่เลียนล้อเข้ากันอย่างน่าตื่นใจ ในขณะที่จบมื้ออาหารคาวยังมีเมนูของหวานพิเศษสำหรับกรุงเทพมหานครโดยเฉพาะ ทั้ง Chocolate Monogram, Vanilla Dream และ Hazelnut Flower หรือจะเป็นการหยิบยกวัตถุดิบและรสชาติแบบไทยมาสรรสร้างใหม่เป็นเมนูอย่าง Mango Charlotte, Siam Petula และ Thai Tea Fleur ที่มีรสชาติเฉพาะตัวจนน่าลองสัมผัส

ทั้งหมดนี้คือไฮไลต์จากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ LV The Place Bangkok ที่เนรมิตนิทรรศการ Visionary Journeys ให้น่าตื่นเต้นและเตรียมมอบประสบการณ์การเดินทางที่แตกต่าง เช่นเดียวกับ Le Café Louis Vuitton ที่ขยายใหญ่เตรียมต้อนรับทุกคนในหลายช่วงเวลา ทั้งหมดจะทำให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสถึง จักรวาลแห่งวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และศิลปะการทำอาหาร ซึ่งมาบรรจบรวมกันเป็นประสบการณ์เอกลักษณ์เฉพาะของหลุยส์ วิตตอง สามารถชมภาพอัลบั้มเซ็ตแรกของ LV The Place Bangkok ได้แล้วที่ด้านล่างนี้เลย

ภาพ : Courtesy of Louis Vuitton