มิวสิคเฟสติวัล

LIFESTYLE

Coachella หลบไปยุคนี้ต้อง Lollapalooza มิวสิคเฟสติวัลสำหรับคอเพลงอินเตอร์เจนใหม่

แฟนคลับสายเพลงอินเตอร์กำลังกลับมาคึกคักอีกครั้งกับมิวสิคเฟสติวัลอย่าง Lollapalooza

30 สิงหาคม 2569

ถ้าคุณเป็นส่วนหนึ่งของแฟนเพลงอินเตอร์และชื่นชอบมิวสิคเฟสติวัลอย่าง Coachella เป็นพิเศษ คุณอาจจะต้องได้ยินถึงการมาแรงสุดๆ ของอีกหนึ่งมิวสิคเฟสติวัลอย่าง Lollapalooza ที่ 2-3 ปีให้หลังนี้เป็นที่พูดถึงอย่างมากสำหรับวัยรุ่นยุคใหม่ จนเรียกว่าสามารถสร้างโมเมนตัมที่น่าสนใจทางวัฒนธรรมการเสพดนตรีได้อย่างน่าสนใจสุดๆ แน่นอนแม้ Coachella จะยังคงเป็นเทศกาลเพลงยักษ์ใหญ่และ sold out ตลอดเรื่อยมา แต่ในช่วงนี้ “Lolla” ในสายตาคนรุ่นใหม่ก็กำลังสดใสและคึกคักขึ้นยิ่งกว่าเดิม บทความนี้เราชวนคุยว่าทำไม Lolla ถึงได้กลายมาเป็นจุดหมายสำคัญที่ทุกคนเริ่มให้ความสนใจไม่น้อยไปกว่า Coachella ในตอนนี้

A City Party

ถ้าพูดถึง Lolla แล้วอย่างแรกที่ชัดเจนสุดๆ และเอื้อต่อคนรุ่นใหม่มากๆ ก็คือสถานที่จัดงาน เพราะมิวสิคเฟสของที่นี่จัดขึ้นที่ Grant Park ในดาวน์ทาวน์ของเมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ การจัดงานในเมืองทำให้ลดค่าใช้จ่ายในเรื่องของการเดินทางออกไปได้ก้อนใหญ่ แถมประสบการณ์ที่ได้ก็ต่างกันออกไปมาก เพราะเมื่อคุณเสร็จจากการร้องเต้นในฝูงชนแล้ว ก็สามารถเดินทางด้วยรถสาธารณะ หรือแม้แต่เดินเท้ากลับโรงแรม ไปร้านอาหาร หรือจะออกไปต่อใช้ชีวิตไนท์ไลฟ์บริเวณรอบๆ ก็เรียกว่าสะดวกมาก Lolla เลยให้ภาพของปาร์ตี้กลางกรุงมากกว่าการออกไปตั้งแคมป์ฟังเพลงไกลถึงในทะเลทราย ให้ประสบการณ์แบบ Urban festival หรือแบบการที่เมืองทั้งเมืองได้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ด้วยไปในตัว

ในขณะที่ Coachella นั้นจัดขึ้นในทะเลทรายที่เมืองอินดิโอ รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยจัดทั้งหมด 6 วัน และส่วนมากทุกคนที่เข้าร่วมงานก็จะต้องค้างคืนหรือตั้งใจไปเป็นทริปด้วยการตั้งแคมป์ ขับรถบ้านไปจอด หรือจองที่พักแถวนั้นซึ่งกระเถิบไกลออกมารอบนอกอีกที สำหรับเด็กรุ่นใหม่ที่ไม่ได้มีงบประมาณมากเหมือนพวกอินฟลูเอนเซอร์มิลเลนเนียล การเลือกสิ่งที่เข้าถึงได้ง่ายมากกว่าทั้งแง่ของสถานที่และเม็ดเงิน ก็อาจจะเป็นคำตอบที่น่าสนใจ

