London Fashion Week 2027

FASHION

VOGUE SCOOP | London Fashion Week กำลังจะตายจริงหรือ? เจาะลึกวิกฤตเมืองแฟชั่นหัวขบถ

อะไรคือสิ่งที่ทำให้กรุงลอนดอน ยังคงเป็นมหานครแห่งแฟชั่นโลก

21 กันยายน 2569

สรุปสาระสำคัญ 5 ข้อ London Fashion Week กำลังจะตายจริงหรือ? เจาะลึกวิกฤตเมืองแฟชั่นหัวขบถ

  1. สภาวะเศรษฐกิจซบเซา ปัญหาภาษีส่งออกหลัง Brexit อุปสรรคด้านวีซ่า และอีกมากมาย ทำให้แบรนด์ใหญ่และเหล่าดีไซเนอร์ในวงการ ต่างย้ายฐานโชว์ไปกรุงปารีสหรือมิลาน จนทำให้ LFW ต้องลดระยะเวลาลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของ Paris Fashion Week
  2. BFC ยกเลิก LFW Men's พร้อมออกนโยบาย 'ยกเว้นค่าธรรมเนียมจัดโชว์' ดึงดีไซเนอร์อิสระเข้าร่วมพุ่งขึ้น 18% แม้จะมีคำถามตามมาเรื่องคุณภาพ และการลงทุนระยะยาว
  3. ความหวังจากการกลับมาของ Alexander McQueen ภายใต้ 'Seán McGirr' และการเปิดตัว Mulberry ยุคใหม่โดย 'Christopher Kane' พร้อมพลังหนุนจากแบรนด์เสาหลักอย่าง Burberry, Simone Rocha, Erdem และ Harris Reed
  4. กรุงลอนดอนคือพื้นที่เปิดกว้างสำหรับดีไซเนอร์หน้าใหม่ ศิลปินสายทดลอง และเหล่านักศึกษา ผ่านระบบสนับสนุนอย่าง NEWGEN และ Fashion Scout
  5. แม้กรุงลอนดอนจะสูญเสียพื้นที่ทางเศรษฐกิจไปบ้าง แต่คุณค่าทางวัฒนธรรม ดีเอ็นเอความขบถ และวัฒนธรรมยังคงแข็งแกร่ง

     เมื่อกล่าวถึงสี่มหานครแห่งอุตสาหกรรมแฟชั่นโลก กรุงลอนดอนเคยเป็นหนึ่งในดินแดนแห่งความฝันอันยิ่งใหญ่ ที่ซึ่งความคิดสร้างสรรค์อันไร้ขอบเขต พลังแห่งความขบถ และความกล้าแสดงออก ได้ถือกำเนิดและเติบโตขึ้นท่ามกลางประเทศ ที่สืบทอดขนบธรรมเนียมเก่าแก่มาอย่างยาวนาน ทว่าในช่วงไม่กี่ฤดูกาลที่ผ่านมา คำถามใหญ่ในแวดวงแฟชั่นกลับไม่ได้หยุดอยู่แค่ว่า "ฤดูกาลนี้ใครจะเปิดตัวอะไร" แต่กลายเป็นคำถามที่น่าตกใจว่า "London Fashion Week กำลังจะค่อยๆ หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์โลกแฟชั่นจริงหรือ?.."

วิกฤตเศรษฐกิจและรอยแผล ที่ฉุดรั้งลอนดอนแฟชั่นวีก

     ปฏิเสธไม่ได้ว่าแฟชั่นคือดัชนีชี้วัดสภาพเศรษฐกิจที่แม่นยำ เมื่อผู้บริโภคมีกำลังจับจ่าย อุตสาหกรรมนี้ย่อมครึกครื้นตามไปด้วย แต่ในปัจจุบันสหราชอาณาจักรต้องเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจซบเซาอย่างหนัก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อ 'ลอนดอนแฟชั่นวีก' อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งสัญญาณเตือนนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นแบบฉับพลัน แต่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง โดย British Fashion Council ต้องตัดสินใจยกเลิกตารางโชว์ LFW Men's เนื่องด้วยปัญหาด้านงบประมาณมาแล้ว

     นอกจากนี้ผลกระทบจาก Brexit ยังสร้างภาระทางภาษีส่งออกมหาศาลแก่เหล่านักออกแบบ ตลอดจนอุปสรรคทางเอกสาร และวีซ่าทำงานที่ยุ่งยาก ซับซ้อน จนผู้เชี่ยวชาญและสื่อมวลชนต่างชาติจำนวนมากปฏิเสธที่จะบินมาร่วมงาน เพราะไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับระบบธุรการที่คับแคบ แบรนด์และดีไซเนอร์สัญชาติอังกฤษหลายราย เช่น JW Anderson หรือ Martine Rose จึงเริ่มย้ายฐานการนำเสนอผลงาน หรือไปจัด Pop-up Show ที่กรุงปารีสและกรุงมิลานแทน ส่งผลให้ LFW ในปัจจุบันลดระยะเวลาจัดงานลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของ Paris Fashion Week เท่านั้น

     ยิ่งไปกว่านั้นปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งสถานที่จัดโชว์และตารางงานที่แปรปรวน ยิ่งสร้างความท้อแท้ให้แก่ผู้คนในแวดวง จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าลอนดอนกำลังสูญเสียมนตร์เสน่ห์ และมรดกทางแฟชั่นไปเรื่อยๆ

มาตรการฉุกเฉินของ BFC การฟื้นฟูอย่างยั่งยืน หรือเพียงการอยู่รอดด้วยปริมาณ?

    เพื่อรับมือกับวิกฤตดังกล่าว หลังจากการก้าวเข้ารับตำแหน่งของ 'Laura Weir' ในฐานะประธานบริหาร (CEO) คนใหม่ของ BFC เธอก็ได้นำเสนอมาตรการฉุกเฉินอย่างการ "ยกเว้นค่าธรรมเนียมจัดโชว์" ให้แก่ดีไซเนอร์ที่เป็นสมาชิก เพื่อดึงดูดแบรนด์อิสระ และนักออกแบบรุ่นใหม่ให้กลับมาลงตารางโชว์ในลอนดอนอีกครั้ง

     ผลลัพธ์จากมาตรการนี้ ส่งผลให้จำนวนดีไซเนอร์ในตารางโชว์พุ่งสูงขึ้นถึง 18% ทันที อย่างไรก็ตามสิ่งนี้ก็นำมาซึ่งข้อสังเกต และคำถามสำคัญจากนักวิเคราะห์ว่า นี่คือสัญญาณของการฟื้นฟูอย่างยั่งยืนจริงๆ หรือเป็นเพียงการประคองตัวให้อยู่รอดด้วยปริมาณ โดยที่คุณภาพ ศักยภาพการผลิต และการลงทุนทางการเงินที่เกิดขึ้นจริงยังไม่ได้เติบโตตามตัวเลขที่เพิ่มขึ้น

การกลับมาของเสาหลัก และสัญญาณการพลิกฟื้นในปี 2026

     แม้วิกฤตจะดูหนักหนา แต่สิ่งหนึ่งที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งในปี 2026 นี้ คือการเคลื่อนไหวของแบรนด์ระดับตำนานที่กลับมาสร้างแรงสะเทือนให้ลอนดอนอีกครั้ง เริ่มจากการกลับมาจัดรันเวย์โชว์ ณ บ้านเกิดของ Alexander McQueen ภายใต้การนำของ 'Seán McGirr' ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ ที่พร้อมนำเอาความขบถ และความดิบแบบ Punk Rock กลับมาปลุกให้เมืองผู้ดีแห่งนี้ กลายเป็นมหานครแห่งความฝันที่ตื่นเต้นอีกครั้ง