Artist Line up

Lolla เป็นมิวสิคเฟสติวัล 4 วันรวดที่โดดเด่นด้วยไลน์อัพศิลปินที่น่าสนใจไม่ต่างกัน แม้ว่ารายชื่อศิลปินขึ้นแสดงโชว์จะมีการซ้อนทับกันบ้างกับ Coachella ที่จะเน้นไปที่เฮดไลน์เนอร์เบอร์ใหญ่ๆ หรือการพาเซอร์ไพรส์ศิลปินพิเศษมาร่วมโชว์ และการจัดแสดงเพลงแบบอลังการไอคอนิกมากกว่า แต่ตัว Lolla เองก็มีความหลากหลายของสไตล์เพลงและยังให้โอกาสศิลปินหน้าใหม่ได้ฉายแสงกับเขาด้วย ที่สำคัญคือสองสามปีหลังมานี้จุดที่เห็นชัดมากคือ K-pop ถูกยกระดับขึ้นมาเป็นส่วนสำคัญของไลน์อัพไม่ว่าจะ Jennie, AESPA, I-DLE, Cortis

หรือเหล่าศิลปินสายขวัญใจเด็กเจนใหม่อย่าง Charlie XCX, Tate McRae, Zara Larsson, Olivia Dean, SOMBR และความหลากหลายของแนวเพลงอีกเพียบทั้งจากศิลปิน The Neighbourhood, Wolf Alice, Blood Orange, John Summit ทำให้เห็นว่ามันไม่ได้มีแค่ศิลปินเบอร์ใหญ่เท่านั้น แต่ก็มีศิลปินที่อยู่ใน cultural conversation ตอนนี้เข้าร่วมเยอะมาก จึงพูดได้ว่า Lolla เองกำลังใช้กลยุทธ์ในการแคปเจอร์คนรุ่นใหม่ได้เก่งมากในตอนนี้

Come for the music

ใครที่ไป Coachella จะรู้กันดีว่ามันมีภาพลักษณ์ที่ถูกออกแบบมาสูงมาก เพราะเขาไม่ได้ขายแค่เพลงแต่ดึงรวมเอาทั้งแฟชั่น คนดังเซเลบ อินฟลูเอนเซอร์ งานอาร์ต และเพลงมาผสมรวมกัน มันเลยติดภาพลักษณ์ที่มีความแฟชั่นจ๋ามาก เน้นสไตล์แบบเฟสทีฟยูนิฟอร์มและมีความเป็นโบโฮแบบฟรีสปิริต เรียกว่าแฟชั่นของทั้งคนดูและศิลปินถือเป็นส่วนสำคัญของคัลเจอร์มาก ที่สำคัญคือเราจะเห็นว่าเขาเน้นเรื่องการทำคอนเท้นลงโซเชียลมิเดียเป็นพิเศษ ในขณะที่ Lolla มีความสบายและชิลกว่าเยอะ มีความหลากหลายในเรื่องการของแต่งตัวและมีวัฒนธรรมแบบเด็กรุ่นใหม่มากกว่า ให้ความรู้สึกว่าคุณมาเพื่อฟังเพลงและสนุกไปกับคอนเสิร์ต มากกว่ามาเพื่อแต่งตัวประชันกัน หรือถ่ายรูปทำคอนเท้นนั่นเอง 

สุดท้ายแล้ว บทความนี้ไม่ได้ต้องการตัดสินว่า Lolla ดีกว่าหรือด้อยกว่า Coachella เพราะทั้งสองเฟสติวัลต่างมีเสน่ห์และมอบประสบการณ์ที่แตกต่างกัน สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมการฟังเพลงและความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น การที่ Lollapalooza ขยายตัวและเข้าถึงผู้คนในวงกว้างมากขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่ดูเหมือนจะกลับมาให้ความสำคัญของเพลงอย่างจริงจังมากขึ้น มากกว่าการแต่งตัวประชันกันในงาน สิ่งที่ตามมาคือวิธีการเสพดนตรีและประสบการณ์รอบเสียงเพลงเองก็กำลังเปลี่ยนแปลงไปด้วยเหมือนกัน

 

ภาพปก : Pexel/ Photo: Andrius Šimkus