     พร้อมกันนี้งมีการเปิดตัวครั้งใหม่ของ Mulberry แบรนด์เครื่องหนังเก่าแก่คู่ชาติสหราชอาณาจักร ภายใต้ทิศทางสร้างสรรค์อันสดใหม่ของ 'Christopher Kane' ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ ผสานกำลังกับเหล่าเสาหลักที่ยังคงปักหลักอย่างมั่นคง ไม่ว่าจะเป็น Burberry, Simone Rocha, Erdem และ Harris Reed ซึ่งแสดงให้เห็นว่า หาก 'ความตาย' หมายถึงการสูญเสียพื้นที่ทางเศรษฐกิจ ลอนดอนก็กำลังเริ่มส่งสัญญาณของการพลิกฟื้น และต่อสู้กลับอย่างเด็ดเดี่ยว

ลอนดอนแฟชั่นวีก พื้นที่เปิดกว้างต่อเหล่าดีไซเนอร์หน้าใหม่

     หากเรามองว่าแฟชั่นไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของตัวเลขทางธุรกิจ แบรนด์ยักษ์ใหญ่ หรือความหรูหราโอ่อ่าแบบกรุงปารีสและกรุงมิลาน แต่แฟชั่นคือเรื่องของวัฒนธรรม อารมณ์ และวิสัยทัศน์ที่กล้าแสดงออก London Fashion Week ก็ยังคงเป็นสัปดาห์แฟชั่น ที่มีจิตวิญญาณอันเป็นเอกลักษณ์ และหาใครลอกเลียนแบบได้ยาก

     กรุงลอนดอนได้ชื่อว่าเป็น 'พื้นที่เปิดกว้าง' ต่อเหล่าดีไซเนอร์หน้าใหม่มากที่สุดในโลก อย่างที่แฟชั่นโชว์ของนักศึกษาจาก Central Saint Martins ยังคงเป็นหนึ่งในโชว์ที่ผู้คนในวงการตั้งตารอคอยมากที่สุด เพราะเป็นพื้นที่ที่ปราศจากกรอบเกณฑ์ทางธุรกิจ ที่ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ยังคงมีอิสระในการแสดงตัวตนออกมาได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้กรุงลอนดอนยังมีโครงสร้างการสนับสนุนนักออกแบบหน้าใหม่ ผ่านโครงการ Mentorship และทุนสนับสนุนอย่าง NEWGEN และ Fashion Scout ที่คอยเจียระไนเพชรน้ำงาม และผลิตดีไซเนอร์ระดับหัวกะทิ ป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมแฟชั่นระดับโลกมาโดยตลอดอย่างไม่ขาดสาย

ลอนดอนไม่ได้กำลังจะตาย แต่กำลังดิ้นรนเพื่อไปต่อ

     ท้ายที่สุดแล้วคำตอบของคำถามที่ว่า "London Fashion Week กำลังจะตายหรือไม่?" จึงขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน หากเราวัดค่าจากยอดขายของกลุ่มทุนใหญ่ หรือกระแสบนโลกออนไลน์ กรุงลอนดอนในวันนี้อาจดูซบเซา และเต็มไปด้วยบาดแผลทางเศรษฐกิจ แต่หากมองแฟชั่นผ่านจิตวิญญาณ ความคิดสร้างสรรค์ และแรงบันดาลใจ จะเห็นได้ว่าลอนดอนแฟชั่นวีกไม่ได้กำลังจะตายอย่างช้าๆ แต่อย่างใด

     สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้คือกระบวนการที่กรุงลอนดอน กำลังสลัดภาพจำแบบเดิม ๆ ออกไป เรียนรู้ที่จะก้าวผ่านวิกฤต และดึงเอาตัวตน วัฒนธรรม ความขบถ และพลังการสร้างสรรค์ที่ไร้ขอบเขต มาใช้ขับเคลื่อนอีกครั้ง ให้สมศักดิ์ศรีการเป็นหนึ่งในสี่มหานครแห่งโลกแฟชั่น

     ตามไปอ่านเรื่องราวเพิ่มเติมเกี่ยวกับ 'ลอนดอนแฟชั่นวีก' ได้ที่ (การหวนคืนสู่เหย้าของ Alexander McQueen SS27 และความขบถแห่ง Rave Culture ในกรุงลอนดอน)

ภาพ : Vogue Runway
เรื่อง : Korawich Panuthai
เรียบเรียง : Ausadawut Virangkul